บทที่ 5 สายตาไม่เป็นมิตร

ร่างระหงในเดรสสีหวานค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนช้า ๆ เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสั่นชาที่ขาทั้งสองข้าง มือเรียวยกขึ้นไหว้อย่างอ่อนน้อมที่สุด เธอไม่เคยรู้สึกราวกับร่างกายไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้มาก่อน ดวงตากร้าวจนแทบจะโชนแสงนั้นมองเธอราวกับเป็นเศษเถ้าธุลีไร้ค่าที่เขาเพิ่งจะเผามันจนมอดไหม้

“สะ... สวัสดีค่ะ พี่...”

“ผมแค่แวะมาเอาของเท่านั้น เชิญคุณตามสบาย” เขาไม่ได้รับไหว้ แต่พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากตรงนั้น ทั้งที่หญิงสาวยังพูดไม่จบ

ทอรุ้งทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ แค่เห็นดวงตาคมกริบที่จ้องมองเธออย่างดูแคลนนั่นแล้ว ทำให้เธอรู้สึกตื้อตันในอกจนกินอาหารตรงหน้าไม่ลงเอาเสียเฉย ๆ หญิงสาวกินอาหารที่ตัวเองเพิ่งปรุงเสร็จนั้นต่อเพียงแค่สองสามคำเท่านั้น ก็เก็บจานชามไปล้างคว่ำ แล้วเดินออกมาข้างนอก

เธอทรุดนั่งลงบนโซฟาด้วยทำตัวไม่ถูก เนื่องจากเป็นคนอาศัยที่วิสาสะเข้ามาพักตอนที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ แล้วตอนนี้เจ้าของบ้านกลับมาแล้ว เธอจึงไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี จึงคิดว่านั่งรอเขาอยู่ตรงนี้สักครู่ เผื่อเขาอาจจะมีอะไรจะพูดคุยหรือตกลงเรื่องขอบเขตต่าง ๆ ของการอยู่ร่วมกันกับเขาในบ้านหลังนี้

“บ้า! บ้าที่สุดเลย แล้วจะไปไหนล่ะเนี่ย” คนที่บอกว่าแวะมาเอาของเดินงุ่นง่านอยู่ในห้องนอนของตัวเองอย่างตัดสินใจไม่ถูก เพราะคำพูดรุนแรงที่เขาเตรียมตัวมาจะพูดกับเธอมันเลือนหายไปหมดตั้งแต่เจอใบหน้าหวานเศร้าที่มองมายังเขาอย่างตื่น ๆ ส่วนคำที่พูดออกไปว่า ‘แค่จะแวะมาเอาของ’ มันเป็นคำพูดที่เขาหลุดปากออกไปเท่านั้น

แล้วคราวนี้เขาจะไปไหนดีในเมื่อใกล้มืดเต็มที จะไปนอนพักในห้องพักของรีสอร์ตก็กลัวว่าจะเป็นที่ครหาของพนักงาน ซึ่งคงมองเขาอย่างแปลก ๆ ที่ย้ายจากบ้านของตัวเองไปนอนในห้องพักสำหรับลูกค้า

“ไปบ้านคุณย่าแล้วกัน” พึมพำกับตัวเองเมื่อตัดสินใจได้ ก่อนจะจัดเก็บข้าวของส่วนตัวที่จำเป็นใส่กระเป๋า แล้วหอบพะรุงพะรังลงไปข้างล่าง

เขาชะงักเท้าที่กำลังก้าวลงบันไดขั้นสุดท้าย เมื่อเห็นหญิงสาวดวงหน้าเรียวหวานซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้นมามอง ดวงหน้าเศร้าโศกที่ทำให้เขากระอักกระอ่วนใจทุกครั้งกับความรู้สึกแปลกแยกในหัวใจของตัวเอง

‘หึ พ่อลูกจะต่างกันได้ยังไง เธอก็คงถนัดตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จเหมือนพ่อเธอสินะยายตัวร้าย’ เสียงในหัวของเขาก้องเตือน ก่อนที่เขาจะชายตาไปมองคนตรงหน้าที่ยืนส่งยิ้มเจื่อน ๆ มาให้วูบหนึ่ง ในเวลาเช่นนี้เขาไม่กล้าจะไว้วางใจใครอีกแล้ว เมื่อคิดถึงวันที่ทำให้เขากับพ่อและแม่ต้องจากกันไปตลอดชีวิต

‘แม่รอผมด้วยสิครับ ตอนเย็นนี้เราค่อยไปพร้อมกัน ผมสอบวิชาสุดท้ายเสร็จวันนี้พอดี คุณวริษเขาลงแข่งพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือครับ’ เขาจำได้ว่าทักท้วงแม่ของเขาไว้เช่นนั้น เมื่อคราวที่จะไปดูวริษซึ่งเป็นบุตรชายเจ้านายของบิดาแข่งขันกอล์ฟรายการใหญ่ที่ต่างจังหวัด

ซึ่งเขาสามครอบครัวเริ่มต้นก่อสร้างโรงแรมเดวามาด้วยกัน เพียงแต่ชนัตบิดาของเขาไม่ได้มีหุ้นส่วนอยู่ที่นี่ แต่เป็นคนที่ช่วยวิรุฬซึ่งเป็นบิดาของวริษผลักดันธุรกิจโรงแรมจนเจริญเติบโตด้วยสติปัญญาและความสามารถ ได้รับเพียงเงินเดือนก้อนใหญ่เท่าที่ตำแหน่งผู้บริหารคนหนึ่งจะได้รับ ทำให้เขามีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ถึงไม่ได้เป็นลูกชายของเจ้าของโรงแรมชื่อดังเช่นเดียวกับวริษ แต่เขาก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี

เพราะทั้งบิดาและมารดาของเขาทำงานให้กับโรงแรมเดวาทั้งคู่ ทำให้มีรายได้มากพอที่จะส่งเขาให้เรียนโรงเรียนนานาชาติซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกับที่วริษเรียน มีบ้านหลังใหญ่ที่วิรุฬสร้างให้เป็นสินน้ำใจที่ชนัตอดทนทำงานอย่างหนัก

‘ให้แม่เขาไปพร้อมกับพ่อก่อนเถอะชานนท์ ไว้เลิกเรียนวันนี้ชานนท์ค่อยไปกับอาก็ได้ อาก็อยากไปดูรายการแข่งขันกอล์ฟคราวนี้เหมือนกัน’ ภาพของทรงภพน้องชายของวิรุฬ เลาหวัชโรดม ชายวัยกลางคนหน้าตาใจดีที่พูดจากับเขาอย่างนุ่มนวลไม่เคยหลุดไปจากความทรงจำของเขาแม้แต่วันเดียว

หากวันนั้นเขาไม่หลงเชื่อคำพูดแสนดีนั่น ป่านนี้เขาก็คงจะยังเหลือแม่อยู่สักคน ไม่ใช่ทิ้งให้เขาเคว้งอยู่ลำพังเช่นนี้

พ่อของเธอช่างเลือดเย็น!

และเธอก็คงเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นเช่นกัน...

เสียงความคิดในหัวของเขากระตุ้นเตือน ก่อนที่จะหันขวับไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า หญิงสาวที่ไม่มีวันที่เขาจะญาติดีด้วย ไม่แม้จะอยากยืนอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกันด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะคนที่เขารักที่สุดขอร้อง เขาจะไม่มีวันยอมให้เธอมาร่วมชายคาเดียวกับเขาเป็นแน่

“เอ่อ...” หญิงสาวอึกอักเมื่อเห็นสายตาไม่เป็นมิตรที่ทำให้เธอชาวูบไปหมดทั้งตัว

“เชิญคุณตามสบาย” เขาย้ำคำนี้อีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจก้าวเท้ายาว ๆ ออกจากบ้านในทันที เพื่อหนีความประดักประเดิด ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านของตัวเอง

ทอรุ้งมองผ่านบานกระจกใสของบ้านออกไปยังรถสปอร์ตสีน้ำเงินเข้มที่จอดอยู่หน้าบ้าน ซึ่งกำลังพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาที่นี่เขาให้เวชแวะส่งที่โรงแรมคีรีธารา แกรนด์ เพื่อดูความเรียบร้อยที่โรงแรมก่อนที่จะเอารถคันนี้ขับออกมา

เนื่องจากชัยคนขับรถของเขาลางานซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะกลับมาแล้ว จึงไม่อยากใช้งานเวชซึ่งเป็นคนขับรถประจำตัวของวริษมากนัก เพราะโดยปกติแล้ว เขาก็ชอบที่จะขับรถไปไหนมาไหนเองมากกว่าจะให้ชัยมาขับรถให้ งานของชัยจึงเป็นการขับรถให้ในกรณีที่เขาต้องไปทำธุระเรื่องงานเท่านั้น หรือไม่ก็ตอนที่เขารู้สึกเหนื่อยล้าจนไม่อยากจะขับรถเอง

ทอรุ้งทรุดนั่งลงอย่างอ่อนล้า จะทำอย่างไรเธอถึงจะทลายกำแพงหนาแน่นที่ก่อตัวอยู่ในหัวใจของเขามานาน เขาไม่ใช่พี่ชายที่แสนสดใสร่าเริ่งอย่างที่เคยสัมผัสอีกแล้ว หัวใจของเขาคงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่เป็นความโกรธแค้นที่เธอพร้อมจะเข้าใจ และยอมรับ เพราะหากเธอโดนกระทำเช่นนี้ ก็คงจะทำใจยอมรับได้ยากเช่นกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป