บทที่ 12 Chapter 12
ยอมรับนะว่าเธอหวานดีและดูเหมือนสาวน้อยไม่ประสาเอาเสียเลย แต่บทบาทพวกนี้สามารถเสกสันปั้นแต่งกันได้ทั้งนั้น ก็ถ้าไม่ได้รักสนุกแล้วจะยอมให้เขาทำอย่างนี้กลางที่โล่งโจ้งได้ยังไงกัน รอยยิ้มหยามหยันผุดขึ้นบนมุมปากหนา ขบเคลื่อนจุมพิตไปทั่ววงหน้านวลเนียน จับสองแขนเรียวยาวไปวางไว้เหนือศีรษะอีกฝ่ายก่อนปล่อย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างหมดสิ้นพิษสงกลายเป็นขี้ผึ้งให้เขาจับปั้นได้ตามใจชอบ
จุมพิตร้อนผ่าวกดฝังลงบนลำคอระหง บรรจงสร้างรอยให้หญิงสาวระลึกถึง ด้วยการใช้ฟันขบลากกัดจนผิวเนื้อนวลเนียนแดงระเรื่อขึ้นมา จิตสำนึกภายในของชายหนุ่มกำลังกระหน่ำตีกันจนแทบจะคลั่ง ฝั่งหนึ่งบอกให้เขากระชากทุกสิ่งบนเรือนกายยายผู้หญิงจอมยั่วทิ้งไปให้หมด ไม่ต้องสนใจว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ทว่าฝั่งหนึ่งกลับบอกให้เขากระทำแต่พองาม เวลาและโอกาสยังมีอีกมาก...ที่สุดท้ายจิตฝ่ายดีก็เป็นฝ่ายชนะ เขาจึงทำเพียงแค่สอดท่อนแขนเข้าใต้แผ่นหลังเนียนบาง
สันมือนวดคลึงก้อนเนื้อนุ่มนิ่ม นิ้วยาวหยอกล้อกับปลายยอดแข็งตัวเป็นตุ่มไตผ่านปราการเนื้อนุ่มซึ่งโอบอุ้มทรวงสาวสะพรั่งไว้
“อยากให้ฉันจูบเธอตรงนี้ไหมคุณผู้หญิง”
“มะ...ไม่รู้” จะให้เธอตอบไงละ แค่ถูกเขาจูบเธอก็แทบจะรับมือไม่ไหวแล้ว นี่ยัง... ศีรษะทุยสะบัดส่ายไปมา หายใจหอบแรงเร็วจนสองทรวงสล้างไหวกระเพื่อม มือกอบกุมทรายเย็น ๆ รอยแยกกลางใจสาวเต้นเร่า เกร็งร่างตอบรับสัมผัสร้อนราวกับถ่านไฟแผดเผาผิวเนื้อให้มอดไหม้
“ถ้าอย่างนั้นฉันตัดสินใจเองละกันว่า...อยาก” สอดมือเข้าไปดันลำตัวกลมกลึงให้ลอยขึ้น พร้อมเคลื่อนวงหน้าคร้ามแกร่งเคลื่อนไปบนผิวเนื้อนวลเนียนนุ่ม ซบซุกระหว่างร่องอกอวบ อา...กลิ่นกายเธอหอมมาก จมูกโด่งเคลื่อนไปทางซ้าย
“ผิง...แกอยู่ไหนนะ”
เสียงตะโกนของเพื่อนหนุ่มทว่าหัวใจเป็นสาวปลุกสติของคนกำลังหลงเพลิดไปในเส้นทางสายปรารถนาให้ฟื้นขึ้นมาในฉับพลัน สองมือซึ่งโอบกอดเปลี่ยนเป็นผลักไสเป็นพัลวัน
“ปล่อยฉันนะไอ้วายร้าย ปล่อย!!” หญิงสาวแผดเสียงดังลั่น สองหมัดเล็ก ๆ ระดมทุบไปบนกายแกร่งอย่างไม่สนใจว่าจะถูกที่ตรงไหน รู้เพียงแค่ว่าเธอต้องทำทุกทางให้หลุดจากไอ้จอมวายร้ายนี่ให้ได้จงได้
“ชาช่าช่วยด้วย!” มัญชิษฐาไม่ลืมร้องตะโกนร้องเรียกให้เพื่อนช่วย
ชายหนุ่มยกมือตะครุบปิดปากอีกฝ่ายแทบไม่ทัน “ว้า...เสียดายจัง เรายังไม่ไปเที่ยววิมานฉิมพลีกันเลย ก็มีดันคนมาขัดจังหวะเสียได้ แต่ไม่เป็นไรนะคุณผู้หญิงเดี๋ยวฉันค่อยมาสนองความต้องการให้ใหม่...เธอยังพักอยู่ที่นี่อีกตั้งหลายวันไม่ใช่หรือ”
มัญชิษฐาหยุดทุบบนกายแกร่ง “กะ...แก ไอ้ตัวสะกั้ง ไอ้คนเลว!”
เพี๊ยะ!! เพลิงโทสะสั่งให้เธอตวัดฟาดฝ่ามือไปบนใบหน้าอีกฝ่ายเต็มๆ จนในหูได้ยินเสียงของเนื้อปะทะเนื้อดังสนั่น
อู้...สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งหูเลยเชียว อยากเอาคืนในตอนนั้นเลย แต่เสียงร้องเรียกดูเหมือนจะใกล้เข้ามาแล้ว ชายหนุ่มกดจมูกโด่งบนแก้มนวลเนียนนุ่มทั้งซ้ายและขวาก่อนจะดันร่างขึ้นแล้ววิ่งไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่วายหันกลับมามองอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญ
‘แล้วเจอกันนะ...มัญชิษฐา’
“ยายผิง แกอยู่ไหน”
“ทางนี้ชาช่า ทางนี้” มัญชิษฐาตะโกนตอบกลับพร้อมคว้าทรายเต็มกำมือขว้างตามติดคนร่างใหญ่ไป สายลมเย็น ๆ โบกโบยพัดมาทำให้เธอรู้ว่าตอนนี้เสื้อผ้าหลุดลุ่ยจนต้องรีบจัดให้เข้าที่เข้าทาง น้ำตาไม่รู้ว่ามาจากไหนไหลพร่างพรูอาบสองแก้ม มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาและรอยซึ่งอีกฝ่ายทิ้งไว้ให้ แต่เช็ดเท่าไหร่เธอก็ยังรับรู้ถึงเปลวไฟที่ลามเลียอยู่บนเรือนกาย
“ไอ้...ไอ้ตัวร้าย ไอ้คนเฮงซวย อย่าให้ฉันเจออีกนะ” มัญชิษฐาลุกขึ้นและวิ่งลงไปในทะเล ราวกับจะให้สายน้ำช่วยล้างคราบน้ำตาบนวงหน้าและทุกส่วนของร่างกายที่ถูกไอ้ตัวร้ายแตะต้องให้หมดไป
“ว้าย!! ตายแล้ว ยายผิง แกทำบ้าอะไรนะ จะมาเล่นน้ำทะเลตอนนี้ทำไม” ชานนท์แผดเสียงดังลั่น รีบทิ้งของในมือทุกอย่างลงบนหาดหาดทรายแล้วกระโจนลงไปลากร่างเพื่อนสาว ซึ่งดำผุด...แต่ไม่ได้ว่ายน้ำอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับทำเหมือนกับว่าบนเรือนกายสกปรกมากมายจนต้องรีบล้างออก
“อย่ามายุ่งนะชาช่า ฉันลบมันออกให้หมด” แต่ถูจนแสบไปทั้งใบหน้า ลำคอ แขนและลำตัวก็ยังไม่มีทีท่าว่าร่องรอยริมฝีปากร้อนผ่าวของไอ้วายร้ายจะเลือนหายไปเลย แต่ยิ่งจะฝังลึกลงไปในความรู้สึกของเธอจนยากจะถอนออกไปได้
“หยุดนะผิง หยุด!!” ชานนท์จับสองมือเรียวไว้ไม่ยอมให้ทำร้ายร่างกายตัวเอง แขนล่ำสอดเข้าไปกดกอดร่างเพรียวบางซึ่งสะอื้นฮักอย่างน่าสงสัย เพียงแค่แวบเดียวที่เธอหายไป เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนรัก
“ผิง แกตั้งสติหน่อยซิ เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรแก บอกมา เดี๋ยวฉันไปจัดการเอาเลือดปากมันออกให้เอง” คนเป็นเพื่อนลูบฝ่ามือบนแผ่นหลังมัญชิษฐาอย่างแผ่วเบา
“ชาช่า” ปกติแล้วเธอไม่มีความลับกับเพื่อนคนนี้ ทว่าในคราวนี้เธอพูดไม่ออก ได้แต่สอดแขนโอบรัดรอบร่างหนา เสียงร้องสะอึกสะอื้นหลุดรอดจากกลีบปากอิ่มนุ่มซึ่งขบกัดจนฮ้อเลือด น้ำตายังคงไหลอาบสองแก้มไม่ขาดสาย ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ทำไมถึงได้ด่าว่าและข่มเหงย่ำยีให้เธอรู้สึกเหมือนกับคนไร้ค่าไร้ศักดิ์ศรีอย่างนี้ ทำอย่างกับว่าเธอไปทำอะไรให้เขาโกรธจนมิอาจปล่อยให้อยู่อย่างสงบได้
“โอ๋...นิ่งนะผิง นิ่งนะเพื่อน ไม่มีอะไรหรอกคนดี” อยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ใครทำให้มัญชิษฐาสติแตกถึงเพียงนี้ ทว่าสัมผัสสภาพของเพื่อนสาวแล้ว ไม่ดีกว่า ขืนเอ่ยถามไปตอนนี้ รังแต่จะทำให้อีกฝ่ายทำอะไรให้ตัวเองต้องเจ็บตัวอีก “กลับห้องดีกว่านะ...เดี๋ยวคืนนี้ฉันอยู่เป็นเพื่อนแกเอง”
“อือ...” หญิงสาวรับเสียงเบา แนบร่างเพรียวบางกับร่างหนาแกร่ง เดินตามแรงลากจูงของเพื่อนชายหัวใจหญิงไปอย่างสะโหลสะเหล
