บทที่ 6 กินของเหลือก็ได้ครับ

เสียงรถมาจอดที่หน้าบ้านทำให้หญิงชราที่อยู่บนบ้านไม้หลังใหญ่กลางสวนต้องเดินมาดูที่ระเบียงบ้าน ตะเกียงแก้วน้ำมันก๊าดถูกยกขึ้นมาส่องดูริมระเบียงเนื่องจากมืดค่ำป่านนี้แล้วเพิ่งมีรถมาจอดที่หน้าบ้าน

บ้านหลังนี้เป็นเรือนไม้แบบโบราณที่พริ้มเพราหญิงชราเจ้าของบ้านไม่ยอมรื้อสร้างใหม่อย่างที่หลานชายขอร้อง เมื่อเห็นหน้าคนที่ตัวเองกำลังคิดถึงอยู่ตลอดเวลาก้าวเท้าลงมาจากรถพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง พริ้มเพราก็ตะโกนเรียกขึ้นมาทันที

“อ้าว พ่อชานนท์ หลานย่า มายังไงป่านนี้ล่ะลูก” นางทักขึ้นอย่างดีใจ ใบหน้ายับย่นเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นหลานชายสุดที่รัก

“สวัสดีครับคุณย่า ทำไมบ้านมืดแบบนี้ล่ะครับ” ชายหนุ่มไม่ได้ตอบผู้เป็นย่าเพราะหาเหตุผลดี ๆ ที่จะตอบไม่ได้ จึงได้แต่ยกมือไหว้แล้วมองไปรอบตัวอย่างแปลกใจกับสภาพบรรยากาศมืดมิดบนบ้าน

“อ้อ วันนี้ไฟดับน่ะ นี่ดับมาเป็นชั่วโมงแล้ว ย่ารอดูอีแย้มอยู่ ป่านนี้แล้วไฟยังไม่มาไม่รู้จะได้ดูหรือเปล่า ขึ้นมาก่อนสิลูก เดินขึ้นมาดี ๆ ระวังล่ะบันไดมันคลอน ๆ อยู่ พ่อก็อย่าลงเท้าแรงนัก” คนเป็นย่าร่ายยาวถึงละครเรื่องโปรดที่คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ก่อนจะบอกเรื่องบันได

“อ้อ ไฟดับหรือครับ อืม บันไดคลอนแล้วจริง ๆ ด้วยสิครับ ผมว่าคุณย่ารื้อบ้านสร้างใหม่เลยดีกว่าไหมครับ ผมจะได้ให้ช่างมาทำให้เลย” ชายหนุ่มขย่มเท้าลงบนบันไดไม้เบา ๆ เพื่อตรวจเช็คว่ามันชำรุดมากน้อยแค่ไหน

“โอ้ย ๆ ไม่ต้อง ๆ พรุ่งนี้ย่าเรียกตาแหวงมันมาซ่อมให้ก็ใช้ได้แล้ว ไม่ต้องสร้างใหม่ให้มันเปลืองเงินเปลืองทองหรอก พ่อเก็บเงินของพ่อไว้เถอะ ย่าจะอยู่บ้านหลังนี้ไปจนตายล่ะ ไม่ต้องมากล่อมเสียให้ยาก ปู่เอ็งเขาสร้างมากับมือ ย่าไม่ให้ใครมารื้อของย่าไปหรอก” รองประธานแห่งคีรีธาราได้แต่ถอนหายใจยาว เพราะกล่อมอย่างไร ผู้เป็นย่าก็ไม่ยอมสักที เขาก็ห่วงความไม่ปลอดภัย และอยากให้ได้อยู่อย่างสะดวกสบาย เรือนไม้บันไดสูงเช่นนี้คนเป็นย่าจะเดินขึ้นเดินลงได้อีกสักกี่วันเชียว เพราะเดี๋ยวนี้จะเดินจะเหินก็ต้องใช้ไม้เท้าค้ำถ่อเสียแล้ว

“แล้วน้าชะเอมเขาไปไหนล่ะครับ” ชายหนุ่มถามถึงชะเอมผู้เป็นน้าสาวซึ่งเป็นน้องชายของบิดาและอยู่ดูแลผู้เป็นย่าอยู่ในบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เขายังเด็ก

“มันก็อยู่ในครัวโน่นแหละ เพิ่งกินข้าวกินปลากันเสร็จก็เก็บจานชามไปล้าง แล้วเราล่ะกินอะไรมาหรือยัง”

“ยังครับ” ตอบเสร็จก็คิดถึงอาหารหน้าตาน่ารับประทานบนโต๊ะที่บ้านของเขาวันนี้แล้วอดหิวขึ้นมาไม่ได้ เขารู้ว่าเป็นฝีมือของเธอ เพราะอาหารแบบนั้นที่รีสอร์ตของเขาไม่มีขาย 

แต่... รสมือยัยนั่นเขาคงกินไม่ลง

ชายหนุ่มเผลอยักไหล่น้อย ๆ เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเขากำลังนึกถึงคู่อริของเขาอีกแล้ว ก่อนจะเอามือลูบท้องเบา ๆ เพราะมันเริ่มส่งเสียงครวญครางเนื่องจากยังไม่ได้กินอะไรเลยมาตั้งแต่เที่ยง

เขาตั้งใจว่ากลับมาถึงรีสอร์ตจะสั่งอาหารของรีสอร์ตมารับประทานที่บ้านแต่ดันเจอยายตัวร้ายนั่นในครัวพอดี เขาก็เลยทำอะไรไม่ถูกแถมยังหลุดปากออกมาอีกว่าแค่แวะมาเอาของ ถ้าอยู่นานก็เสียฟอร์มแย่ จึงต้องรีบบึ่งมาหาย่าในทันที

“เออ แม่ชะเอม หล่อนมาพอดีเลย มีอะไรเหลือ ๆ ก็อุ่นให้หลานชายหล่อนกินสักหน่อยเถอะ” พริ้มเพราหันไปบอกกับชะเอมลูกสาวคนสุดท้อง ซึ่งเป็นหญิงวัยราวสี่สิบต้น ๆ ที่กำลังเดินออกมาจากในครัว

“โห คุณย่า ให้ผมกินของเหลือเหรอครับ” บ่นเสียงอู้อี้

“อ้าว ก็เรามาเสียมืดค่ำ จะโทร.มาบอกก่อนสักคำก็ไม่มี ย่าจะเตรียมอะไรไว้ให้ทันล่ะ แล้วนี่ไฟก็ดับจะทำกับข้าวกับปลาก็ลำบากลำบนมองอะไรไม่เห็น กินของเหลือไปก่อนเถอะพ่อคนเรื่องมาก” พริ้มเพราหันมาดุคนเรื่องมากที่ทำตัวออดอ้อนเป็นเด็ก ๆ แบบนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต

“ครับ กินของเหลือก็ได้ครับ” ทำหน้าอย่างกับคนปลงตกก่อนจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สักแกะสลักที่วางไว้ต้อนรับแขกภายในบ้านพลางวางข้าวของที่หอบมาวางไว้บนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งที่วางติดกัน

“เดี๋ยวน้าทำไข่เจียวหมูสับโปะข้าวให้ก็ได้ค่ะ มีแกงส้มเหลืออยู่” ชะเอมเสนอ

“

ครับ ขอบคุณครับ น้าชะเอมน่ารักกับผมเสมอเลย ใส่หอมแดงมาด้วยนะครับ เยอะๆ ด้วย” หยอดคำหวานจนคนรับคำชมหน้าบาน ส่วนคนเป็นย่าได้แต่ส่ายหน้าไปมา เมื่อเห็นชะเอมรับคำเสียงใส เพราะลูกสาวกับหลานชายที่เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเสียทุกครั้ง ชะเอมก็เอาอกเอาใจหลานชายคนเดียวจนแทบจะไม่ให้ทำอะไร ไม่ว่าชานนท์เอ่ยปากให้ทำอะไรให้ ก็เป็นได้ทำให้อย่างถวายหัวเสียทุกครั้งไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป