บทที่ 8 คิดไม่ซื่อ?
"อคิราห์? มึงมาทำอะไรที่นี่วะ" ธีร์ หรือ หมอธีรภัทร เพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยมของอคิราห์ทักขึ้นด้วยน้ำเสียงคาดไม่ถึง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นเจ้าเอยที่นั่งร้องไห้จนตัวสั่นอยู่ข้างๆ
"ไอ้ธีร์..." อคิราห์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงเข้มงวดและเต็มไปด้วยความกังวล "คนไข้ข้างใน... เป็นแม่ของเจ้าเอย ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง?"
หมอธีร์มองเพื่อนสนิทสลับกับหญิงสาวด้วยสายตาฉงนใจ แต่เมื่อนึกถึงผลตรวจและอาการของคนไข้ ใบหน้าของหมอหนุ่มก็กลับมาเครียดขรึมและเต็มไปด้วยความหนักใจอีกครั้ง เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ตอนนี้หมอฉุกเฉินช่วยปรับระดับออกซิเจนจนเค้าฟื้นและอาการคงที่แล้วครับ แต่..." ธีร์หันไปมองเจ้าเอยด้วยสายตาเห็นใจ "หมออยากขอคุยกับญาติเป็นการส่วนตัวหน่อยครับ"
เจ้าเอยปาดน้ำตาบนแก้ม ปลายนิ้วสั่นระริกขณะยันตัวลุกขึ้น แต่ขากลับอ่อนแรงจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ อคิราห์รีบยื่นมือไปประคองแผ่นหลังของเธอไว้แน่น ให้เธอได้ยึดเหนี่ยว
"ไม่เป็นไร ให้คุณอคิราห์อยู่ฟังด้วยได้ค่ะ" เจ้าเอยตอบเสียงเครือ "แม่เป็นอะไรคะคุณหมอ... ทำไมจู่ๆ แม่ถึงล้มพับไปแบบนั้น"
หมอธีร์มองอคิราห์ที่พยักหน้ารับเพื่อยืนยันว่าเขาพร้อมรับฟัง ธีร์จึงตัดสินใจเปิดแฟ้มผลการตรวจที่อยู่ในมือ
"คนไข้มีภาวะน้ำท่วมปอดและระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลันครับ..." ธีร์เว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้อากาศรอบตัวเหมือนถูกสูบออกไปจนหมด "จากผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และผลตรวจชิ้นเนื้อล่าสุดที่ส่งมาก่อนหน้านี้... คุณคงทราแล้วว่าแม่ของคุณป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ซึ่งในตอนนี้เซลล์มะเร็งได้กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียงแล้ว"
เมื่อได้ยินแบบนัน้โลกทั้งใบของเธอเหมือนได้พังทลายลงในพริบตา เข่าของหญิงสาวทรุดลงทันที ทว่าอคิราห์ช้อนตัวเธอไว้ในอ้อมแขนได้ทัน ร่างเล็กสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร เสียงร้องไห้โฮอย่างเจ็บปวดทะลักทะลายออกมาจากอกของเธอ ราวกับหัวใจแตกสลายเป็นชิ้นๆ
"กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียงเหรอคะ... ?" เจ้าเอยพยายามเค้นเสียงถามทั้งน้ำตาที่ไหลพรูไม่ขาดสาย "ไม่จริงใช่ไหมคะ... ไหนว่าตอนแรกเราพอมีทางที่จะรักษาได้ แล้วทำไมตอนนี้..."
"คนไข้น่าจะรู้อาการตัวเองดีครับ แต่คงไม่อยากให้คุณต้องเป็นห่วง เลยปิดบังไว้" หมอธีร์ถอนหายใจยาว "หมอต้องพูดตามตรงนะเอย... ตอนนี้เราทำได้แค่การรักษาแบบประคบประคอง ยาปฏิชีวนะและยามะเร็งประคบประคองกลุ่มเฉพาะจุดเพื่อไม่ให้คนเจ็บปวดทรมาน รวมถึงการให้ออกซิเจนตลอดเวลา แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะนี้สูงมาก และต้องใช้การดูแลอย่างใกล้ชิด"
คำว่า 'ค่าใช้จ่ายสูงมาก' เหมือนเข็มเล่มใหญ่ที่บดขยี้หัวใจของเจ้าเอย ภาพใบเสร็จค่ารักษาหลายหลักที่เธอเพิ่งนั่งมองเมื่อหัวค่ำย้อนกลับเข้ามาในหัว เงินกู้ เงินเก็บ เบี้ยเลี้ยงอันน้อยนิด... เธอไม่มีทางหาเงินได้ทันแน่ๆ ความสิ้นหวังและความบอบช้ำบีบเค้นจนเธอแทบจะหายใจไม่ออก
อคิราห์กอดร่างเล็กที่กำลังสติแตกไว้แน่น โทสะและความหงุดหงิดในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเจ็บปวดและสงสารจับใจ เขามองหน้าเพื่อนสนิทอย่างธีร์ด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว
"ไอ้ธีร์" อคิราห์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่นจนหมอธีร์ต้องเงยหน้าขึ้นมอง
"ว่าไง?"
"ย้ายแม่ของเจ้าเอยไปห้อง VIP ที่ดีที่สุดของโรงพยาบาลนี้ซะ ใช้ทีมแพทย์และยารักษาที่ดีที่สุดเท่าที่มึงมี"
เจ้าเอยชะงักกึก เธอเงยหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาขึ้นมองอคิราห์ด้วยความตกตะลึง "คุณอคิราห์... ไม่ได้นะคะ ค่าใช้จ่ายมัน..."
"เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด" อคิราห์สบตาเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ก่อนจะหันไปบอกหมอธีร์ "ลงบัญชีชื่อกูทั้งหมด... กูจะเป็นคนรับผิดชอบค่ารักษาของแม่เจ้าเอยทุกบาททุกสตางค์เอง"
หมอธีร์หันไปพยักหน้ารับคำสั่งอย่างสุขุม ก่อนจะหันไปสั่งการพยาบาลให้จัดการเรื่องย้ายห้องพักฟื้นอย่างเร่งด่วน จากนั้นเขาจึงหันมามองเพื่อนสนิทและหญิงสาวที่ยังคงอยู่ในอ้อมแขนของอคิราห์
"เจ้าเอยครับ หมอให้พยาบาลพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนั่งพักในห้องรับรองก่อนนะ เดี๋ยวหมอขอคุยรายละเอียดเรื่องเอกสารการย้ายห้องกับอคินมันแป๊บเดียว" หมอธีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เจ้าเอยปาดน้ำตาอย่างแผ่วเบา เธอซาบซึ้งในความช่วยเหลือจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ก้มหัวขอบคุณทั้งหมอธีร์และอคิราห์ ก่อนจะยอมเดินตามพยาบาลไปอย่างว่าง่าย
เมื่อทิ้งระยะห่างจนเหลือเพียงชายหนุ่มสองคนในความเงียบของทางเดินโรงพยาบาล หมอธีร์ก็อดไม่ได้ที่จะกอดอกแล้วหรี่ตามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาจับผิด
"มึงปิดกูไม่ได้หรอกไอ้อคิน" ธีร์เปิดประเด็นทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ร้อยวันพันปีคนอย่างมึงไม่เคยอุ้มใครเข้าห้องฉุกเฉินเอง แถมยังออกปากจ่ายค่ารักษาห้อง VIP หมดทุกบาททุกสตางค์แบบนี้... ตกลงมึงคิดยังไงกับเด็กคนนี้กันแน่?"
