บทที่ 3 3

“ครั้งนี้คืนจริง ๆ และจะไม่รบกวนเรื่องเงินอีก” ญาณีพูดเสียงเหวี่ยงเพราะไม่พอใจที่กานต์ธีราพูดเหมือนไม่เชื่อในคำพูดของเธอ

“ถ้าครั้งนี้หนูไม่มีให้แม่จะว่ายังไง”

ญาณีชะงักไปนิดเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว “ก็ไม่ว่ายังไงก็แค่รอทำศพแม่ก็แล้วกัน เพราะนักเลงคุมบ่อนมันคงไม่ยอมแน่” พูดจบก็เดินหนีขึ้นห้องไปทันที

กานต์ธีรานั่งหน้าเครียดอยู่ที่เดิม เพราะรู้ว่าสิ่งที่แม่พูดมันเป็นเรื่องจริงแน่เพราะเคยเห็นตามข่าวว่ามีการทวงหนี้โหดจริง ๆ คิดแล้วก็หนักใจว่าจะทำยังไงดีเงินเก็บที่มีอยู่ก็ใกล้จะหมด ถ้าแม่ยังเป็นแบบนี้เธอจะทำยังไงต่อไป

...

เช้าวันทำงานกานต์ธีรานั่งหน้าเครียดอยู่ที่โต๊ะอาหารระหว่างที่รอเพื่อนมานั่งกินข้าวด้วยกัน ตั้งแต่เมื่อคืนแม่ก็ไม่ออกมาจากห้องอีกเลย ตอนไปเรียกท่านก็ไม่พูดด้วย แค่นี้ก็รู้แล้วว่าท่านกำลังโกรธและกำลังประชดอยู่

“เป็นอะไรหรือเปล่าเกรซทำไมทำหน้าเครียดขนาดนั้นล่ะ” นาราเดินมานั่งที่เก้าอี้แล้วถามเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน

“ก็เรื่องเดิม ๆ เพิ่มเติมคือยอดเงินที่มากขึ้น” กานต์ธีราถอนหายใจแล้วพูดออกมา เธอไม่ต้องบอกนาราก็รู้ว่าคือเรื่องอะไร

“ครั้งนี้เท่าไรล่ะ”

“หนึ่งแสนบาท”

“หนึ่งแสนเลยเหรอ!! แล้วเธอจะทำยังไงล่ะ จะให้แม่ไหม” นาราร้องอย่างตกใจและอดถามอย่างเป็นไม่ได้ ในใจก็สงสารเพื่อนไม่น้อย เพราะกานต์ธีราเป็นคนประหยัดมากถ้าแม่ไม่เล่นการพนันป่านนี้เพื่อนเธอมีเงินเก็บหลายบาทแล้ว

“ฉันมีสิทธิ์ไม่ให้ด้วยเหรอ ถ้าไม่ให้พวกนักเลงก็มารุมทำร้ายแม่ ฉันก็บาปอีกที่ปล่อยให้แม่โดนทำร้าย” กานต์ธีราพูดอย่างปลง ๆ

“เงินพอหรือเปล่ายืมของฉันก่อนไหม” นารายื่นมือมาช่วยเหลืออย่างเต็มใจ

“ไม่เอาหรอกฉันไม่อยากเสียเพื่อนเพราะเรื่องเงิน” และก็เหมือนทุกครั้งที่นารายื่นมือมาช่วยเหลือกานต์ธีราจะปฏิเสธทันทีแบบไม่ต้องคิดเลย

นาราถอนหายใจเพราะคิดอยู่แล้วว่าต้องได้คำตอบแบบนี้

“ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะฉันเต็มใจช่วย”

“ขอบใจมากนะ”

สองสาวเพื่อนซี้นั่งกินอาหารมื้อเช้าก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานหน้าที่ของตัวเอง กานต์ธีราและนารามารู้จักกันที่ทำงานและสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วเพราะมีความคิดใกล้เคียงกัน

หลังเลิกงานกานต์ธีรากลับมาที่บ้านก็พบว่าแม่ไม่ได้อยู่บ้านแล้ว ใจหนึ่งนึกเป็นห่วงกลัวว่าท่านจะเป็นอะไรเลยโทรไปหา แต่ไม่ว่าจะโทรกี่ครั้งท่านก็ไม่รับสายเลย และตอนที่เธอกำลังจะคิดไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสัญญาณกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น พอชะเง้อไปมองก็เห็นผู้ชายที่อยู่ในชุดสูทสีดำมายืนอยู่หน้าบ้าน

“หรือจะเป็นพวกทวงหนี้ของแม่” กานต์ธีราพูดคนเดียวและก็ตัดสินใจเดินออกไปดู

“สวัสดีค่ะไม่ทราบว่ามาหาใครเหรอคะ” เธอถามผู้ชายร่างสูงออกไป

“ผมมาหาคุณญาณีไม่ทราบว่าอยู่ไหมครับ”

“ไม่อยู่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะพอดีฉันเป็นลูกสาวค่ะ”

แขกผู้มาเยือนนิ่งไปนิดก่อนจะพูดออกมา

“ถ้าอย่างนั้นฝากคุณช่วยบอกคุณญาณีให้ด้วยนะครับว่าคุณอัคนีมาหา”

“ได้ค่ะเดี๋ยวฉันจะบอกให้” กานต์ธีราตอบรับและอดแปลกใจไม่ได้ว่าแม่ไปรู้จักกับผู้ชายที่ชื่ออัคนีได้ยังไง แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันแน่

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” ชายหนุ่มร่างสูงพูดแล้วมองไปรอบ ๆ บ้านอย่างสังเกตก่อนจะตัดสินใจขึ้นรถที่จอดอยู่ไปทันที

“เฮ้อ แม่ไปก่อเรื่องอีกหรือเปล่านะ” กานต์ธีราบ่นพึมพำอยู่คนเดียวก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน

...

“คุณญาณีไม่อยู่บ้านครับ”

“อยู่สิแปลกนี่คงคิดจะหนีหน้าฉันสินะ แล้วคนเมื่อกี้เป็นใคร”

“เป็นลูกสาวเขาครับ”

“ลูกสาวงั้นเหรอ” ชายหนุ่มคนที่นั่งด้านหลังพูดคนเดียวเบา ๆ ใบหน้าสวยเชิด ผิวสีน้ำผึ้งผ่านเข้ามาในหัว

“นายจะให้ผมทำยังไงต่อไปครับ” ชายหน้าโหดข้างหน้าถามขึ้นอีกครั้ง

“คอยตามดูไปห่าง ๆ ก่อนเพราะยังเลยกำหนดไม่มาก อีกอย่างเราก็มีของค้ำประกันอยู่”

“ได้ครับ”

“เดี๋ยวนายช่วยสืบเรื่องของคุณญาณีและลูกสาวมาให้ฉันอย่างละเอียดที ฉันอยากรู้ว่านอกจากฉันแล้วเขายังเป็นหนี้ใครอีกบ้าง" เขาไม่คิดว่าญาณีจะเป็นหนี้เขาแค่คนเดียว เพราะคนเป็นหนี้เวลาหาเงินมาใช้คืนไม่ทันก็จะไปยืมที่อื่นมาแทน มันทำให้กลายเป็นบ่วงรัดคอตัวเอง

ญาณีเดินเข้ามาในบ้านในช่วงกลางดึกเธอเดินช้า ๆ เพราะไม่อยากให้กานต์ธีรารู้ตัวและตื่นมาซักถามตอนดึก แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อไฟในห้องรับแขกสว่างโร่ขึ้นมา

“แม่ไปไหนมาคะทำไมกลับมาดึกขนาดนี้” กานต์ธีราถามขึ้น เธอลงมานอนรอแม่ข้างล่างเพราะมีเรื่องจะคุยหลายอย่าง

“ไปหาเพื่อนมา แล้วทำไมเรายังไม่นอนอีกพรุ่งนี้ไม่ไปทำงานหรือไง” ญาณีตอบแล้วแกล้งเดินเลี่ยงไปในครัวเพื่อไปเอาน้ำมาดื่มแก้กระหาย

“หนูโทรไปหาแม่ตั้งหลายสายทำไมไม่รับโทรศัพท์ล่ะ รู้ไหมว่าหนูเป็นห่วงแค่ไหน” กานต์ธีราเดินตามแม่เข้ามาในครัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป