บทที่ 6 ผมไม่อาจเอื้อม...

“ขอบคุณคุณผู้ชายมาก ๆ ครับ ที่เมตตาส่งเสียเลี้ยงดูผม แต่ผมไม่อาจเอื้อม...”

“พอ ๆ ตอนนี้ดินโตแล้ว กำลังจะมีงาน มีหน้ามีตา จะมาอยู่เรือนคนงานคับแคบอีกไม่ได้ ลุงจะจัดห้องให้ที่ตึกใหญ่และต้องมากินข้าวร่วมกับพวกเราทุกมื้อ”

“เอ่อ คุณผู้ชายครับ คือว่า...”

“เอาเถอะจ้ะดิน ค่อย ๆ ปรับตัวกันไปนะ พร้อมเมื่อไรก็ขึ้นไปนอนห้องของดินที่ลุงเขาเคยจัดไว้ให้”

รินรดารู้ดีว่าเด็กคนนี้เจียมตัวและน่ารักขนาดไหน เมื่อสิบปีที่แล้วเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้น

“ครับ คุณผู้หญิง”

“เอาล่ะ งั้นก็กินกันเถอะ ยัยตัวยุ่งของปู่หิวแล้ว ดูสิ ทำหน้ายุ่งเชียว”

ทุกคนบนโต๊ะหัวเราะขำกับใบหน้างอง้ำของเด็กเอาแต่ใจ ด้วยรู้ดีปราลีกำลังรู้สึกอิจฉาแผ่นดินที่เป็นจุดศูนย์กลางในวันนี้

เวลาอาหารผ่านไปพร้อมเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานของหนุ่ม ๆ ผู้ใหญ่แยกตัวเข้าไปนั่งพูดคุยกันในบ้าน มีเพียงปราลีที่นั่งดื่มไวน์คนเดียวเงียบ ๆ ไม่ได้พูดจากับใครเท่าไรนักเพราะพี่สาวทั้งสองคนของตนไม่สามารถมาร่วมงานได้

“วันนี้น้องสาวของเราเงียบผิดปกตินะ”

เหนือเมฆเอ่ยแซวน้องสาว แต่คนที่กำลังเบื่อหน่ายขั้นสุดกลับหันมามองหน้าพี่ชายแล้วถอนหายใจ

“ก็ดูสิคะ พี่หยากับพี่แป้งก็มาไม่ได้ ปายนั่งอยู่คนเดียว ไม่รู้จะคุยกับใคร งั้นปายไปหาวินดีกว่า”

ปราลีคิดจะออกจากบ้านไปฟังเพลงกับคู่เดตของตนเพื่อแก้เซ็ง แต่ยังไม่ทันจะลุกจากโต๊ะไปไหน ก็โดนพี่ชายร้องห้าม

“หยุด ไม่ต้องลุกไปไหนเลยนะยัยปาย นั่งลง”

“พี่แปง แล้วจะให้ปายนั่งอยู่ทำไมคะ น่าเบื่อจะตาย”

เธอค้อนพี่ชาย ก่อนจะเผื่อแผ่ใบหน้างอง้ำไปที่เด็กใบบ้านซึ่งเคยเป็นลูกไล่ด้วยความไม่พอใจ แต่เขากลับมองเธอนิ่ง ๆ ไม่ได้มีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนวิ่งไล่ตามง้องอนหรือรับใช้เธอเหมือนเมื่อตอนเด็กอีกแล้ว

ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองเธออย่างว่างเปล่า ใบหน้าหล่อเหลาไร้รอยยิ้มแลดูเฉยชา ริมฝีปากคู่นั้นไม่ได้เจรจาเจื้อยแจ้วและยิ้มราวประจบเธออีกต่อไปแล้ว

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิบปีที่ห่างกันไป ไอ้ลูกเป็ดเด็กอ่อนแอคนนั้นจะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

“แล้วแกจะออกไปหาไอ้หมอนั่นดึก ๆ ดื่น ๆ อย่างนี้ได้ยังไง แกอยากโดนมันลากขึ้นเตียงเหรอ”

“วินเขาไม่กล้าทำอย่างนั้นกับปายหรอกค่ะ”

“เหอะ ว่าได้เหรอ หมอนั่นมันมีประวัติแบบไหน แกไม่คิดจะสืบบ้างหรือไง มันตั้งใจจะหลอกแก ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ”

แววตาวาววับของเด็กในบ้านทำเอาเธอรู้สึกหงุดหงิด หมอนั่นคงจะกำลังเยาะเย้ยคุณหนูปายคนสวยสุดมั่นใจอยู่แน่ ๆ เรื่องอะไรเธอจะยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบล่ะ ไม่มีทาง

“มันก็แค่อดีตค่ะ ปายมั่นใจว่าเขาเปลี่ยนไปแล้ว”


ปราลีถูกลากเข้ามานั่งในห้องสังสรรค์ของพวกหนุ่ม ๆ คนตัวบางทำหน้าเบื่อหน่าย ยกนาฬิกาข้อมือดูหลายครั้งแล้วถอนหายใจ พวกผู้ใหญ่แยกย้ายกันขึ้นไปพักผ่อนหมดแล้ว แต่พี่ชายเธอทุกคนยังไม่ยอมแยกย้ายกันไปไหน แถมยังไม่ยอมปล่อยให้เธอห่างสายตาด้วยกลัวว่าเธอจะแล่นออกไปหาผู้ชายถึงที่

“ยัยปาย กับแกล้มหมด ออกไปเอาพวกขนมกับถั่วมาให้พวกพี่ที”

ปารเมศใช้น้องสาวที่นั่งหน้างอคอหักเป็นปลาทูแม่กลอง ปกติก็ไม่แสดงความเอาแต่ใจขนาดนี้ สงสัยเพราะไม่มีพี่สาวทั้งสองคนที่กำลังท้องและมีลูกอ่อน จึงอดที่จะงอแงไม่ได้

“เดี๋ยวผมออกไปเอาให้เองครับคุณแปง”

แผ่นดินขันอาสา เพราะเขาเป็นเพียงเด็กในบ้าน ควรจะเป็นคนรับใช้ดูแลเจ้านายทุกคนถึงจะถูก

“ให้ยัยปายพาไปแล้วกันดิน”

“ทำไมต้องให้ปายไปด้วยคะ ของแค่นั้นถือไม่ไหวหรือไง”

“ดินออกจากบ้านเราไปสิบปีนะ เพิ่งกลับมาถึง อะไรอยู่ตรงไหนน้องมันจะจำได้ไหมล่ะ พี่ใช้ไปเอาของแค่นี้ทำหน้าหงิกหน้างอ ที่ผู้ชายให้ไปหาล่ะสู้ตาย”

พี่ชายทุกคนขมวดคิ้วมองหน้าน้องสาวที่อายุเพียงสามสิบปี แต่มีผู้ชายมากหน้าหลายตามาพัวพัน แถมยังดื้อดึงจนไม่มีใครเอาอยู่

“ตกลงแกชอบหมอนั่นจริง ๆ หรือปาย พี่ว่ามันไม่โอเค”

ปุณณิธิ พระเอกหนุ่มชื่อดังที่อยู่ในวงการปาร์ตี้มาก่อนเอ่ยถาม เพราะชื่อเสียงของนายมาวินไม่ธรรมดา กลัวว่าน้องสาวของตนจะต้องเสียใจถ้าตกหลุมพรางของหมอนั่น

“อะไรที่ไม่โอเคคะ พี่ ๆ อย่ากังวลกับปายมากไปได้ไหม ปายโตแล้วนะคะ นี่พวกพี่ก็แต่งงานแต่งการกันเกือบหมดแล้ว ต้องเข้าใจบ้างสิคะว่าสาวโสดอย่างปายมันเหงานะ”

“แต่หมอนี่ประวัติมันแย่ ทั้งเหล้าทั้งยาทั้งผู้หญิง แกจะตกหลุมพรางมันน่ะสิ”

“พี่ปุณณ์ ปายไม่ได้โง่ขนาดนั้นนะคะ”

“ว่าได้หรือปาย ผู้หญิงเวลาตกหลุมรักแล้วชอบตาบอด ไม่ไม่เห็นว่าแฟนเรามันชั่วแค่ไหน”

“ไม่ต้องมาเสริมเลยปัณณ์ ฉันรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร”

ปัณณธีก็เป็นอีกคนที่คร่ำหวอดในวงการนี้ เห็นมาเยอะทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีประวัติเสียหาย และนายมาวินนั่นคือหนึ่งในนั้นที่ไม่ควรอย่างยิ่งจะให้ลูกสาวบ้านไหนเข้าใกล้

“อย่ามั่นใจให้มากไปว่ะปาย เพราะถ้าแกประมาทจะถูกไอ้หมอนั่นหลอก พวกเราไม่ใครก็ใครจะได้กลายเป็นฆาตกร”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป