บทที่ 4 ชีวิตต้องดิ้นรน
ค่ำวันเดียวกัน…
ขณะที่เอยกำลังเดินกลับบ้าน สายโทรศัพท์สายหนึ่งก็ดังขึ้น
“สวัสดีครับ คุณเจ้าเอยใช่ไหมครับ” เสียงนุ่มนวลอบอุ่นดังก้องมาจากปลายสาย
“ค่ะ คุณหมอ…” เอยจำได้ดี นี่คือหมอผู้ดูแลแม่ของเธอ
“หมอ ธีร์ นะครับ” ปลายสายแนะนำตัว “พอดีหมอได้ทบทวนผลตรวจอย่างละเอียดร่วมกับอาจารย์หมอแล้ว พรุ่งนี้พอจะสะดวกเข้ามาคุยเรื่องแนวทางการรักษาเพิ่มเติมไหมครับ”
หัวใจของเอยตกวูบ “อาการแม่… แย่ลงเหรอคะคุณหมอ”
“ยังครับ แต่เนื่องจากเป็นระยะสุดท้าย การรักษาด้วยยาหรือระตุ้นภูมิคุ้มกันบำบัดจะช่วยยืดอายุและลดความเจ็บปวดได้ดีที่สุด… เพียงแต่ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะค่อนข้างสูงมาก หมอเลยอยากให้คุณเข้ามาปรึกษาและเตรียมตัวไว้ก่อน”
เอยยืนนิ่งอยู่ริมฟุตบาท ลมหนาวปะทะใบหน้า คำว่า ‘ค่าใช้จ่ายสูงมาก’ คล้ายกับหินปอนด์หนัก ๆ กดทับลงบนอก
“ได้ค่ะคุณหมอธีร์… พรุ่งนี้หลังเลิกงาน หนูจะรีบเข้าไปนะคะ”
“ครับ ไม่ต้องเครียดจนเกินไปนะครับ หมอจะช่วยดูแลคุณแม่เต็มที่” น้ำเสียงของหมอธีร์เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและความจริงใจ
เมื่อวางสาย เอยแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด หยาดน้ำตาอุ่น ๆ ไหลซึมออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “แม่… เอยจะหาเงินมารักษาแม่ให้ได้”
กระดาษใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลที่วางอยู่บนโต๊ะทำเอาเจ้าเอยนั่งนิ่งอยู่นาน…
ตัวเลขหลายหลักกวาดสายตามองกี่ครั้งก็ทำให้ปลายนิ้วของเธอสั่นจนแทบห้ามไว้ไม่อยู่
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอลูก…”
เสียงผอมแห้งของแม่เอ่ยขึ้นเบา ๆ เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าตึงเครียดของลูกสาว
เจ้าเอยสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบพับกระดาษเก็บลงกระเป๋าอย่างรวดเร็ว “ไม่เยอะหรอกค่ะแม่”
“เอย…”
“เดี๋ยวเอยจัดการเองค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” หญิงสาวฉายรอยยิ้มอบอุ่นให้แม่ ทั้งที่ในอกแทบจะร่ำไห้
ค่ารักษาเริ่มทวีคูณขึ้นทุกสัปดาห์ ค่ายาปฏิชีวนะ ค่าห้องตรวจ ค่าเดินทาง… เงินเก็บก้อนสุดท้ายของครอบครัวกำลังลดลงรวดเร็วราวน้ำซึมผืนทราย รายได้จากเบี้ยเลี้ยงฝึกงานไม่พอแน่นอน และงานแปลเอกสารฟรีแลนซ์ก็ไม่ได้มีเข้ามาสม่ำเสมอ
เอยนั่งมองยอดเงินคงเหลือในแอปพลิเคชันธนาคารบนโทรศัพท์แล้วถอนหายใจยาว ก่อนจะตัดสินใจกดเบอร์โทรศัพท์ที่เธอไม่อยากติดต่อนึกถึงที่สุด... เบอร์ของพี่สาวที่มีชีวิตไปได้ดีกับครอบครัวใหม่
เสียงสัญญาณรอสายดังอยู่หลายครั้ง กระทั่งปลายสายยอมกดรับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“มีอะไร เจ้าเอย?”
“พี่ฝัน… คือเอยมีเรื่องอยากขอร้องค่ะ” เจ้าเอยพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “แม่ป่วยหนักมาก ต้องใช้เงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ เอยอยากจะขอยืมพี่เอมก่อนสัก...”
“ยืมอีกแล้วเหรอ?” น้ำเสียงของอีกฝ่ายสะบัดอย่างเหินห่างและตัดรอน “ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าโทรมาขอเงินฉันอีก เรื่องของแม่เธอก็เป็นภาระของเธอสิ พ่อก็นำเงินส่วนของเขาไปหมดแล้ว ฉันไม่มีหน้าที่ต้องมาเลี้ยงดูแม่เธอหรอกนะ อย่าเอาความน่าสงสารมาไร้สาระใส่ฉันอีก!”
ยังไม่ทันที่เอยจะได้อ้อนวอนต่อ สัญญาณก็ถูกตัดฉับ เสียงตู้ดๆ ดังขึ้นกระทบความเงียบในห้อง ราวกับตบหน้าเธออย่างจัง น้ำตาที่พยายามสะกดไว้ร่วงหล่นลงมาบนหน้าจอโทรศัพท์อย่างห้ามไม่ได้
ในเมื่อพึ่งพาใครไม่ได้เลย ความสิ้นหวังก็บีบคั้นให้เธอต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง
“ต้องหาเงินเพิ่ม…” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว… เพื่อแม่ เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
คืนนั้น เมื่อส่งแม่เข้านอนเรียบร้อย เจ้าเอยเปิดโทรศัพท์ค้นหางานพิเศษยามค่ำคืนทันที พนักงานเสิร์ฟร้านอาหาร แคชเชียร์งานกะดึก… จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับประกาศรับสมัครพนักงานเสิร์ฟในคลับแห่งหนึ่ง
‘รับพนักงานเสิร์ฟประจำคลับ เวลา 20.00 – 02.00 น. รายได้วันต่อวัน + ทิป’
เจ้าเอยลังเลอยู่ครู่ใหญ่ งานกลางคืนไม่ใช่เส้นทางที่เธออยากเดิน แต่เมื่อนึกถึงใบเสร็จค่ารักษาของแม่ และคำปฏิเสธอย่างใจดำของพี่สาว เธอก็กดโทรออกสมัครโดยไม่ลังเล
“แน่ใจนะเอย?” เพื่อนสนิทถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“อืม”
“แต่เธอต้องไปฝึกงานตอนกลางวันนะ! จะไหวได้ยังไง”
“ฉันไหว”
“ไหวอะไรกัน! จะได้นอนวันละกี่ชั่วโมง”
เอยยิ้มบาง ๆ “เดี๋ยวร่างกายมันก็ปรับตัวชินไปเองแหละ”
“แต่คลับนั้น… เป็นของเพื่อนเจ้าของบริษัทที่เธอฝึกงานอยู่นะ!”
เอยชะงักกึก “อะไรนะ?”
เพื่อนยื่นโทรศัพท์ให้ดู ชื่อเจ้าของคลับเด่นหรา… คิริน เพื่อนสนิทในกลุ่มเดียวกับอคิราห์
เอยนิ่งไปชั่วครู่ ทว่าสุดท้ายก็ส่ายหน้าปฏิเสธความกังวล “ไม่เป็นไรหรอก คนละที่กัน เขาคงไม่บังเอิญมาหรอก”
“แล้วถ้าคุณอคิราห์รู้ล่ะ?”
“เขาจะรู้ได้ยังไง” เอยพยายามปลอบใจตัวเอง “ตอนกลางวันฉันเป็นนักศึกษาฝึกงานของเขา แต่ตอนกลางคืน… ฉันก็เป็นแค่พนักงานเสิร์ฟธรรมดาคนหนึ่ง”
เธอไม่รู้เลยว่า… คำพูดนั้นกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาเปลี่ยนชีวิตเธอในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า!
