บทที่ 11 11
“เป็นแม่ลูกกันนิสัยจะต่างกันได้ยังไง นี่คงแอ๊บท่าทางอยู่ล่ะสิ” อัคนีพูดหมิ่นหญิงสาวในใจ
เวลาร่วมสามชั่วโมงที่อัคนีเสียเวลาตะเวนจ่ายหนี้สินของญาณีจนครบทุกคน เจ้าหนี้ทุกคนต่างยิ้มแย้มมีความสุขที่ได้เงินคืนกันถ้วนหน้า และอดมองอย่างแปลกใจไม่ได้ว่าผู้ชายที่มาใช้หนี้ให้เป็นใคร สายตาอยากได้ใคร่รู้ทำให้กานต์ธีรานึกอายอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ แน่นอนว่าญาณีไม่ได้คิดแบบนั้นหญิงวัยกลางคนยิ้มกว้างหน้าเชิดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นสายตาของพวกนั้นที่มองมา
“ขอบคุณคุณอัคนีอีกครั้งนะคะที่ช่วยเหลือฉัน บุญคุณครั้งนี้ฉันกับยัยเกรซจะไม่มีวันลืมเลยค่ะ” ญาณีพูดเมื่อเข้ามานั่งในบ้านของตัวเองอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรครับ” อัคนีตอบสั้น ๆ แล้วหันไปพูดกับกานต์ธีราที่นั่งหน้านิ่งและเงียบมาตลอด
“คุณอ่านเอกสารอีกรอบแล้วเซ็นชื่อให้ผมด้วย เดี๋ยวเราจะได้ไปกันเลยเย็นนี้ผมมีงานเลี้ยงต่อ”
กานต์ธีราถอนหายใจอย่างหนักใจแล้วหยิบเอกสารที่กรอกตัวเลขจำนวนเงินที่อัคนีจ่ายหนี้ไปทั้งหมดให้ พอเห็นตัวเลขแล้วอยากร้องไห้และคิดว่าหนี้ก้อนนี้เธอจะใช้เวลากี่ปีถึงจะจ่ายหมดและเป็นอิสระจากเขา เธออ่านเอกสารอย่างตั้งใจและใช้เวลานานจนผู้เป็นแม่พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“จะอ่านหนักหนาหะยัยเกรซ เซ็น ๆ เข้าไปเถอะไม่ได้ยินหรือไงว่าคุณอัคนีเขามีงานต้องไปทำต่อ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณญาณี ให้กานต์ธีราอ่านอย่างละเอียดดีกว่าจะได้สบายใจทั้งสองฝ่าย” อัคนีพูดและนึกขำหญิงสาวในใจ ดูท่าทางการระวังตัวแบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย
กานต์ธีราอ่านเอกสารตรงหน้าอยู่สักพักก็หยิบปากกามาเซ็นชื่อกำกับลงไป ส่วนแม่นั้นเซ็นไปก่อนแล้ว เมื่อเซ็นเสร็จเธอก็ส่งเอกสารคืนให้ชายหนุ่มไป อัคนีเงยหน้ามองยิ้ม ๆ แล้วหยิบปากกาในเสื้อสูทตัวนอกของตัวเองมาเซ็นชื่อลงไปแล้วส่งให้คนสนิทที่ยืนรออยู่
“เดี๋ยวคุณไปเอากระเป๋าลงเลยแล้ว เราไม่มีเวลาแล้ว” อัคนีพูดขึ้นมา
“รอสักครู่นะคะ” กานต์ธีราเดินขึ้นไปชั้นสองของบ้านเพื่อไปหยิบกระเป๋าที่เธอเก็บเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนออกจากห้องเธอก็หันไปมองอีกครั้งใจหาย เพราะไม่รู้อีกนานแค่ไหนเธอถึงจะได้กลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง
ไกรเดินมารับกระเป๋าลากใบกลางของกานต์ธีรามาถือไว้ก่อนจะเดินเอาไปเก็บไว้ที่รถที่จอดรออยู่ อัคนีหันมาลาหญิงวัยกลางคนแล้วเดินตามคนสนิทออกไปเพื่อเปิดโอกาสให้แม่ลูกได้ร่ำลากัน
“ไปอยู่ที่นู้นก็ทำตัวดี ๆ อย่าไปสร้างเรื่องเดือดร้อนให้คุณอัคนีเขาล่ะ” ญาณีพูดขึ้น
“แม่อยู่บ้านคนเดียวก็ระวังและดูแลตัวเองให้ดีนะคะ มีเรื่องหนึ่งที่หนูอยากขอร้องจากแม่ แม่จะให้สัญญากับหนูได้ไหม” กานต์ธีราถามแม่ออกมา
“สัญญาอะไร”
“อย่าสร้างหนี้หรือทำอะไรให้หนูและตัวเองต้องเดือดร้อนอีกเลยนะคะ เพราะหนูไม่รู้ว่าถ้าครั้งหน้าแม่ทำแบบเดิมอีกหนูจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ให้แม่อีก คุณอัคนีเขาคงไม่ใจดีแบบนี้ไปตลอดแน่”
ญาณีชะงักไปนิดและยอมพยักหน้าอย่างขอทางไปทีก่อนจะพูดออกมา
“อืม แม่สัญญาว่าจะไม่สร้างหนี้แบบนี้อีก คนเราเจ็บแล้วจำนะไม่ต้องมาย้ำมากหรอก และไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเราไม่ได้จากกันไปไหนกัน วันไหนคิดถึงก็มาหาแม่ที่บ้านได้นี่...ไปได้แล้วคุณอัคนีเขารอนานแล้ว”
กานต์ธีราถอนหายใจแล้วโผเข้าไปกอดแม่แล้วพูดเสียงสั่นเครือออกมา
“หวังว่าแม่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ หนูรักแม่นะคะ อยากให้แม่รู้ไว้ว่าชีวิตหนูก็ให้แม่ได้” พูดจบกานต์ธีราก็เดินออกจากบ้านไปขึ้นรถที่ผู้ชายหน้าดุนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ญาณีมองตามรถคันหรูที่พาลูกสาวเธอไปด้วย คำพูดของกานต์ธีราทำให้เธอชะงักไปเล็กน้อยในใจรู้สึกใจหายยังไงบอกไม่ถูก แต่เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเธอก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าไปเลย
“ได้ ๆ เดี๋ยวแกมารับฉันที่บ้านเลย คืนนี้อยากกินอะไรฉันเลี้ยงเอง” ญาณีพูดอย่างอารมณ์ดีแล้วรีบขึ้นไปแต่งตัว
ที่จริงแล้วเงินที่อัคนีไปใช้หนี้มีอยู่ที่หนึ่งที่เธอไม่ได้เป็นหนี้หรอก แต่ให้เพื่อนสมอ้างเป็นเจ้าหนี้แล้วจะเอาเงินก้อนนั้นมาใช้และเอาไว้ต่อทุนในบ่อนอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เล่นมาหลายวัน
ความโลภทำให้หลงลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับลูกสาว ตอนนี้ใจของญาณีจดจ่ออยู่กับการใช้เงินหาความสุขให้ตัวเอง ยิ่งรู้ว่ามีอัคนีเป็นแบล็คจริงได้ใจ โดยไม่ได้คิดถึงผลที่จะตอบมาเลย และคนที่ต้องรับกรรมที่ตัวเองก็คือลูกสาวนั่นเอง
กานต์ธีรามองบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางที่ดินหลายสิบไร่ด้วยสายตาที่เรียบเฉย แม้บ้านจะดูสวยงามเพียงใด แต่เธอไม่ได้เต็มใจหรืออยากมาอยู่ สัมผัสที่รับรู้ได้คือที่นี่เปรียบเสมือนคุกที่เอาไว้ขังลูกหนี้อย่างเธอไม่ให้หนีไปไหน ต่อแต่นี้ชีวิตของเธออยู่ในกำมือผู้ชายที่ชื่ออัคนีคนนี้ไปอีกนาน
“เป็นไงชีวิตนี้เคยเห็นบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ไหม” อัคนีถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ากานต์ธีราที่นั่งเงียบมาตลอดทางมองไปข้างนอกอย่างสนใจ
