บทที่ 9 เจ้านายกับลูกน้องแน่หรือ?
อคิราห์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง ใบหน้าหล่อเหลากลับมาเรียบตึงและเย็นชาดังเดิม
"กูไม่ได้คิดอะไร" ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ "กูแค่ช่วยในฐานะที่เธอเป็นเด็กฝึกงานในทีมกู... ลูกน้องเดือดร้อนต่อหน้าต่อตา กูจะใจดำหันหลังให้ได้ยังไง"
"ลูกน้อง?" ธีร์เลิกคิ้วสูง หัวเราะในคออย่างไม่เชื่อสายตา "มึงแน่ใจนะว่าแค่ลูกน้อง? มึงดูร้อนรนยิ่งกว่าเจ้าของไข้อย่างกูซะอีก แล้วอีกอย่าง... นามสกุลของเจ้าเอย กูเห็นในเวชระเบียนแล้ว 'พาฝัน' พี่สาวของเอย... คือคนเดียวกับพาฝันคนที่มึงเคยเล่าให้กูฟังใช่ไหม?"
คำว่า 'พาฝัน' ทำให้อากาศรอบตัวอคิราห์เหมือนจะติดลบขึ้นมาทันที ดวงตาคมวาววับด้วยร่องรอยความทรงจำอันขมขื่นในอดีต
"ใช่" อคิราห์ยอมรับเสียงต่ำ "พาฝัน... เป็นแฟนเก่ากูสมัยเรียนอยู่เมืองนอก"
ธีร์ขมวดคิ้วแน่นด้วยความห่วงใย เขาจำได้ดีว่าในตอนนั้น เพื่อนของเขาต้องทนทุกข์และพังทลายแค่ไหนจากการถูกผู้หญิงชื่อพาฝันหลอกลวงและทิ้งไปอย่างเลือดเย็น เพื่อไปเลือกชีวิตที่สุขสบายกว่า
"แล้วมึงมายุ่งกับน้องสาวเขาแบบนี้..." ธีร์จ้องหน้าเพื่อนตรงๆ "มึงไม่ได้คิดจะใช้เจ้าเอยเป็นเครื่องมือแก้แค้นพาฝันใช่ไหมอคิน? เด็กคนนี้เค้าบริสุทธิ์และน่าสงสารมากนะมึง เรื่องแม่ป่วยก็นักหนาพออยู่แล้ว อย่าเอาน้องมาเกี่ยวกับการแก้แค้นไร้สาระของมึงเลย"
อคิราห์เงียบไปชั่วครู่ สายตาคมกริบมองทอดออกไปที่กระจกหน้าต่างโรงพยาบาล ภาพแววตาอ้างว้าง สั่นระริก และเด็ดเดี่ยวของเจ้าเอยยามดิ้นรนหาเงินผุดขึ้นมาในหัว
"กูไม่ได้ต่ำช้าขนาดนั้น" อคิราห์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทว่าทุ่มต่ำ "เรื่องของกูกับพาฝันมันจบไปนานแล้ว กูเจ็บมามากพอจนเกินกว่าจะเอาตัวเองกลับไปแปดเปื้อนกับผู้หญิงคนนั้นอีก และกูก็ไม่คิดจะเอาเจ้าเอยมาเป็นเครื่องมือแก้แค้นใครทั้งนั้น"
"แล้วทำไมมึงต้องทุ่มเทช่วยขนาดนี้?" ธีร์ถามย้ำ
"เพราะกูเห็นตัวเองในตาของเด็กคนนั้น..." อคิราห์พึมพำออกมาเบาๆ "แววตาของคนที่กำลังแบกรับมรสุมชีวิตอยู่คนเดียวโดยไร้ทางออก... กูแค่ทนเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งถูกโลกบดขยี้ต่อหน้าต่อตาไม่ได้ก็แค่นั้น"
ธีร์มองหน้าเพื่อนสนิทอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจยาวพร้อมกับยกมือขึ้นแตะไหล่อคิราห์เบาๆ "โอเค กูเชื่อมึง... แต่กูจะบอกอะไรไว้อย่างนะอคิน สายตาที่มึงใช้มองเจ้าเอยตอนประคองดขาเอาไว้เมื่อกี้นี้... มันไม่ใช่สายตาที่เจ้านายใช้มองลูกน้องแน่นอน มึงอาจจะยังไม่รู้ตัว แต่มึงระวังหัวใจตัวเองไว้ให้ดีเหอะ"
อคิราห์ชะงักไปกับคำพูดของเพื่อน แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากแย้ง หมอธีร์ก็ตบไหล่เขาเบาๆ แล้วเดินกลับเข้าไปจัดการเรื่องเคสแม่ของเจ้าเอย ทิ้งให้อคิราห์ยืนนิ่งอยู่คนเดียวในความมืด พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างในอกที่เริ่มสั่นคลอนและลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาจะยอมรับกับตัวเอง
อคิราห์ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินอยู่นาน คำพูดทิ้งท้ายของธีร์ยังคงก้องอยู่ในหัว แต่เขาก็เลือกที่จะสลัดมันทิ้งไป ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะก้าวขาเดินไปยังห้องพักรับรองผู้ป่วย VIP ชั้นบนสุด
เมื่อเปิดประตูเข้าไป ภาพที่เห็นคือเจ้าเอยกำลังนั่งกุมมือแม่ที่นอนมีสายออกซิเจนครอบใบหน้าอยู่บนเตียง ร่างบางสั่นสะท้านเป็นระยะจากเสียงสะอื้นที่พยายามกักเก็บไว้ ใบหน้าหวานดูซูบซีดและไร้เรื้อแรงราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
"แม่เล่าให้เอยฟังหมดแล้ว..." เจ้าเอยเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบาโดยไม่ละสายตาจากใบหน้าของแม่ ทั้งที่รู้ว่าอคิราห์เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลัง "แม่รู้มาตลอดว่าตัวเองเป็นอะไร... แต่แม่ไม่อยากให้เอยต้องลำบาก ไม่อยากให้เอยทิ้งเรียน"
น้ำตาหยดโตไหลร่วงกระทบลงบนหลังมือของผู้เป็นแม่ หญิงสาวสะอื้นจนตัวโยน
"เอยมันแย่เอง... เอยไม่เคยสังเกตเลยว่าแม่แอบกินยาแก้ปวดทุกคืน เอยเป็นลูกที่ไม่เอาไหนจริงๆ..."
ความรู้สึกจุกแน่นในอก เขาขยับก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะยื่นมือไปแตะที่ไหล่บางของเธออย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นถ่ายทอดผ่านฝ่ามือใหญ่เพื่อเตือนสติ
"ไม่ใช่ความผิดของคุณ เจ้าเอย" อคิราห์พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวล "ไม่มีลูกคนไหนอยากให้พ่อแม่ป่วย และไม่มีแม่คนไหนอยากเห็นลูกต้องทุกข์ใจ การที่คุณพยายามดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อท่านในวันนี้ มันพิสูจน์แล้วว่าคุณเป็นลูกที่ดีที่สุด"
เจ้าเอยเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยช้ำแดงและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "แต่ค่ารักษา... ห้อง VIP แบบนี้ ยาพวกนี้ มันแพงมากนะคะคุณอคิราห์ หนูไม่รู้ว่าชาตินี้หนูจะหาเงินมาคืนคุณได้ยังไง..."
"ผมไม่ได้ขอให้คุณคืนตอนนี้" อคิราห์สบตาเธอตรงๆ ด้วยสายตาที่มั่นคง "และผมก็ไม่ได้ให้ฟรีๆ... ถือซะว่านี่เป็นเงินยืมล่วงหน้า คุณต้องทำงานแลก"
เจ้าเอยขมวดคิ้วเล็กน้อย "ทำงานแลกเหรอคะ? แต่เบี้ยเลี้ยงฝึกงานมัน..."
"เลิกทำงานที่คลับนั่นซะ" เขาสั่งเสียงเข้มทว่าแฝงความห่วงใย "พรุ่งนี้เป็นต้นไป นอกจากงานฝึกงานตอนกลางวันแล้ว คุณต้องมาเป็นเลขาฯ ส่วนตัวให้ผมเพิ่ม รับผิดชอบงานเอกสารและดูแลเรื่องส่วนตัวของผมทั้งหมดหลังเลิกงาน ผมจะจ่ายค่าจ้างให้คุณเป็นรายเดือนในอัตราที่สูงพอจะหักชำระหนี้ค่ายาของแม่คุณได้"
