บทที่ 5 แค่ลืมสั่งยา
แก๊ก~
เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่เกือบเที่ยงคืน ภายในห้องพักผู้ป่วยเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
หมอไตรยังคงต้องเข้ามาตรวจ พบว่าไอรดานอนหลับไปแล้ว อาการเธอก็เริ่มคงที่ แต่คงจะหมดแรงจนถึงขั้นหลับสนิท ขณะที่แม่มะลิซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงเองก็เผลอหลับไปบนโซฟา
"...." ฝ่ามือหนาถือแฟ้มประวัติคนไข้ในมือ เพียงกวาดตาคมมองเครื่องวัดสัญญาณชีพ ก่อนเดินเข้าไปใกล้ๆ เตียง ไม่ได้ส่งเสียงเรียกให้ใครต้องตื่นมาในตอนนี้
หมอหนุ่มเปิดแฟ้มคนไข้ดูผลตรวจล่าสุดอีกครั้ง จากนั้นจึงเงยหน้ามองคนไข้ที่กำลังหลับอยู่ เธอนอนพลิกตะแคงเล็กน้อย ผ้าห่มผืนเล็กเลื่อนลงมาจากไหล่
สายตาคู่คมหยุดมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้ตามเดิม โดยไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
เขายืนอยู่ข้างเตียงอย่างนั้น ตรวจดูสีหน้าและการหายใจของเธออย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะหยิบเครื่องตรวจขึ้นมาตรวจค่าต่างๆ โดยพยายามไม่ให้เกิดเสียงรบกวน
ไอรดาขยับตัวขึ้นมาเล็กน้อย คิ้วมนสวยขมวดเข้าหากัน ทำให้หมอไตรหยุดมือหนาทันที รอจนแน่ใจว่าเธอยังไม่ตื่น จึงตรวจต่ออย่างเบามือ
เขาจดบันทึกบางอย่างลงในแฟ้มแล้วปิดมันลง พร้อมด้วยเหลือบมองใบหน้าสวยของเธออีกครั้ง คนตรงหน้าดูไม่ต่างจากในความทรงจำที่เขายังจำได้ เพียงแต่ตอนนี้ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนไปไกลแล้ว
หมอไตรละสายตาออกจากใบหน้าสวบ ก่อนหันกลับไปมองแม่มะลิที่ยังหลับอยู่ ทุกอย่างในห้องยังคงเงียบงันเช่นเดิม
พอฝ่ามือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ในช่วงเกือบเที่ยงคืนแล้ว หมอหนุ่มกำลังจะเดินออกไป แต่สายตาคมกลับเหลือบมองคนบนเตียงอีกครั้ง แค่เพียงชั่วครู่เท่านั้นจึงเดินจากไปที่ประตู
เช้าวันต่อมา_
หลังจากหมอไตรเข้ามาตรวจอาการและดูผลเลือดอีกครั้ง สุดท้ายคนไข้ฉุกเฉินของเขาก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก จึงสั่งจัดยาให้ไอรดากลับไปรับประทานต่อที่บ้าน พร้อมกำชับเรื่องการพักผ่อนและการดูแลตัวเองอีกเล็กน้อย
"ยาตัวนี้กินหลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็นนะ ส่วนตัวนี้ก็ก่อนนอนนะครับ" น้ำเสียงสุขุมเอ่ยเรียบนิ่ง เมื่อพยาบาลนำซองยามาให้เขาเช็คอีกหนึ่งรอบ เลยต้องอธิบายให้คนป่วยบนเตียงฟังก่อน
"ค่ะ" น้ำเสียงหวานตอบกลับเบาๆ เธอทำได้แค่รับฟังเงียบๆ ไม่กล้าสบตาคนตรงหน้าอยู่นานนัก
บรรยากาศในห้องมันก็เต็มไปด้วยความเงียบที่ชวนอึดอัด ที่เหลือทิ้งไว้แค่หน้าที่ของหมอประจำตัว กับคนไข้ที่ไม่มีหลีกเลี่ยงโรคร้าย แต่ทว่าแม่มะลิต้องคอยพูดแทรกขึ้นมาเป็นระยะ
"หมอคะ แล้วต้องงดกาแฟไหมคะ ช่วงนี้ยัยไอทำงานหนัก ดื่มแต่กาแฟทั้งเช้าทั้งเย็น"
"เป็นไปได้ก็เลิกดื่มเถอะครับ" ใบหน้าหล่อเหลาหันบอกถามผู้ถาม
"เห็นไหมไอรดา แม่บอกแล้วว่าอย่าดื่มเยอะ มันอาจจะส่งผลต่อโรคหัวใจที่เราเป็นนะลูก"
"แม่..." ร่างอรชรพึมพำเบาๆ อย่างอ่อนใจ แล้วเธอก็ไม่อยากให้หมอหนุ่มรู้เรื่องของตัวเองมากนัก ในเมื่อทุกอย่างมันจบไปนานแล้ว
"เด็กคนนี้ดื้อค่ะหมอ ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว"
"ครับ" หมอไตรตอบเพียงสั้นๆ ทว่าเพียงคำตอบธรรมดานั้นกลับทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นหน่วงแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
"เอาเป็นว่าเลิกดื่มไปนะไอ แม่จะเก็บซองกาแฟที่บ้านทิ้งให้หมดเลย"
"งั้นผมต้องขอตัวก่อนนะครับ ถ้ามีอาการกำเริบอีกเมื่อไหร่ ควรจะมาหมอที่โรงพยาบาลทันทีนะครับ" น้ำเสียงสุขุมบอกทางแม่มะลิ ก่อนจะก้มคำนับเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงความนิ่งเรียบไม่มีสักรอยยิ้มใด ถึงจะยกก้าวปลายเท้าแกร่งเดินออกไปข้างนอกห้อง
"งั้นเรามาเตรียมตัวกลับบ้านกันนะไอ ป่านนี้พี่เหนือของลูกคงจะเก็บบ้านรอแล้ว" แม่มะลิจึงเก็บกระเป๋าเตรียมพาลูกสาวกลับบ้าน เพราะรู้ดีว่าบรรยากาศเงียบงันในห้องตอนนี้ บ่งบอกความรู้สึกของลูกสาวยังไง
"ได้ค่ะ งั้นไอเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ" ร่างอรชรค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียงนอน มือบางคว้าเอาชุดกระโปรงที่มารดาเตรียมไว้ให้ แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำจัดแจงให้เรียบร้อย
ใบหน้าสวยมองเข้าไปในกระจกใส เธอไม่ได้แต่งแต้มสีสันใด นอกจากเป็นผิวสุขภาพดี ออกสีชมพูสดใสบริเวณพวงแก้มและเรียวปากบาง เพียงเวลาไม่นานเธอก็ต้องรีบเดินออกจากห้องน้ำมา
กึ่ก!
คนที่เธอพบว่าตอนนี้ดันเป็นหมอไตรยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ในห้องก็ไม่มีแม่มะลิอยู่ด้วย
"คุณหมอมีอะไรหรือเปล่าคะ" สองมือบางกำชุดเสื้อผ้าไว้แน่น ข่มความประหม่าที่ต้องคุยกับเขาสองต่อสอง
"ผมลืมสั่งยาอีกตัวนึงมาให้คุณ" น้ำเสียงเข้มยังคงนิ่งเรียบ เลื่อนซองยาที่วางไว้บนโต๊ะมาให้ไอรดาดู
"ค่ะ"
"กินแค่เช้าเย็น สองเวลาเท่านั้นหวังว่าคุณจะจำยาทั้งหมดได้นะ"
"จำได้...ว๊ายย" เสียงหวานขาดทิ้งช่วงกลายเป็นเสียงหลงแทน เมื่อเธอสะดุดปลายขาตัวเอง แต่ยังไม่พอแค่นั้นเธอยังล้มมาทางหมอหนุ่ม ทำให้เขาต้องรีบช้อนรับลำตัวอรชรอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ทีหลังก็ระวังหน่อย" เขารีบปล่อยคนตัวเล็กในอ้อมแขนทันที ไม่ให้การสัมผัสกันที่แนบแน่นแบบเมื่อกี้ มากระตุ้นความรู้สึกเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว
"เอ่อ...ขอบคุณค่ะ" เธอเองก็รีบผละออกจากหมอหนุ่ม แล้วก้มคำนับลงเล็กน้อย ทำให้เขาก็รีบเดินออกไปข้างนอกห้อง เหลือเพียงความเงียบงันและความน่า
อายเข้ามาแทรกแทนที่
"นี่เราล้มใส่เขาได้ยังไงเนี้ย..ไอรดาเอ้ย"
...
