บทที่ 7 ยายตัวร้าย
หลังจากที่ชะเอมเดินเข้าไปในครัวได้สักพัก ก็กลับมาพร้อมกับอาหารในจานซึ่งเป็นไข่เจียวร้อน ๆ โปะลงไปบนข้าวสวย และแกงส้มปลาช่อนที่แกงไว้ตั้งแต่เมื่อเย็น และกับข้าวที่เหลือจากมื้อเย็นอีกสองสามอย่างที่จัดใส่จานชามใหม่มาวางไว้กลางโต๊ะที่คนหิวจัดนั่งอยู่ แล้วเพียงไม่นานอาหารทุกอย่างตรงหน้าก็ถูกจัดการจนไม่เหลือหรอ ก่อนที่ชะเอมจะเก็บจานชามไปล้าง
“แล้ววันนี้จะนอนกับย่าหรือเปล่า” พริ้มเพราเอ่ยปากถามเมื่อหลานชายวางมือจากแก้วน้ำ
“ครับ ก็นอนที่นี่ล่ะครับ” เพราะหากไม่นอนที่นี่เขาก็คิดไม่ออกว่าจะไปนอนที่ไหนแล้วเหมือนกัน
“อ้อ งั้นก็ไปอาบน้ำอาบท่าเถอะ จะได้นอนหลับพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้จะได้ตื่นไปทำงานเร็ว ๆ ย่าว่าจะเข้าไปสวดมนต์สักหน่อย วันนี้สงสัยอีย้งอีแย้มคงไม่ได้ดูแล้วล่ะ” นางว่าแล้วก็ยันกายลุกขึ้นพร้อมกับถือตะเกียงออกไปด้วย
“อ้าว คุณย่า ผมก็มืดสิครับ” หันไปหาคนเป็นย่าซึ่งกำลังถือตะเกียงที่ส่องแสงวอมแวมอยู่ห่าง ๆ อย่างเพิ่งรู้ตัวว่าย่ากำลังจะพาแสงสว่างที่มีอยู่เพียงริบหรี่ไปด้วย
“อ้อ ย่าลืมไป เออนี่ เอาเทียนนี่ไปจุด จุดแล้วก่อนนอนก็อย่าลืมดับเสียด้วยล่ะ” หญิงชราว่าแล้วก็เดินไปหยิบเทียนไขกับไม้ขีดไฟตราพญานาคที่อยู่ในลิ้นชักตู้ซึ่งตั้งไว้ติดผนังมาส่งให้ ชายหนุ่มรับมาแล้วส่องดูกล่องไม้ขีดที่เขาไม่เคยเห็นมานาน
“คุณย่ายังใช้แบบนี้อยู่อีกหรือครับ” คนช่างสงสัยหันไปถาม
“ไม่ใช้แบบนี้แล้วจะใช้แบบไหน ตราพญานาคนี่ย่าใช้มาตั้งแต่เด็กยันสาว สาวยันแก่ แล้วจะใช้ไปจนยันตายโน่นแหละ” คนเป็นย่าว่าก่อนจะเดินก้าวเท้าช้า ๆ ไปยังห้องนอนของตัวเอง คนเป็นหลานยักไหล่เบา ๆ
“อนุรักษ์นิยมจริง ๆ” พึมพำกับตัวเองก่อนจะจุดเทียนแล้วเดินย่องกริบไปยังห้องนอน เพราะหากเดินแรงไปกลัวว่าแสงไฟที่มีอยู่เพียงแรงเทียนเดียวจะดับวูบลงเสียก่อน
คิดแล้วก็อดโมโหไม่ได้ที่ยายตัวร้ายนั่นเข้ามาแล้วก็ทำให้ชีวิตของเขาวุ่นวายไปหมด ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย น้ำท่าก็ยังไม่ได้อาบ
คนที่เคยชินกับการนอนห้องแอร์อยู่ทุกค่ำคืนอดหงุดหงิดไม่ได้เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองเครื่องปรับอากาศในห้องนอนของตัวเองที่ตอนนี้ไม่สามารถใช้งานได้ ไหนจะห้องน้ำที่มืดทึบ แต่ก็จำใจเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำอาบท่า
ห้องน้ำกับห้องนอนนี้เท่านั้นที่คนเป็นย่าอนุญาตให้เขาต่อเติมขึ้นมาเองได้แต่ต้องใช้ผนังเป็นไม้เหมือนกับตัวบ้านเก่า เขาจึงมีห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัวและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ในขณะที่ห้องอื่นในบ้านหลังนี้ไม่มี
เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว จึงถือเทียนออกมาจากห้องน้ำมองหาที่รองสำหรับวางเทียนไม่เจอ จึงหยดน้ำตาเทียนลงบนโต๊ะไม้แล้วปักเทียนลงไปเพราะเห็นว่าเขาคงจะไม่ต้องจุดเทียนทิ้งไว้นานนักเพียงเพื่อเสร็จธุระบางอย่างแล้วจะดับไฟนอน
เพราะตอนนี้เขาทนเก็บความหงุดหงิดไว้คนเดียวไม่ไหวอีกแล้ว เขาต้องจัดการอะไรบางอย่างเพื่อจะได้กลับไปนอนที่บ้านของตัวเองอย่างสมศักดิ์ศรีโดยที่ไม่มียายตัวร้ายนั่นเดินลอยไปลอยมาอยู่ในบ้านให้เขาผวาเล่นอีกว่าเธอจะมีแผนร้ายมาทำลายอะไรเขากับวริษเหมือนที่พ่อของเธอเคยทำ ก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนที่วางไว้ที่ตู้หัวเตียงขึ้นมาโทร. ออกไป แล้วกรอกเสียงลงไปทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย
“คุณวริษ ทำไมคุณไม่ให้น้องสาวคุณไปพักที่บ้านพักแขกหลังไหนก็ได้สักหลังหนึ่งก่อน ทำไมต้องให้มาอยู่บ้านผมด้วย เอ่อ... ผมเป็นผู้ชาย อยู่ด้วยกันกับผู้หญิงคนเขาจะมองไม่ดี คุณไม่ห่วงชื่อเสียงน้องสาวของคุณหรือไง” เขาพยายามหาเหตุผลมาอ้าง
“อ้าว ก็ไหนนายบอกว่าจะอยู่มัลดีฟส์นานถึงสิ้นเดือนนี่ ฉันก็เลยให้เขาไปพักระหว่างที่นายไม่อยู่ จะให้ฉันเปลี่ยนคำตอนนี้คงไม่ได้แล้วล่ะ นายก็รู้ชานนท์ คนอย่างนายวริษรักษาคำพูดเสมอ” ตอบมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“รักษาคำพูด! ใช่คุณรักษาคำพูด คำพูดมันเป็นของคุณแต่บ้านนี่มันของผม” คนเป็นเจ้าของบ้านโวยวาย ในขณะที่คนปลายสายแทบจะหลุดหัวเราะเสียงดัง เพราะเขารับรู้ถึงอาการหงุดหงิดจนแทบคลั่งของคนที่เขารักเหมือนน้องชายจนจินตนาการเห็นหน้ายุ่ง ๆ แบบคนโดนขัดใจลอยอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจนทีเดียว
“เอาน่า นายก็เคยทำเพื่อฉันมาได้ตั้งสิบกว่าปี แล้วจะทำเพื่อฉันต่ออีกแค่ไม่กี่วันจะเป็นไรไปเชียว นะ ให้น้องรุ้งเขาอยู่บ้านนายไปก่อน อีกครึ่งเดือนเดี๋ยวฉันกลับไปจัดการให้ แต่อาจจะเป็นหนึ่งเดือนนะ เพราะดูคุณฝนเขาจะอยากพักผ่อนนาน ๆ เสียด้วยสิ” ปลายสายวางสายไปแล้ว แต่คนต้นสายได้แต่เดินงุ่นง่านอยู่ในห้อง ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียงนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ที่หาเรื่องเอายายตัวร้ายนั่นออกไปจากบ้านไม่ได้สักที
สมาร์ตโฟนในมือจึงเป็นสิ่งเดียวในเวลานี้ที่จะช่วยทุเลาความหงุดหงิดลงไปได้บ้าง มือหนาจิ้มลงบนสมาร์ตโฟนเปิดโซเชียลเน็ตเวิร์คดูโน่นดูนี่เพื่อให้ผ่อนคลายความตึงเครียดของตัวเองก่อนที่จะผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนที่รอนแรมมาไกล แล้วยังมาเจอเรื่องน่าหงุดใจต่อเนื่องกันอีกหลายเรื่องในวันนี้
