บทที่ 7 ความจริง
จนเมื่อมาถึงทางเข้าชุมชนเก่าแก่ เจ้าเอยก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพอดี เธอรีบบอกทางเขาด้วยน้ำเสียงอิดโรย "เลี้ยวซ้ายซอยข้างหน้านี้ค่ะ..."
อคิราห์หักเลี้ยวรถเข้าสู่ซอยแคบๆ ความมืดและบรรยากาศเปลี่ยวร้างตรงหน้าทำให้คิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากันทันที แสงไฟถนนที่ริบหรี่ ถนนคอนกรีตขรุขระ และกำแพงปูนสูงทอดตัวลึกเข้าไปในความเงียบสงัด
"คุณอยู่ซอยนี้จริงเหรอ?" ชายหนุ่มถามขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลและความไม่พอใจ "ทำไมมันลึกและอันตรายขนาดนี้"
"ค่ะ อยู่มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ชินแล้วล่ะค่ะ"
"ชินไม่ได้แปลว่าปลอดภัย" เขาสวนกลับทันควัน "ผู้หญิงตัวคนเดียว เดินเข้าซอยมืดๆ แบบนี้ตอนตีสองตีสามเนี่ยนะ? ถ้ามีคนร้ายดักรออยู่ คุณจะทำยังไง?"
"ก็... ต้องระวังตัวเอาค่ะ" เธอก้มหน้าตอบเบาๆ
รถยนต์มาจอดนิ่งอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้นทรงเก่าหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของซอย อคิราห์ดับเครื่องยนต์แล้วหันมาสบตาเธอด้วยสายตาจริงจังที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย "แล้ว... คุณอยู่กับใคร?"
คำถามนั้นทำให้เจ้าเอยชะงัก ชั่ววูบหนึ่งดวงตาของเธอฉายแววเศร้าโศกและเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด "หนูอยู่กับ..."
ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปาก เสียงประตูไม้หน้าบ้านก็เปิดออกดัง เอียด...
หญิงสาววัยกลางคนในชุดเสื้อผ้าปานกลาง ร่างกายซูบผอมและใบหน้าซีดเซียวเดินก้าวออกมาจากบ้าน เธอพยายามส่งยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นลูกสาวลงมาจากรถ แต่ทว่าเพียงแค่ก้าวเดินได้ไม่กี่ก้าว ขาทั้งสองข้างของเธอเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
"แม่!" เจ้าเอยร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ เบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เธอรีบเปิดประตูรถแล้วพุ่งตัวออกไปหาทันที
อคิราห์ที่เห็นเหตุการณ์กระทันหันไม่รอช้า เขาเปิดประตูรถและก้าวตามไปติดๆ ภาพที่ปรากฏคือร่างของแม่เจ้าเอยกำลังทรุดตัวร่วงลงสู่พื้นดินอย่างหมดสติ
"แม่คะ! แม่!" เจ้าเอยร้องไห้โฮออกมาด้วยความตกใจสุดขีด เธอพยายามคว้าตัวแม่ไว้ แต่น้ำหนักตัวและแรงอันน้อยนิดทำให้เธอเกือบจะล้มพับไปพร้อมกัน
ทว่าก่อนที่ร่างของแม่จะกระแทกพื้นคอนกรีต แขนแข็งแรงของอคิราห์ก็ยื่นเข้ามาคว้าและรับร่างของหญิงสาววัยกลางคนไว้ได้ทันท่วงที เขารับน้ำหนักตัวของเธอไว้ในอ้อมแขนได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงสะอื้นไห้ของเจ้าเอย
"ตั้งสติก่อนเจ้าเอย!" อคิราห์ตวาดเรียกสติเธอด้วยน้ำเสียงทรงพลังทว่าเข้มแข็งเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจที่กำลังแตกสลายของหญิงสาว "แม่คุณหมดสติไป ชักช้าไม่ได้แล้ว ต้องรีบไปโรงพยาบาลตอนนี้เลย!"
"ค่ะ... ค่ะคุณอคิราห์ ช่วยแม่ด้วย..." เธอตอบกลับทั้งน้ำตา ร่างกายสั่นสะท้านไปหมด
อคิราห์ไม่รอช้า เขาช้อนร่างที่ซีดขาวของแม่เจ้าเอยขึ้นอุ้มในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง แล้วรีบวิ่งตรงไปที่เบาะหลังของรถยนต์ทันที เจ้าเอยรีบเปิดประตูและเข้าไปประคองศีรษะของแม่ไว้ อคิราห์ปิดประตูรถ แล้วก้าวขึ้นฝั่งคนขับ เหยียบคันเร่งพารถยนต์หรูพุ่งทะยานออกจากซอยมืดมิดด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้
ตลอดทางไปโรงพยาบาล อคิราห์ใช้มือหนึ่งจับพวงมาลัย ส่วนสายตามองผ่านกระจกหลังเห็นเจ้าเอยกำลังกอดแม่ไว้แน่น น้ำตาไหลพรูเต็มแก้มพร้อมกับคำอ้อนวอนขอให้แม่ปลอดภัย ในวินาทีนั้นเอง อคิราห์ถึงได้เข้าใจความจริงทั้งหมด...
เหตุผลที่เธอต้องยอมอดนอน เหตุผลที่เธอต้องไปทำงานในสถานที่เสี่ยงอันตรายแบบนั้น และเหตุผลที่เธอต้องกัดฟันทนรับภาระทุกอย่างไว้บนไหล่เล็กๆ คู่นี้เพียงคนเดียว
"แม่ต้องไม่เป็นอะไรนะเอย..." เขารำพึงในใจพลางเพิ่มความเร็วรถ
เมื่อรถจอดสนิทหน้าห้องฉุกเฉิน อคิราห์เป็นคนวิ่งไปเรียกรถเข็นและอุ้มแม่ของเธอส่งต่อให้ทีมแพทย์ทันที ไฟเตือนหน้าห้องฉุกเฉินสว่างขึ้น พร้อมกับร่างของเจ้าเอยที่ทรุดลงนั่งบนเก้าอี้หน้าห้อง มือบางสองข้างปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างกักเก็บไว้อีกไม่ไหว
อคิราห์เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ เขาย่อตัวลงนั่งม้านั่งข้างๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแต่ยื่นมือใหญ่เข้ามากุมมือที่สั่นเทาของเธอไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแทรกซึมผ่านความเย็นเยือกในหัวใจของเจ้าเอย ในยามที่ชีวิตมืดแปดด้านและไร้ทางออก ชายหนุ่มคนที่เธอเคยคิดว่าเย่อหยิ่งและเย็นชาคนนี้ กลับกลายเป็นที่พึ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอในคืนที่เลวร้ายที่สุด
ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกพร้อมกับร่างของแพทย์หนุ่มในชุดกาวน์ที่เดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บนอกเสื้อของเขาติดป้ายชื่อไว้ชัดเจน “นายแพทย์ธีรภัทร”
อคิราห์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาของแพทย์เจ้าของไข้ เช่นเดียวกับหมอหนุ่มที่เบิ่งตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ
