บทที่ 12 ท่านประธานเอาแต่ใจ

ตลอดช่วงบ่าย เจ้าเอยไม่สามารถสลัดความสงสัยเรื่องแฟ้มเอกสารออกจากหัวได้เลย

นับตั้งแต่รับมันมาจากฝ่ามือหนาของอคิราห์ หญิงสาวก็เอาแต่แอบเหลือบมองแฟ้มสีน้ำตาลบนโต๊ะเป็นระยะ ราวกับภายในนั้นมีคำตอบของคำถามบางอย่างที่เธอเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังตามหา เอกสารเกี่ยวกับบริษัทอัศวะดิลก... ทำไมต้องเป็นเธอ? และทำไมเขาถึงไม่ยอมให้เปิดอ่านที่บริษัท?

“เลขาฯ ใหม่”

เสียงทักอย่างเป็นทางการดังขึ้นตรงหน้า ทำเอาเจ้าเอยสะดุ้งเฮือก รีบละสายตาจากแฟ้มแล้วเงยหน้าขึ้น

“คะ?”

พนักงานสาวรุ่นพี่นามว่า 'พิม' ยืนกอดอกมองลงมาด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก “คุณอคิราห์ให้เธอจัดเอกสารประชุมพรุ่งนี้หรือยัง?”

“เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“แล้วรายงานของฝ่ายการเงินล่ะ?”

“กำลังตรวจเช็กอยู่ค่ะ อีกประมาณครึ่งชั่วโมงน่าจะเสร็จ”

พิมปรายตามองแฟ้มสีน้ำตาลปริศนาตรงหน้า ก่อนจะเหยียดยิ้มมุมปาก “ขยันดีนี่”

เจ้าเอยไม่แน่ใจว่านั่นคือคำชมจริงหรือประชด จึงเลือกเพียงแค่ส่งยิ้มสุภาพกลับไป “ขอบคุณค่ะ”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก” อีกฝ่ายโน้มตัวลงมาใกล้ น้ำเสียงเริ่มจิกกัดเล็กน้อย “ทำงานให้เนี้ยบแล้วกัน เพราะถ้าพลาดขึ้นมา...คนที่โดนด่าคนแรกไม่ใช่เธอ แต่เป็นพวกฉันที่ต้องโดนคุณอคิราห์เล่นงานยกแผนก”

พูดจบพิมก็หมุนตัวเดินกลับไป เจ้าเอยลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ เธอไม่อยากมีปัญหากับใครทั้งนั้น สิ่งเดียวที่ตั้งเป้าไว้คือทำงานให้ดีที่สุด หาเงินมารักษาแม่ให้ได้มากที่สุด...เรื่องอื่นไม่สำคัญ อย่างน้อยเธอก็พยายามบอกตัวเองแบบนั้น

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงหกโมงเย็น

“กลับได้แล้ว”

น้ำเสียงทุ้มคุ้นเคยดังมาจากหน้าประตูห้องทำงานใหญ่ เจ้าเอยเงยหน้าขึ้นมอง ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีเข้มตัวเดิม มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ อีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกง ท่าทางสุขุมน่าเกรงขามเหมือนทุกวัน

“แต่งานของหนูยังไม่เสร็จดีเลยค่ะ”

“เอากลับไปทำที่บ้าน”

“แต่คุณบอกว่าจะให้หนูไปด้วยไม่ใช่เหรอคะ?”

“ใช่”

“แล้ว...หนูต้องเตรียมเอกสารอะไรเพิ่มไหมคะ?”

อคิราห์หยุดนิ่ง กวาดสายตาคมกริบมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก “ไม่ต้อง”

“ค่ะ”

“เอาแค่ตัวไป”

เจ้าเอยชะงักกึก ประโยคเรียบง่ายนั้นกลับส่งผลให้ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ “หมายถึง...ไม่ต้องขนงานไปเยอะใช่ไหมคะ?”

“แล้วคุณคิดว่าผมหมายถึงอะไร?”

“เปล่าค่ะ!” เธอรีบหลุบตาต่ำก้มหน้าหลบสายตาเขาแทบไม่ทัน

เสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะ เจ้าเอยนิ่งไปอีกครั้ง... นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเขาหัวเราะ และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่าผู้ชายที่คนทั้งบริษัทขนานนามว่าเย็นชาไร้หัวใจ เวลายิ้มออกมากลับดูมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างน่าประหลาด

“ไปกันได้แล้ว”

“ค่ะ...”

ระหว่างทางเดินไปลานจอดรถ เจ้าเอยก้าวตามหลังร่างสูงไปเงียบ ๆ รถหรูเคลื่อนตัวออกจากอาคารมุ่งสู่ถนนใหญ่ ความเงียบในห้องโดยสารเริ่มทำให้เธออึดอัดจนต้องเอ่ยปากถาม

“คุณอคิราห์คะ”

“ว่า?”

“แฟ้มนี้...สำคัญมากเลยเหรอคะ?”

ฝ่ามือหนาที่จับพวงมาลัยอยู่นิ่งเกร็งไปเล็กน้อย “มาก”

“เกี่ยวกับงานที่หนูต้องทำเหรอคะ?”

“ส่วนหนึ่ง”

“แล้วอีกส่วนล่ะคะ?”

อคิราห์ไม่ได้ตอบคำถามทันที เขามองตรงไปยังเส้นทางเบื้องหน้า สีหน้าผ่อนคลายเมื่อครู่กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง “อย่าเพิ่งถามมาก”

“ค่ะ...” เจ้าเอยเม้มริมฝีปาก แนบหลังชิดเบาะอย่างจำยอม

ทว่าผ่านไปไม่ถึงนาที เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาอีก “กลัวผมเหรอ?”

เธอหันไปมองสบตาคนขับ “เปล่าค่ะ”

“ถ้ากลัวก็พูด”

“หนูไม่ได้กลัวคุณจริง ๆ ค่ะ”

“งั้นทำไมเงียบ?”

“ก็คุณบอกเองว่าอย่าถามมาก”

อคิราห์เหลือบตามามองเธอเล็กน้อย มุมปากหยักกระตุกขึ้นเป็นยิ้มจาง ๆ “ย้อนผมเหรอ?”

“หนูไม่ได้ย้อนค่ะ แค่ทำตามคำสั่ง”

“ดี” เขาหันกลับไปสนใจถนน “เพราะผมไม่ชอบคนเถียง”

เจ้าเอยแอบเบ้ปากใส่เขาเบา ๆ คนอะไร...เอาแต่ใจชะมัด

รถยนต์ขับออกจากตัวเมือง เข้าสู่ถนนสายหลักที่เริ่มเงียบสงบขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง รถหรูจึงเลี้ยวผ่านประตูรั้วเหล็กดัดบานโต เจ้าเอยมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความตกตะลึง บ้านของอคิราห์ไม่ได้เหมือนบ้านพักอาศัยทั่วไป แต่มันเหมือนคฤหาสน์ส่วนตัวสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นตัดกับแสงไฟวอร์มไลท์ที่ส่องสว่างจนตัวบ้านสีครีมดูโดดเด่นยามค่ำคืน

“ถึงแล้ว”

เสียงของเขาดึงเธอกลับมาจากภวังค์ เจ้าเอยรีบเปิดประตูลงจากรถ “บ้านคุณใหญ่จังเลยนะคะ”

“ก็อยู่คนเดียว”

“อยู่คนเดียวเหรอคะ?”

“อืม”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะหันไปมองหน้าเขา “แล้ว...ครอบครัวคุณล่ะคะ?”

อคิราห์นิ่งไป แววตาเรียบเฉยกลับเย็นเยียบขึ้นมาในทันที “ไม่มี”

คำตอบเพียงคำเดียว แต่กลับแฝงความหนักอึ้งจนบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นอึดอัด เจ้าเอยรู้ตัวทันทีว่าตัวเองเผลอถามเรื่องที่ไม่ควรเข้าเสียแล้ว

“ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจ”

“เข้าไปข้างในเถอะ” เขาตัดบทเสียงเรียบก่อนจะเดินนำไป เจ้าเอยจึงได้แต่ก้าวตามหลังเขาไปเงียบ ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป