บทที่ 5 Chapter 5
“ตามใจพ่อซิคะ หนูมันก็แค่คนอาศัย ไม่มีปากมีเสียงอะไรอยู่แล้วนี่น่า” มัญชิษฐาพูดจาประชดประชัน ไหล่กว้างเลิกขึ้นอย่างไม่คิดจะสนใจ ใครจะอยู่ใครจะไปก็ช่างหัวซิ ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเธอสักหน่อยนี่น่า อย่ามาเจ๋อมายุ่งกับเธอแล้วกัน แม่ไล่ตะเพิดไม่ทันก็แล้วกัน!
“ไม่ใช่คนในบ้าน แล้วเป็นใครกันนะที่ทำให้ลูกสาวพ่อไม่สบายใจ ถ้าพ่อจัดการได้ พ่อจะรีบจัดการให้ทันทีเลย”
มัญชิษฐาเบะปาก “พ่อว่างหรือคะ” หญิงสาวถามน้ำเสียงประชดประชัน แรกเมื่อยังมีแม่อยู่ พ่อก็ดูดำดูดีเธอบ้าง แต่นับตั้งแต่ผู้เป็นแม่เซ็นใบหย่าและเก็บกระเป๋าออกจากบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะทนความเจ้าชู้ของพ่อไม่ได้ และอีกส่วนเพราะได้เจอกับผู้ชายคนใหม่ ไปมีครอบครัวกับผู้ชายที่แสนจะอบอุ่นและเอาอกเอาใจกับผู้ชายคนใหม่ยังต่างประเทศ พ่อก็ไม่เคยหันมาดูดำดูดีเธอเลย สิ่งที่หยิบยื่นให้เห็นจะมีเพียงแค่เงินเท่านั้น
“ทำไมถามแบบนี้ละ หนูก็รู้ พ่อทำงานหนักเพื่อใคร เพื่อทำให้หนูสบายนะ” เกือบจะหลุดชื่ออีกคนออกไปจากปาก แม้ว่าจะเลิกรากันไปแล้วเป็นสิบปี ทว่าเขากลับยังคงมีความรู้สึกรักและห่วงใยคนที่เป็นแม่ของลูกอยู่เสมอ
“แปลกนะคะ เพราะหนูคิดว่าพ่อทำทุกอย่างเพื่อตัวพ่อเอง เพื่อชื่อเสียงและมีหน้ามีตาในสังคม” เคยเชื่อ...เชื่อในคำพูดของบิดา ทว่าตอนนี้โตพอที่จะรู้แล้วว่า พ่อเห็นเธอเป็นเพียงแค่ไม้ประดับบ้าน ที่สามารถใช้หน้าตาอันสะสวยโดดเด่นช่วยทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ดีเท่านั้นเอง สายใยระหว่างพ่อกับลูกดูจะมีเพียงแค่น้อยนิด แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน แต่กลับเหมือนคนแปลกหน้าที่ต้องมาเจอกันตามงานเลี้ยงหรูๆ คุยกันประเดี๋ยวประด๋าวก็แยกย้ายไปคนละทิศคนละทาง
บัลลังก์ยกมือขึ้นโบก เมื่อลูกสาวทำปฏิกิริยางอดแงดใส่ ไหนจะน้ำเสียงแข็งกระด้างอย่างระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวนเอาไว้รอเวลาระเบิด “ตกลงว่าใครที่ทำให้ลูกสาวพ่อไม่สบายใจ”
“พ่อไม่ต้องสนใจหรอกค่ะ เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวหนูก็จัดการได้แล้วล่ะ” เรื่องยุ่งยากมาก็หนีไปเที่ยวสักอาทิตย์สองอาทิตย์ อาจจะเลยไปเยี่ยมแม่ด้วยก็ได้ เป็นปีแล้วที่เธอได้แต่คุยกับท่านทางโทรศัพท์ แต่...เมื่อคิดว่าจะแวะไปหาแม่ เธอก็อดสะท้อนใจไม่ได้ ครอบครัวใหม่ของแม่อบอุ่นเหลือเกิน น้อง ๆ ของเธอก็น่ารักอยู่นะ แต่คนเป็นพ่อเลี้ยงกลับชอบมองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ เห็นแล้วไม่ถึงกับขยะแขยง แต่ก็ไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ ไม่รู้ซิ อาจจะไม่อะไรก็ได้
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ แต่มีอะไรก็บอกนะ พ่อจะได้จัดการให้” บัลลังก์ก้มมองนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือแล้วก็รีบลุกขึ้น “เกือบได้เวลานัดแล้ว พ่อไปก่อนนะ หนูก็เหมือนกัน อย่าเที่ยวให้มันดึกมากนัก เป็นผู้หญิงไปไหนดึกดื่นคนเดียวบ่อย ๆ มันอันตราย ระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะ”
‘ถ้าอย่างนั้น หนูไม่กลับดึกแต่จะกลับเช้าเลยละกันคะ พ่อจะได้ไม่กังวลว่าหนูจะเป็นอันตราย’ มัญชิษฐาตอบกลับในใจ ก่อนลุกจากที่นั่งขึ้นไปบนห้อง หวังว่าน้ำเย็นจะช่วยคลายเพลิงโทสะในกายลงบ้าง ด้วยว่าตะวันยังไม่ตกดินพอจะให้ออกไปท่องราตรี
“ว้าว!!”
เรียวปากนุ่มอิ่มเต็มมีสีสันมากขึ้นห่ออู้ ดวงตากลมโตใสแจ๋วเบิกกว้างกับภาพเบื้องหน้า กระท่อมไม้ขนาดหลังกะทัดรัด มีต้นเข็มซ้อนปลูกเรียงรายทำเป็นรั้วเล็ก ๆ กั้นจนถึงบันไดบ้าน ที่พอเหยียบย่างขึ้นไปด้านบนก็จะผ่านประตูบ้านซึ่งทำด้วยไม้มีหลังคากั้น ก่อนจะเป็นระเบียงกว้าง ขอบระเบียงทำเป็นชานไว้ให้นั่งพักอิงหลังด้วยขอบไม้ จากขอบหลังคานอกจากจะมีไม่ไผ่ผ่าซีดไว้รองรับน้ำแล้วยังจะมีกระถางดอกไม้เล็ก ๆ เรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บางกระถางตอนนี้มีดอกไม้อวดกลีบบานชูช่ออย่างสวยงาม
ไม่น่าเชื่อเลย! เปรมมิกาตกตะลึงงันอย่างคาดไม่ถึงจริง ๆ อีตาหน้าเป็นจะมีอารมณ์ศิลปินกับเขาด้วย สร้างบ้านอย่างสวยงามน่าอยู่เชียว คงหวังไว้เป็นเรือนหอละซิ แต่กินแห้วไปแล้วกระบุงโต แหม...เธออยากจะหัวเราะใส่หน้าเสียจริง
“พี่ใหญ่จะให้เปรมพักที่นี่หรือคะ” หญิงสาวหันมาเอ่ยถามพี่ชาย สาวเท้าจะเดินขึ้นไปสำรวจบ้านอย่างเชื่องช้า เพราะต้องใช้ไม้ค้ำพยุงกายไม่ให้ล้ม อันเนื่องมาจากขายังมีเฝือกยาวจากปลายเท้าถึงหัวเข่าด้วยความพอใจ ทว่าเจ้าของบ้านนะซิ เปิดประตูออกมา หน้าตาบูดเบี้ยวราวกับลิงอึไม่ออก สองหนุ่มสาวมองสบกันอยู่ชั่วครู่ ก่อนคนตัวเล็กกว่าจะสะบัดหน้าเริดเชิดหนีอย่างหงุดหงิด ซึ่งเธอเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงได้รู้สึกอย่างนั้น ร่างแบบบางกลับหลังหันเดินไปหาพี่ชายอย่างทุลักทุเล
“หวัดดีครับคุณใหญ่” เต็มสิบเอ่ยทักรุ่นพี่ที่เขาเคารพรักประดุจพี่ชายแท้ ๆ ผู้ที่ให้โอกาสและบุญคุณอย่างล้นหลาม ถ้าไม่มีการันต์ในวันนั้นก็ไม่มีเขาและสวนป่าปาล์มแห่งนี้ในวันนี้เหมือนกัน แม้ว่าทรัพย์สินทั้งหมดจะต้องถูกหารออกเป็นสอง ทว่าเขาก็ยังภาคภูมิใจว่ายังมีของเขาอยู่ครึ่งหนึ่งและเมื่อมีเงินพอเขาสัญญาว่าจะซื้อมันกลับคืนมา
“ขับรถมาไกล เหนื่อยมากไหมครับคุณใหญ่” เต็มสิบตวัดสายตาไปยังอีกคนที่ทำให้การัตน์เหนื่อยที่ต้องขับรถมาไกล อีกทั้งเส้นทางก็ไม่ได้สะดวกอย่างที่ควรเป็น
“ความจริงให้ผมไปรับก็ได้” ไปรับแล้วเอาคนบางคนมาทิ้งไว้ข้างทางคงจะดีไม่น้อย
‘ไม่ต้องมามองฉันด้วยสายตาอย่างนั้นเลยนะไอ้ไม่เต็มสิบ คิดว่าฉันอยากมานักหรือไง’ จมูกโด่งยู่ย่น ถลึงตาขุ่นเขียวใส่เต็มสิบที่มองทุกอย่างคือความผิดของเธอ
“พี่ถือโอกาสนี้มาพักผ่อนด้วยนะเต็ม” ถือโอกาสนี้ทบทวนแผนการที่วางไว้ให้รอบคอบอีกครั้ง ป้องกันความผิดพลาดทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น
เต็มสิบรับรู้ถึงความตึงเครียดที่แผ่กระจายมา เขาพยักหน้ารับเล็กน้อยอย่างเข้าใจความนัยที่ส่งมา การันต์เล่าให้เขาฟังถึงสาเหตุที่พาเปรมมิกามาพักที่นี่แล้ว มันทำให้เขาไม่พอใจไปถึงคนสร้างเรื่องอย่างไอ้ผู้ชายคนนั้น แต่ก็ไม่เท่าเปรมมิกา ที่นึกยังไง อกหักแค่นี้ไม่เห็นจะต้องทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่เลย ร้อนไปถึงพ่อแม่แล้วยังจะการันต์กับเพื่อน ๆ อีกที่ต้องทำอะไรเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางอีก
