บทที่ 8 เมื่อก่อน
บ้านครอบครัวหมอไตร_
รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านในช่วงหัวค่ำ ฝ่ามือหนาจับกุญแจบิดดับเครื่องยนต์ ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยเป็นระยะเวลานึง สายตาคมทอดมองตรงไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า เพราะภาพที่เห็นระหว่างทางกลับบ้านยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด
แต่แล้วเขาก็ต้องส่ายหน้าหล่อเหลาไปมา สะบัดไล่ความคิดนั้นออกจากหัวสมอง สุดท้ายแล้วก็ต้องถอนหายใจ เปิดประตูลงจากรถก้าวปลายเท้าแกร่งเข้าบ้านทันที
"กลับมาแล้วเหรอไตร" เสียงของมารดาก็ดังขึ้นจากห้องรับแขก
"ครับ" หมอไตรนำสัมภาระส่งยื่นให้แม่บ้าน ก่อนเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่ แต่พอเห็นสีหน้าของมารดา เขาก็พอจะเดาได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องอะไรอีกแน่
"แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ" สายตาคมมองข้างกายมารดา มีเอกสารบางอย่างวางอยู่บนโต๊ะ
"แม่มีเรื่องจะคุยกับไตรพอดีเลยนะลูก"
"เรื่องอะไรครับ"
"เรื่องของหนูนรา" ดาหลาตบที่ว่างบนโซฟาข้างๆ ให้ลูกชายมานั่งทิ้งกายลง เพื่อจะสนทราบเรื่องที่ต้องการจะบอก
"หมอนรา?" มือที่กำลังจะปลดนาฬิกาของหมอไตรชะงักไปเล็กน้อย เขารู้จักนราดี แล้วก็รู้จักมานานแล้ว
"ใช่ แม่ว่าไตรกับหนูนราก็รู้จักกันดีนะ เป็นหมอเหมือนกัน หน้าที่การงานก็ดี ครอบครัวก็รู้จักกัน"
"ครับ" หัวคิ้วหนาขมวดเป็นปมเล็กน้อย แม้จะรู้ว่ามารดาต้องการเอ่ยบอกอะไร
"แม่อยากให้ไตรหมั้นกับหนูนราได้แล้วนะ อายุเราทั้งคู่ก็พร้อมแล้ว"
"....." ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับแขกไปชั่วขณะ หมอไตรไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เพียงยกมือขึ้นคลายกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตอย่างใจเย็น
"ไตร..แม่ไม่ได้บังคับให้แต่งงานพรุ่งนี้เสียหน่อย แค่หมั้นกันไว้ก่อน ลูกจะเสียคนดีๆ แบบนี้ไปทำไมล่ะไตร"
"ผมยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย"
"ก็ลองคิดสิลูก หนูนราเป็นคนดี แม่รู้จักครอบครัวเขามานานแล้ว เราก็โตมาด้วยกันนะลูก" แม่ดาหลาพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ทั้งเรื่องความเหมาะสมของชาติตระกูลและหน้าที่การงานของลูกชายในอนาคต
"เอาที่แม่สบายใจก็แล้วกันครับ"
"หมายความว่าไตรตกลงงั้นเหรอลูก?" คำพูดของลูกชายเพียงคนเดียว ทำให้ดาหลาชะงักก่อนสีหน้าจะคลายความกังวลลง กลายเป็นมีรอยยิ้มบางๆ
"ถ้าแม่คิดว่าดี...ก็ตามนั้นเถอะครับ" น้ำเสียงเข้มพูดราบเรียบ ยังคงความสุขุมตามวัย ยกเว้นความคิดในหัวสมองบางอย่าง ที่ขัดกับความรู้สึกของเขามากๆ
"จริงๆ นะลูก ไม่ได้หลอกแม่ใช่ไหม"
"ครับ"
"งั้นแม่จะลองคุยกับทางบ้านหนูนราไว้ก่อนนะ"
"ครับ ผมขอตัวขึ้นห้องก่อนนะครับ" หมอไตรลุกขึ้นทันที
"ไปพักผ่อนเถอะนะลูก พรุ่งนี้แม่จะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเลยเชียว"
"ครับ" เขาเพียงพยักหน้าสองสามที ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปโดยไม่ได้หันกลับไปมอง
แก๊ก~
เมื่อประตูห้องนอนเปิดและปิดลง ความเงียบก็เข้ามาปกคลุมทันที แล้วมันก็จะเป็นบรรยากาศอย่างนี้ในทุกๆ วัน ฝ่ามือหนาจับนาฬิกาข้อมือถอดออกแล้ววางลงไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปนั่งพิงหลังตรงหัวเตียง หลับตาลงช้าๆ
แต่แทนที่ความเหนื่อยล้าจะพาให้เขาหลับสักหน่อย ใบหน้าของใครบางคนกลับปรากฏขึ้นมาในความคิด
รอยยิ้มสดใสรวมกับดวงตากลมโต เสียงหัวเราะหวานๆ ที่เคยทำให้เขาดูมีชีวิตชีวา
ย้อนกลับไปหลายปีก่อน...
"วันนี้เหนื่อยไหมคะ" น้ำเสียงหวานของคนๆ เดียวในทุกวันที่เขากดรับสาย สร้างรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาขึ้นในทันที แค่คำถามธรรมดาเท่านั้น แต่สำหรับหมอไตรช่วงที่เรียนหนักและฝึกงานในตอนนั้น มันมีค่ามากกว่าคำปลอบโยนใดใด
เขาเคยคิดว่าถ้าเรียนจบเมื่อไหร่ เขาก็จะขอเธอแต่งงาน แต่ทว่าความจริงกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ครอบครัวของเขาไม่เคยเห็นด้วยกับความสัมพันธ์ครั้งนั้น...โดยเฉพาะแม่ดาหลา
"ไตร..แม่อยากให้ลูกคิดถึงอนาคตให้มากกว่านี้นะ อนาคตของลูกยังไปได้อีกไกล"
"ผมคิดดีที่สุดแล้วครับ ไอรดาเป็นคนที่ผมรักมากที่สุด" น้ำเสียงเข้มของชายหนุ่มวัยยี่สิบปีกว่า ตอบอย่างมั่นคงมากๆ เขารู้ดีว่าเขาไม่มีวันรักใครอย่างไอรดาอีกแล้ว นั่นเป็นความฝันเดียวที่เขาตั้งใจไว้หลังเรียนจบทันที
"ถ้าคิดแล้ว ลูกจะรู้ว่าความรักอย่างเดียวมันเลี้ยงชีวิตไม่ได้" เพียงประโยคนั้นทำให้หมอไตรนิ่งไป
จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากวันนั้นไอรดาก็เริ่มเปลี่ยนไป จากคนที่เคยโทรหาเขาทุกคืน กลายเป็นคนที่เริ่มเงียบหาย จากที่เคยรอเขาเลิกงานกลับบอกว่าไม่ต้องมาหา และเมื่อหมอไตรถามเธอก็มักตอบเพียงว่า
"ไอเหนื่อยกับเรื่องของเรา" คำตอบสั้นๆ ที่ยิ่งทำให้เขาสงสัย แต่ที่หนักมากกว่านั้นก็คือคำว่า
"เราเลิกกันเถอะค่ะ" โลกทั้งใบของเขาหยุดนิ่งไปจนแทบจะพังทลาย เขารู้เพียงว่าคนที่เขารักที่สุดกำลังเลือกทิ้งเขาไป และเหตุผลทั้งหมดที่ต้องจากกัน เพราะคำพูดสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้อย่างโหดร้ายที่สุด
"ไอไม่ได้รักพี่ไตรแล้วค่ะ" ประโยคนั้นเหมือนมีดที่แทงลงกลางหัวใจ ทำได้เพียงพยักหน้าช้าๆ ตอบรับด้วยดวงตาคมที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"ถ้าไอไม่รักพี่แล้ว พี่ก็จะไม่รั้งรออีกต่อไป" นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เขาบอก ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินจากกันตลอดไป...
....
