บทที่ 1 ฉลองชัยชนะ
๑
ฉลองชัยชนะ
สาธารณรัฐมัลดีฟส์
เสียงดนตรีในท่วงทำนองเร่งเร้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเฮฮาและโห่ร้องเซ็งแซ่จนแทบจะดังกลบเสียงเพลงภาษาท้องถิ่นของนักร้อง ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังทอดกายนอนอ่านพ็อกเก็ตบุ๊คอย่างเพลิดเพลินอยู่บนเดย์เบดสีขาวตรงระเบียงไม้ของรีสอร์ตหรูซึ่งตั้งอยู่กลางทะเล ต้องลุกขึ้นแล้วเดินออกไปยืนดูยังต้นเสียง เขาทอดสายตาผ่านริมระเบียงที่ตอนนี้น้ำลดจนเห็นหาดทรายสีขาวสะอาดสะอ้านตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าครามใสแจ๋วราวกับกระจกจนมองเห็นปะการังใต้น้ำ
ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่กำลังเต้นรำตามจังหวะดนตรีพื้นเมืองกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นบริการของทางรีสอร์ท คิ้วคู่เข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยในขณะที่ผุดรอยแย้มยิ้มกระจายบนใบหน้า เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างกำยำอีกสี่คนที่โบกมือให้อยู่ไกล ๆ ท่ามกลางการห้อมล้อมของสาว ๆ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาแล้วหันกลับไปยังเดย์เบด
เขาวางพ็อคเก็ตบุคเล่มกะทัดรัดลงบนโต๊ะกระจกทรงเตี้ยข้าง ๆ เดย์เบด ก่อนที่จะเดินไปบนทางเดินไม้ที่ทอดยาวจากบ้านพักซึ่งอยู่กลางทะเลไปยังหาดทรายสีขาวละเอียดที่อยู่บนฝั่ง บรรดาหนุ่ม ๆ สาว ๆ กำลังเต้นรำโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะดนตรีพื้นเมือง มีนักดนตรีนั่งล้อมวงตีกลองกันเป็นจังหวะประกอบเสียงร้องเพลงอย่างสนุกสนานจากนักร้องหนุ่มสาวที่กำลังเต้นรำกันอยู่
หญิงสาวชาวพื้นเมืองหลายคนอวดรูปร่างเย้ายวนใจในชุดเสื้อผ้าน้อยชิ้นลายดอกหลากหลายสี ศีรษะล้อมด้วยดอกไม้ที่ร้อยไว้อย่างสวยงาม ลำคอระหงและข้อมือคล้องด้วยมาลัยดอกกล้วยไม้เข้ากับบรรยากาศทะเลของมัลดีฟส์ในช่วงเวลานี้
ทั้งหมดกำลังเต้นรำอยู่บนชายหาดและดื่มเครื่องดื่มสีสวยที่มีซุ้มเครื่องดื่มมาตั้งให้บริการไปพลาง หญิงสาวชาวพื้นเมืองหน้าตาสะสวยที่กำลังเต้นรำอยู่เอามาลัยมาคล้องคอให้กับชายหนุ่มผู้มาใหม่เป็นการต้อนรับ ก่อนจะถอยกลับไปเมื่อชายหนุ่มปฏิเสธอย่างสุภาพหลังจากถูกชวนไปเต้นรำด้วยกัน
“นี่ของคุณครับ คุณชานนท์” พนาชายหนุ่มร่างล่ำสันที่รูปร่างหน้าตาน่าจะไปเป็นนักร้องนักแสดงมากกว่าเป็นบอดี้การ์ดยื่นเครื่องดื่มในลูกมะพร้าวที่ตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้สีม่วงเข้มซึ่งปักหลอดสีขาวมาให้ ชานนท์รับมาแล้วยกขึ้นดื่มนิดหนึ่งก่อนจะหันไปหาคนที่ยืนมองอยู่
“ขอบใจ นายไปสนุกกันให้เต็มที่เถอะ ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ภารกิจจบแล้ว เราอยู่ในฐานะเพื่อนไม่ใช่เจ้านายกับลูกน้อง” ชานนท์ตบไหล่พนาเบา ๆ ก่อนจะวางมะพร้าวอ่อนลงบนโต๊ะเตี้ย ๆ แล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ผ้าใบสีสันสดใสพลางมองไปยังกลุ่มหญิงสาวที่กำลังเต้นรำกันอยู่ พนาจึงนั่งลงบนเก้าอี้ผ้าใบตัวถัดไปซึ่งวางเรียงอยู่หลายตัวสำหรับแขกที่มาพักได้มาสนุกสนานร่วมกัน
หลังจากจบภารกิจใหญ่ที่ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันมานาน ชานนท์จึงตอบแทนความเหนื่อยยากของชายหนุ่มทั้งสี่คนด้วยแพ็คเกจท่องเที่ยวมัลดีฟส์ในราคาแพงลิ่ว บ้านพักที่มีอยู่เพียงไม่กี่หลังที่เกาะฝั่งนี้ถูกเขาจับจองไว้เกินกว่าครึ่ง ทำให้ชายหาดบริเวณนี้แทบจะกลายเป็นชายหาดส่วนตัว
“คุณจะอยู่ที่นี่จนครบหนึ่งเดือนหรือครับ” พนาหันมาถาม
“ใช่ ฉันทำงานไม่ได้หยุดพักมานับสิบปีเลยนะพนา ได้เวลาให้รางวัลชีวิตตัวเองสักที” เขาถอนหายใจพลางเอนกายลงนอนบนเก้าอี้ผ้าใบในท่าทีผ่อนคลาย เมื่อคิดถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ได้สำเร็จลุล่วงไป แล้วทอดสายตามองสามหนุ่ม สาวิน วิวัฒน์ และเดช ซึ่งเขาจ้างให้มาเป็นบอดี้การ์ดคอยดูแลความปลอดภัยให้กับวริษประธานกรรมการของโรงแรมและรีสอร์ตในเครือคีรีธาราและเดวา ซึ่งเป็นบุคคลคนที่เขารักและเคารพยิ่งกว่าพี่ชาย
ตอนนี้ทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเต้นรำท่ามกลางบรรดาสาวสวยหุ่นเซ็กซี่ ในมือถือเครื่องดื่ม ดื่มไปพลางเต้นรำกันไปพลาง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติชายหญิงอีกสี่ห้าคนซึ่งมาพักที่บ้านพักใกล้กันร่วมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย จึงพอจะทำให้การพักผ่อนครั้งนี้ไม่เงียบเหงาจนเกินไปนัก เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวอื่นมาสร้างสีสัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นวุ่นวายจนน่าเบื่อเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้มากเหมือนกับที่พักบนเกาะอื่น ๆ
มัลดีฟส์มีจำนวนเกาะเล็กเกาะน้อยมากมาย ซึ่งบางเกาะจะเป็นที่อาศัยของชนพื้นเมือง บางเกาะจัดไว้เพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะซึ่งจะมีรีสอร์ตหนึ่งรีสอร์ตบนเกาะหนึ่งเกาะไว้ต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกที่มุ่งตรงมายังมัลดีฟส์เพื่อพักผ่อนยังหมู่เกาะที่เต็มไปด้วยความสวยงามของท้องทะเล และเที่ยวชมปะการังที่มีความอุดมสมบูรณ์
“ไม่ไปสนุกกับพวกเขาสักหน่อยเหรอครับ” พนาหันมาถามเมื่อเห็นสาว ๆ ส่งรอยยิ้มเชิญชวนให้ลุกขึ้นไปเต้นรำด้วยกัน
“ไม่ล่ะ นั่งดูก็เพลินดี นายอยากสนุกกับพวกเขาก็ไปเถอะ” คนพูดอมยิ้มมุมปากสายตาทอดมองกลุ่มคนที่กำลังเต้นรำอย่างครื้นเครงอยู่ตรงหน้า
“อ้อ ไม่ล่ะครับ ผมเห็นเลย่าเขามองคุณหลายครั้งแล้ว เผื่อคุณจะทำให้ฝันของเขาเป็นจริงขึ้นมาบ้าง” พนาว่ายิ้ม ๆ
“หือ รู้จักกันแล้วเหรอ” ชานนท์หันไปมองพนาก่อนจะหันไปยังหญิงสาวที่ดูจะสวยและเซ็กซี่ที่สุดในกลุ่มซึ่งคอยส่งยิ้มหวานมาราวกับเชิญชวนเขาบ่อยครั้ง
“ก็เพิ่งทักทายกันเมื่อกี้เองครับ เขายังชมว่าพวกผมหล่อล่ำกันทุกคน ดูไอ้สาวินสิครับ ขานั้นเต้นไม่ยอมถอยเลย” ชานนท์หันไปมองยิ้ม ๆ ก่อนว่า
“ดูเหมือนเลย่าของนาย เขาจะเปลี่ยนเป้าหมายแล้วล่ะ” ชานนท์พูดพลางมองหญิงสาวนามว่าเลย่าที่ตอนนี้หันไปเต้นรำอย่างสนุกสนานกับสาวินแทน
“นั่นสินะครับ เธอคงเห็นคุณไม่สนใจ เลยเชิดใส่ไปแล้ว สวยนะครับ” พนาพึมพำตอบก่อนจะแสดงความคิดเห็น
“อืม สวย สวยมากทีเดียว แต่ไม่ใช่สเป็คฉัน” คนที่ฟังอยู่ยอมรับถึงความสวยงามนั้น ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ
“แล้วสเป็คคุณเป็นยังไงหรือครับ” พนาเอ่ยถาม ทำให้คนที่ถูกถามนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะจารนัยสาวในสเป็คของตัวเองให้ฟังด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“สเป็คผมก็ อืม... ผมชอบผู้หญิงเรียบร้อย อ่อนหวานแบบผู้หญิงไทย แต่ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง ฉลาด ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ไม่ต้องสวยระดับดาราแต่ขอแค่อยู่ใกล้แล้วทำให้ผมมีความสุขก็พอแล้ว” คนตอบมีสีหน้าเคลิ้มฝันก่อนจะกระพริบตาถี่ ๆ เมื่อมีดวงหน้าของหญิงสาวที่เขาไม่ปรารถนาจะนึกถึงผุดขึ้นมาระหว่างบรรยายภาพหญิงสาวในอุดมคติ
“เฮ้ย! บ้าชะมัด” ชานนท์เผลอสะบัดให้ภาพนั้นหลุดออกไปจากห้วงคำนึง
“มีอะไรหรือครับ” พนาหันมาถามอย่างงง ๆ กับท่าทีแปลก ๆ ของคนที่เคยเป็นนายจ้างของเขา ถึงผู้ชายคนนี้จะบอกว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นลูกน้องกับเจ้านายกันแล้วหลังจากพวกเขาก็ได้รับค่าตอบแทนเป็นตัวเลขเจ็ดหลักที่โอนเข้าบัญชีธนาคารทันทีที่ภารกิจเสร็จสิ้นลง แต่สำหรับเขาแล้วผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เขาให้ความนับถืออยู่ไม่น้อย
แม้ใบหน้าของเขาจะแฝงความขี้เล่นอยู่เป็นนิจ แต่เมื่อถึงคราวต้องใช้การตัดสินใจชายหนุ่มคนนี้กลับกลายเป็นผู้ที่เจนจัดในเกมธุรกิจมีความเด็ดขาดแล้วยังมีความสุขุมรอบคอบอย่างน่าประหลาด สมกับการเป็นมือขวาของผู้ถือหุ้นใหญ่แห่งคีรีธารา ที่ช่วยกันผลักดันจนธุรกิจเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วทั้งที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นกันทั้งคู่
“เปล่า เปล่า... ไม่มีอะไร” คนที่เผลอหลุดคำพูดออกมาเมื่อสักครู่นี้รีบแก้ตัว ก่อนที่เสียงสมาร์ตโฟนในกระเป๋ากางเกงจะดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมารับสาย
