บทที่ 13 พ่อและแม่ของอคิราห์
เมื่อประตูบ้านเปิดออก หญิงสูงวัยในชุดแม่บ้านเรียบร้อยก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม “คุณอคินกลับมาแล้วเหรอคะ”
“ครับ ป้าจันทร์”
สายตาของแม่บ้านสูงวัยเลื่อนมาหยุดที่หญิงสาวข้างกายเขา ก่อนจะยิ้มให้อย่างอบอุ่น “แล้วคุณผู้หญิงคนนี้...”
“เลขาฯ ผมครับ” อคิราห์ตอบทันควัน “ชื่อเจ้าเอย”
ป้าจันทร์ยิ้มกว้างกว่าเดิม “อ๋อ คุณเจ้าเอยนี่เอง”
เจ้าเอยชะงัก “ป้ารู้จักหนูด้วยเหรอคะ?”
ป้าจันทร์ปรายตามองอคิราห์อย่างมีเลศนัย “คุณอคินพูดถึงบ่อยค่ะ”
“ป้าจันทร์” เสียงเข้มเอ่ยขัดขึ้นทันทีเพื่อปราม
“แหม ป้ายังไม่ได้พูดอะไรเสียหายเลยนะคะ” ป้าจันทร์หัวเราะร่า
เจ้าเอยรู้สึกหน้าผ่าวร้อนขึ้นมาฉับพลัน ขณะที่อคิราห์ทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินหนีไปทางบันได “ตามมา”
“ค่ะ!” หญิงสาวรีบก้าวตามเขาไป โดยมีเสียงหัวเราะเอ็นดูของป้าจันทร์ไล่หลังมา
ห้องทำงานของอคิราห์ตั้งอยู่บนชั้นสอง เมื่อดันประตูเข้าไป เจ้าเอยก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน โต๊ะทำงานไม้แท้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบสมบูรณ์แบบ ทว่าบนชั้นวางด้านหลังกลับมีกรอบรูปหนึ่งใบวางตั้งอยู่
เจ้าเอยแอบเหลือบมองโดยไม่ตั้งใจ ในรูปคือชายหญิงวัยกลางคนหน้าตาทรงภูมิฐาน และมีเด็กชายตัวน้อยยืนอยู่ตรงกลาง ใบหน้าเรียบตึงของเด็กคนนั้น...เธอจำได้ทันทีว่าคืออคิราห์
“อย่ามอง”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นใกล้ยิ่งกว่าเดิม เจ้าเอยสะดุ้งสุดตัว “ขอโทษค่ะ”
เธอรีบหลุบตานิ่ง อคิราห์เดินผ่านตัวเธอไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา นิ้วเรียวยาวลูบผ่านกระจกหน้ากรอบรูปอย่างแผ่วเบา ก่อนจะคว่ำมันลงกับโต๊ะ
“นั่งสิ”
“ค่ะ”
เขาวางแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลลงตรงหน้าเธอ “เปิดดูได้แล้ว”
เจ้าเอยสูดลมหายใจเข้าลึก ลมหายใจติดขัดเล็กน้อยขณะใช้มือสั่น ๆ ค่อย ๆ เปิดแฟ้มออก หน้าแรกคือรายงานทางการเงินของบริษัทอัศวะดิลกเมื่อหลายปีก่อน หน้าที่สอง...เป็นเอกสารสรุปคดีอุบัติเหตุทางรถยนต์ และหน้าที่สาม...คือภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุอันน่าสยดสยอง
ใบหน้าหวานซีดผ่องลงทันตา เธอเงยหน้ามองร่างสูงที่ยึดโครงกระจกหน้าต่าง ยืนหันหลังให้เธออยู่ “นี่มัน...”
“อุบัติเหตุของพ่อกับแม่ผม”
หัวใจของเจ้าเอยกระตุกวูบ “คุณพ่อคุณแม่...เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเหรอคะ?”
“ใช่”
“แล้วทำไม...คุณถึงเอาเอกสารพวกนี้มาให้หนูดู?”
ชายหนุ่มเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมา แววตาคมกริบคู่นั้นซ่อนความเจ็บปวดล้ำลึกที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเอาไว้
“เพราะผมคิดว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ”
เจ้าเอยเบิ่งตากว้างด้วยความตกตะลึง “หมายความว่า...”
อคิราห์สาวเท้าเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ ร่างสูงข่มบรรยากาศจนเธอรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม “มีคนตั้งใจฆ่าพ่อแม่ผม”
มือเล็กที่จับขอบเอกสารเริ่มสั่นระริก “แล้ว...คนคนนั้น...”
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาสบสายตาเธอตรง ๆ “อาจเกี่ยวข้องกับพี่สาวของคุณ”
เจ้าเอยนิ่งงันไปในทันที
“หมายความว่า...”
อคิราห์ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ ร่างสูงใหญ่บดบังแสงไฟจนเกิดเป็นเงาทาบทับร่างบาง สายตาที่เคยมั่นคง บัดนี้กลับฉายแววเจ็บปวดและเคียดแค้นอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น
“มีคนตั้งใจฆ่าพ่อแม่ผม”
ฝ่ามือเล็กที่จับขอบเอกสารอยู่เริ่มสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ อากาศรอบตัวเย็นเยือกจนแทบหายใจไม่ออก
“แล้ว...แล้วมันเกี่ยวกับ...”
“พี่สาวของคุณ” ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย สบตาเธอนิ่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เน้นย้ำทุกถ้อยคำ “พาฝัน...คือคนสุดท้ายที่อยู่กับพ่อแม่ผมก่อนที่รถจะตกคลอง”
หัวใจของเจ้าเอยร่วงหล่นลงไปถึงตาตุ่ม ใบหน้าหวานซีดเผือด ไร้สีเลือดขึ้นมาทันตา
“ไม่จริง...” เธอรำพึงออกมาเสียงเบาหวิว พลางคลอนหัวปฏิเสธอย่างไม่ยอมรับ “พี่พาฝันไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น พี่สาวหนูเป็นคนดี...เธอไม่มีวันทำร้ายใคร!”
“ผมไม่ได้บอกว่าเธอเป็นคนลงมือ” อคิราห์ถอนหายใจหนักหน่วง นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปกอดรัดท่อนแขนบางเอาไว้เบา ๆ ราวกับจะช่วยยึดเหนี่ยวไม่ให้เธอสติหลุด แต่แรงกระชับนั้นกลับเต็มไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อน “แต่เอกสารชุดนี้บอกว่า รายชื่อบัญชีปลายทางที่รับเงินก้อนสุดท้ายจากพ่อผมก่อนเกิดเหตุ...คือชื่อของพี่สาวคุณ”
“คุณอคิราห์...”
เจ้าเอยสบตาเขา แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนเส้นขอบฟ้าที่พร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ ความใกล้ชิดและไออุ่นจากฝ่ามือของเขาตรงท่อนแขนไม่ได้ช่วยให้รู้สึกอบอุ่น แต่กลับยิ่งทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยความกลัว...กลัวว่าสายตาอ่อนโยนเพียงเสี้ยววินาทีที่เขาเคยใช้มองเธอ จะแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังหากปมนี้เป็นเรื่องจริง
ชายหนุ่มหลุบสายตามองริมฝีปากสั่นระริกของเลขาฯ สาว เขารู้ดีว่าการโยนความจริงเล่มนี้ใส่หน้าเธอคือการต้อนเธอจนมุมยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ แต่เขากลับไม่อาจปล่อยเธอไปได้อีกแล้ว
“เจ้าเอย” เสียงทุ้มเปรยเบา ๆ ทว่าสั่นคลอนหัวใจ “ที่ผมพาคุณมาที่นี่...ไม่ใช่เพราะผมแค้นคุณ”
“...”
“แต่เพราะคุณเป็นคนเดียว...ที่ผมอยากหาความจริงเรื่องนี้ไปด้วยกัน”
