บทที่ 3 ไอรดา

เวลาต่อมา_

รถยนต์คันหรูแล่นออกจากหน้าโรงพยาบาลไปได้ไม่ถึงสิบนาที ก่อนสายตาคมของคนขับจะเหลือบเห็นร่างคุ้นตา กำลังนั่งอยู่บนม้าหินอ่อนริมทางเท้า ทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที

"ไอรดา?" เธอนั่งก้มหน้ามือข้างหนึ่งกุมหน้าอก อีกข้างวางอยู่บนเข่า ใบหน้าสวยซีดกว่าตอนอยู่ในห้องตรวจอย่างเห็นได้ชัด

แม้จะอยู่ห่างกันพอสมควร แต่ท่าทางหายใจถี่กับไหล่ที่ขยับขึ้นลง ก็เพียงพอให้หมออย่างเขารู้ว่าเธอกำลังเหนื่อยผิดปกติ

ปลายเท้าแกร่งเหยียบเบรกแทบจะในทันที ให้รถยนต์คันหรูจอดชิดขอบทาง ฝ่ามือหนารีบปลดเข็มขัดนิรภัย แล้วเปิดประตูลงจากรถโดยไม่ทันคิด

กึ่ก!

ทว่าเพียงก้าวออกไปได้ไม่กี่ก้าว ปลายเท้าแกร่งก็ต้องหยุดชะงัก เพราะมีผู้ชายอีกคนกำลังนั่งใกล้ๆ อยู่ตรงหน้าไอรดา

ชายหนุ่มคนนั้นมีใบหน้าที่เขาไม่คุ้นเคย ไม่มีทางเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เขาเพิ่งเห็นในห้องตรวจ 

"ไอหายใจช้าๆ ก่อนนะ ไม่ต้องรีบ" มือของชายแปลกหน้าวางอยู่บนแผ่นหลังของไอรดาอย่างคนสนิทสนมกัน

"ไหวไหม เดี๋ยวพี่เอายาให้กินตอนนี้เลย" 

"ไอไหวค่ะ เดี๋ยวก็กลับบ้านได้แล้ว" เสียงหวานตอบแผ่วเบา เธอเพิ่งจะทานข้าวกับพี่ชายเมื่อกี้นี้ แต่เหนือดันติดธุระด่วน เธอเลยลงรถบริเวณหน้าโรงพยาบาลจะได้กลับบ้านเอง

แล้วอาการมันก็ดันกำเริบขึ้นมา ไม่ได้แจ้งเตือนใดใดให้เธอได้รู้ตัวก่อนเลย  

"ไม่เป็นไรได้ยังไง หน้าเราซีดขนาดนี้นะ" ชายคนดังกล่าวขยับเข้าใกล้กว่าเดิม ก่อนยื่นมือหนาไปแตะหน้าผากมนสวย

"คุณไอรดา" น้ำเสียงเรียบนิ่งดังขึ้นจากด้านหลัง มือที่ถือกุญแจรถอยู่ข้างกาย เผลอกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เขาไม่เคยเห็นเธอยอมให้ผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้ถึงขนาดนี้ และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า...ตอนนี้เธอมีใครอยู่ข้างกายแล้วหรือยัง

"คุณหมอ..." ไอรดาและชายหนุ่มรีบหันมอง 

"คุณเป็นใคร?" ชายคนพูดรีบดีดตัวลุกขึ้นยืน 

"ผมเป็นหมอของเธอ" ทว่าสายตาคมเลื่อนไปมองยังมือของอีกฝ่ายที่ยังวางอยู่บนไหล่ไอรดา ก่อนจะย้อนกลับมามองใบหน้าของหญิงสาว

"หมอ?"

"ใช่"

"อ่อ..คุณหมอคนใหม่ที่ไอเล่าให้พี่ฟังเหรอ" ชายหนุ่มเลือกจะถามไอรดา ขณะที่เธอเองก็ยังไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ 

"ค่ะ"

"เธอเริ่มเหนื่อยตั้งแต่เมื่อไหร่" หมอไตรถามคนไข้ในการดูแลของเขาทันที 

"เมื่อกี้นี้ค่ะ ไปกินข้าวมาแล้วก็เหนื่อยเลย"

"แล้วทำไมไม่รีบเข้าไปหาหมอข้างใน"

"ฉันว่านั่งพักเดี๋ยวเดียวก็คงหาย" ใบหน้าสวยพยักขึ้นลง แต่ในความเป็นจริงเธอหายใจได้ยากลำบากมากๆ แล้วทำไมตัวเองต้องมามีอาการตอนที่เจอหน้าหมอไตรอีก

"คุณไอรดา"

"คะ?" เธอเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินหมอหนุ่มชื่อเต็มของตัวเอง

"คุณเพิ่งเริ่มการรักษากับผมวันนี้ ถ้ามีอาการผิดปกติแล้วเลือกนั่งรอให้มันหายเอง คุณคิดว่านั่นเป็นวิธีที่ดีหรือไง"

"ขอโทษค่ะ"

"ไม่จำเป็นต้องขอโทษ" หมอไตรเดินเข้าไปใกล้ ก่อนย่อตัวลงตรงหน้าร่างอรชร 

"....." ดวงตากลมมองท่าทีนั้นกระพริบตากลมปริบๆ 

"ยื่นมือมา" 

"คะ?"

"ผมจะจับชีพจร"

"อ่อ..ค่ะ" เธอรีบยื่นมือให้หมอหนุ่มตามที่เขาสั่ง แต่หัวใจดวงน้อยกลับเต้นแรงกว่าอาการเหนื่อยเมื่อกี้นี้ 

ปลายนิ้วยาวของหมอไตรแตะลงบนข้อมือเล็ก ระหว่างที่สายตาคมก้มมองนาฬิกา ก่อนจะนับจังหวะของชีพจรอย่างตั้งใจ

"คุณหมอครับ ไอรดาเป็นอะไรมากไหมครับ" ชายหนุ่มที่ยืนดูเหตุการณ์ก็เอ่ยถาม 

"ผมคงบอกเรื่องคนไข้ของผมไม่ได้" เขาไม่แม้แต่จะมองคนที่กล่าวถึงด้วยสักนิด นอกจากจะดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ 

"คือว่าเขาเป็นรุ่นพี่ในบริษัทของฉันค่ะ" เสียงหวานรีบอธิบาย แก้สถานการณ์ที่เห็นว่าคนตั้งคำถามนิ่งชะงักไปอย่างหน้าเสีย 

"แล้วทำไมไม่พากันเข้าไปหาหมอข้างในโรงพยาบาล?" เสี้ยวหน้าคมเอียงถาม กลับกันมันก็เป็นการตำหนิผู้ฟังได้ชัดเจน

"แต่ไอบอกว่าไม่..."

"เธอเป็นคนไข้ของผม" น้ำเสียงเข้มเอ่ยตัดบททันที

"งั้นเดี๋ยวผมพาไอเข้าไปตรวจเองครับ" ชายหนุ่มบอก พยามจะช่วยให้ไอรดาลุกขึ้น 

"เอ่อ...ไอเดินเองได้ค่ะ" ร่างอรชรบอก เธอก็ไม่ได้อยากจะเป็นภาระใครแล้ว เพราะรู้ว่าคนที่ป่วยอิดออดย่อมเป็นภาระของผู้คนรอบข้างบ่อยๆ

"เดินเอง?" เขาก้มมองใบหน้าซีดเซียวของคนไข้ที่อวดเก่ง แม้จะมีชายหนุ่มที่อ้างว่าอยู่บริษัทเดียวกัน กำลังจะช่วยพยุงขึ้นเธอก็รีบเบี่ยงตัวหลบ 

"ฉันว่าฉัน..." 

"แต่เมื่อกี้ยังนั่งหอบอยู่เลยไหม" คำพูดของเขาทำทุกคนรอบข้างหยุดพูดไปชั่วขณะ เพราะมันเป็นคำพูดตรงไปตรงมาแล้วไม่ได้เติมแต่งให้เกินความเป็นจริง 

"..."

"งั้นก็จับผมไว้" 

"คุณหมอ..." ฝ่ามือหนายื่นไปตรงหน้าสวย ทำให้คนมองนิ่งๆ อย่างลังเลใจ เพราะมันเป็นมือของหมอที่เธอพยายามหนีมาตลอดหลายปี แล้วทำไมถึงยิ่งหนีก็ยิ่งเจอ 

"หรือว่าจริงๆ แล้วคุณอยากให้ผมอุ้ม?" คิ้วหนาขมวดยุ่งหนักขึ้น อาการของคนป่วยดูจะต่อต้านเขาไปทุกทาง จนเริ่มสงสัยว่าอีกฝ่ายเรียกร้องความสนใจหรือไม่ต่างหาก 

"ดะเดินเองดีกว่าค่ะ ฉันพอเดินไหวอยู่" เธอตอบเสียงตะกุกตะกัก แต่ยอมยื่นมือบางไปจับฝ่ามือหนา สัมผัสที่เมื่อก่อนเคยได้โดยอยู่บ่อยๆ ส่งผลต่อหัวใจดวงน้อย

นอกจากจะเต้นระรัวแล้ว ยังแฝงไปด้วยความปวดหนึบจนแทบจะไม่อยากหายใจต่อ 

"ถ้าไหวก็คงไหวไปนานแล้ว"

....

บทก่อนหน้า
บทถัดไป