บทที่ 7 7

“พี่คินไม่ฟังตะวันเลย เอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียวอยู่แบบนี้ พี่คินฟังตะวันพูดให้ดีนะคะ ตะวันไม่เคยมีใคร คนที่รับสายแทนตะวันเขาคือโจ เพื่อนสนิทของตะวันเอง เพราะตะวันลืมมือถือไว้ที่รถเขา ทีนี้เข้าใจหรือยังคะ ว่าตะวันไม่ได้ผิดสัญญาได้ยินมั้ยค่ะ ว่าตะวันไม่ได้ผิดสัญญา พี่คินต่างหากที่ใจร้ายกับตะวัน” หญิงสาวอธิบายให้ชายหนุ่มฟังเสียงสั่น เกินที่จะควบคุมได้ เมื่อเห็นชายหนุ่มยังยืนนิ่งเฉย ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่เธออธิบายให้เขาฟัง หยาดน้ำตาจึงค่อยๆ ไหลรินออกจากหางตาคู่สวยของเธอ ริมฝีปากบางเริ่มสั่นระริก มองชายหนุ่มด้วยความน้อยใจ ก่อนตัดสินใจหมุนตัวเดินไปไขกุญแจที่ประตูหน้าบ้าน มือไม้สั่นไปหมด

“ตะวันพี่คินขอโทษ” ชายหนุ่มเดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลังและแย่งกุญแจไม่ให้เธอไขเข้าไปในบ้าน กอดรัดร่างบางไว้แน่น ยิ่งร่างบางร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ ช่างบาดลึกเข้าไปในหัวใจคนฟังอย่างเขาเหลือเกิน

“ไม่ร้องนะตะวัน ได้โปรด” หญิงสาวพยายามแกะมือชายหนุ่มออกจากรอบเอวบาง แต่ไม่สำเร็จ เพราะเขากลับกอดรัดไว้แน่น จนเธอไม่สามารถขยับตัวได้

“ปล่อยตะวันสิ! ตะ...วันจะเข้าบ้าน” หญิงสาวพูดปนเสียงสะอื้น

“พี่เชื่อตะวันทุกอย่าง ได้โปรดอย่าร้องไห้เลยนะครับคนดี” ชายหนุ่มพลิกร่างบางให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าหญิงสาวเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา นัยน์ตาแดงก่ำ ชายหนุ่มถึงกับปวดใจ ที่เขาทำให้น้องน้อยต้องร้องไห้ เอื้อมมือไปกรีดน้ำตาให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะก้มลงจูบซับน้ำตาให้ แต่เธอกลับเบือนหน้าหนี ไปอีกทางหนึ่ง ไม่ใช่เพราะรังเกียจแต่อย่างใด แต่เธออดที่จะหวั่นไหว ในท่าทีที่อ่อนโยนของเขาไม่ได้

“ทำไมพี่คินเชื่อตะวันง่ายจัง ทั้งที่ก่อนหน้ายังกล่าวหาตะวันปาวๆ” หญิงสาวเงยหน้ามองชายหนุ่มให้เต็มตา อย่างชั่งใจ

“เอ่อ...คือว่า” อนาคินอึกอักจนพูดไม่ออก แค่เห็นเธอร้องไห้ เขาก็ยอมแพ้เธออย่างราบคาบ ยอมเชื่อเธอทุกอย่าง ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรออกมา

“ว่าไงคะ” หญิงสาวคาดคั้นเอาคำตอบให้ได้ มองตาชายหนุ่มไม่กะพริบ

“ขอให้รู้ว่าพี่เชื่อตะวันทุกอย่างแล้วกัน แต่ทำไมนายโจอะไรนั่นต้องเรียกตะวันว่านางฟ้าด้วยครับ พี่ไม่ชอบเลยรู้มั้ย” ชายหนุ่มก้มมองคนตัวเล็ก พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม เขายังติดใจในเรื่องนี้อยู่มาก

“โธ่ นึกว่าเรื่องอะไรเสียอีกค่ะ ก็ตะวันคอยช่วยเหลือโจทั้งเรื่องเรียนและเรื่องความรัก โจเขาเลยมอบฉายยานี้ให้ตะวันค่ะ ทีนี้พี่คินเข้าใจหรือยังคะ” หญิงสาวหน้าตาสดใสขึ้น รู้สึกดีใจที่เขากับเธอกลับมาคุยกันเหมือนเดิม

“กระจ่างชัดเจนมากเลยครับ แต่เรื่องที่หนีกลับมาก่อน ตกลงมีข้อแก้ตัวว่ายังไง” ใบหน้าสวยถึงกับเศร้าสลด เมื่อนึกถึงภาพเขากำลังจูบกับสาวสวยคนนั้น เหตุผลเพราะเธอยังทำใจไม่ได้ ยิ่งเห็นทั้งสอง เดินควงคู่กันตลอดงาน ก็ยิ่งเจ็บ เลยทำให้เธอหนีกลับออกมาก่อนเวลา

“ขาดตะวันไปสักคน งานก็ผ่านไปได้ด้วยดีไม่ใช่เหรอคะ ตะวันไม่มีความหมายกับงานขนาดนั้นหรอกค่ะ” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วๆ ฝืนยิ้มให้ชายหนุ่ม

“ใครบอกว่าตะวันไม่มีความหมาย ตะวันมีความหมายกับพี่มากที่สุดรู้มั้ยครับ” อนาคินลูบไล้ใบหน้าเนียนอย่างอ่อนโยน สร้างความปั่นป่วนในใจของเพียงตะวันอยู่ไม่น้อย ใบหน้าคมค่อยๆ ลงไปแนบชิดกับใบหน้าของหญิงสาว หมายจะจุมพิตเธออีกครั้ง

“คุณหนูตะวัน” ลุงชิดคนขับรถ รีบเดินมาเปิดประตูให้คุณหนูของแก ทันทีที่ได้ยินเสียง ทั้งสองหนุ่มสาวผละออกจากกันแทบไม่ทัน

“เอ่อ...ตะวันพึ่งมาถึงค่ะลุงชิด พี่คินเข้าบ้านก่อนมั้ยคะ” หญิงสาวหันไปสนใจชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายเธอ คงจะไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ ถ้าเขากับเธอยังยืนคุยกันอยู่ตรงนี้

“ไม่ล่ะ พี่ว่าจะกลับเลย นี่ก็ดึกมากแล้ว ตะวันกลับเข้าบ้านไปพักผ่อนเถอะ”

“ค่ะพี่คิน แล้วรถพี่คินจอดไว้ที่ไหนคะ” เพียงตะวันมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นมีรถสักคัน

“เอ่อ...พี่นั่งรถแท็กซี่มา ตะวันกลับเข้าบ้านไปเถอะ” อนาคินดันตัวหญิงสาวไปที่ประตูหน้าบ้าน

“เดี๋ยวตะวันให้ลุงชิดไปส่งดีกว่าค่ะ รถแท็กซี่แถวนี้หายากมากค่ะ กว่าจะมาแต่ละคัน”

“ไม่ต้องหรอกตะวัน เกรงใจลุงชิด” ชายหนุ่มรีบส่ายหน้าปฎิเสธพัลวัน เพราะเขารู้สึกผิดที่มารบกวนยามวิกาลแบบนี้

“โอ้ย จะมาเกรงใจลุงทำไม เป็นหน้าที่ของลุงอยู่แล้ว งั้นเดี๋ยวลุงไปเอารถออกก่อนนะครับ” หลังจากลุงชิดเดินกลับเข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มหันกลับมาให้ความสนใจคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างกาย

“พรุ่งนี้เที่ยง ตะวันออกไปทานข้าวกับพี่นะครับ” หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มอย่างครุ่นคิด

“ตะวันคงต้องดูตารางงานก่อนค่ะ ว่าจะมีเวลาว่างพอออกไปทานข้าวข้างนอกหรือเปล่า”

“แค่ตอนพักเที่ยงเองนะตะวัน จะยุ่งอะไรหนักหนา พึ่งเข้ามารับตำแหน่งไม่ใช่เหรอ” อนาคินถามอย่างไม่สบอารมณ์ ตามฉบับนิสัยคนเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ เพราะไม่ชอบให้ใครขัดใจ หรือปฏิเสธเขา

“ก็เพราะ พึ่งรับตำแหน่งก็ยิ่งพิสูจน์ตัวเองให้คณะกรรมการ และผู้ถือหุ้นเห็นสิคะ ยิ่งตะวันเป็นผู้หญิง คงเป็นที่ยอมรับยากค่ะ” หญิงสาวนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร ก็เกิดอาการเครียดขึ้นมาทุกที

“อย่าคิดมากสิครับคนเก่ง ไม่ว่างก็ไม่ว่าง มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกนะ พี่ยินดีช่วยตะวันเสมอ” หญิงสาวยิ้มบางๆ ออกมา ขอบคุณความมีน้ำใจของชายหนุ่ม

“ค่ะ ถ้าตะวันมีปัญหาจนแก้ไม่ตก ตะวันจะนึกถึงพี่คินเป็นคนแรก ตะวันสัญญา” หญิงสาวชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว ยิ้มแป้นให้ชายหนุ่มเป็นการให้สัญญา มือหนาเอื้อมไปโยกศีรษะหญิงสาวด้วยความเอ็นดู

“งั้นพี่กลับก่อนนะ ฝันดีนะครับคนดี” ช่วงจังหวะที่หญิงสาวเผลอมองลุงชิด ชายหนุ่มรีบฉวยโอกาส ก้มลงจุมพิตหน้าผากเนียนของหญิงสาวทันที ทำให้เธอถึงกับตกใจในการจู่โจมของเขา

“คนบ้า คนฉวยโอกาส” หญิงสาวแผดเสียงใส่ชายหนุ่มด้วยความโมโห เพื่อปิดซ่อนความเขินอาย ที่ถูกชายหนุ่มเอาเปรียบถึงสองครั้งติดกัน ไม่รู้ว่าพี่คินของเธอ เอานิสัยเจ้าเล่ห์จากมาไหน หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง และเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

อนาคินกลับมาถึงบ้าน รู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นบิดายังนั่งอยู่ห้องรับแขก ด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

“คุณพ่อยังไม่นอนอีกหรือครับ” คำพูดของบุตรชาย ทำให้ภาคีรู้สึกหมั่นไส้ เป็นคนก่อเรื่องแท้ๆ ยังไม่รู้สึกรู้สา ว่าพ่อแม่เป็นห่วงแค่ไหน

“แกยังมีหน้ามาถามพ่ออีกเหรอ ว่าทำไมยังไม่นอน ลูกชายหุนหันพลันแล่นออกจากบ้านไปแบบนั้น จะให้พ่อนอนหลับได้อย่างไงหึ ตาคิน” อนาคินถึงกับพูดไม่ออก ในสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป

“เอ่อ...ผมขอโทษครับพ่อ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ อย่างสำนึกผิด

“อย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผลนะตาคิน เราเป็นนายคนแล้ว หัดใจเย็นไว้บ้าง” ภาคีอดตำหนิบุตรชายไม่ได้ ช่างเหมือนเขาตอนหนุ่มๆ ไม่มีผิด

“ครับผมจะจำไว้”

“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ถึงได้หุนหันพลันแล่นออกไปแบบนั้น รู้มั้ยว่าแม่เราตกใจมาก ถ้าแม่เราไม่เพลียหลับซะก่อน ก็คงได้นั่งรอเราเหมือนกันนั่นแหละ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป