บทที่ 13 มันคุ้มหรือเปล่า

ผ้าม่านสีน้ำเงินเข้มเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวเรือนร่างบอบบางในชุดเจ้าสาวเกาะอกกระโปรงบานฟูฟ่องผ้าลูกไม้นำเข้าเนื้อดีสีขาวงาช้าง ตัวเกาะอกเว้าลงลึกจนเห็นความอวบอิ่มของวัยสาวที่เบียดกันจนชิด ทั้งชุดประดับด้วยเพชรน้ำงามเล่นแสงไฟวิบวับขับให้ว่าที่เจ้าสาวยิ่งสวยงามล้ำค่าสมกับราคาของชุดและสินสอดนับร้อยล้านบาท

ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสูทสากลแบรนด์ดังจับจ้องไปยังหญิงสาวที่อยู่บนพื้นยกสูง เขาก้าวขาเข้าหาเธออย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวราวกับตกอยู่ในภวังค์ รู้สึกตัวอีกทีก็ยืนจ้องสบตากันในระยะประชิดเสียแล้ว

“เจ้าบ่าวตะลึงเลยเหรอคะ เป็นยังไงบ้างคะ เจ้าสาวของพี่”

เจ้าของร้านผู้อยู่ในสังคมชั้นสูงซึ่งรู้จักกันดีกับทั้งว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเอ่ยแซว ครั้งแรกที่รู้ว่าทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกันอย่างเร่งด่วนก็อดที่จะตกใจไม่ได้ ว่าไปแอบคบกันตอนไหน เห็นทีก็คงจะเป็นการจับคู่ของลูกหลานในแวดวงนักธุรกิจที่มักจะเอาเงินต่อเงินเหมือนรายอื่นๆ

“สวยมากครับ”

เสียงทุ้มแผ่วเบากับดวงตาคมมีเสน่ห์ที่มองเธอราวกับจะกลืนลงท้อง ทำเอาคนตัวบางแก้มขึ้นสีแดงเรื่อทันตาด้วยความประหม่าอาย

“เอาชุดนี้เลยไหมคะ เพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อวันก่อนเอง ยังไม่เคยมีใครได้ลองเลยนะ”

“ครับ เอาชุดนี้เลย”

หลังจากที่ทั้งคู่ลองชุดไทยสำหรับพิธีรดน้ำสังข์เรียบร้อยแล้ว ก็พากันไปเลือกแบบการ์ดและของชำร่วย รวมถึงคุยกับทีมออแกไนซ์สำหรับธีมงานที่อลังการงานสร้าง ด้วยเจ้าบ่าวต้องการเนรมิตห้องจัดเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดของโรงแรมตนเองให้เป็นสวนดอกไม้สีขาวและแซมด้วยกุหลาบสีชมพูอ่อนนำเข้าแบบที่เจ้าสาวของเขาชอบ

“คุณ ต้องเล่นใหญ่เบอร์นี้เลยเหรอ ค่าจัดงาน ค่าชุด ค่าสินสอดขนาดนี้ มันคุ้มกับที่ดินผืนนั้นหรือเปล่า คำนวณหรือยัง”

“คุ้มสิ ผมไม่ได้จะได้แค่ที่ดินสักหน่อย”

ว่าที่เจ้าสาวเลิกคิ้วที่ตกแต่งมาอย่างสวยงาม มองเขาด้วยสายตามีคำถาม ไม่เข้าใจว่านอกจากที่ดินผืนนั้นที่เขาอยากได้ มีอะไรที่พ่อของเธอจะยกให้เขาอีก เขาถึงพูดแบบนี้

“ผมได้คุณกับลูกด้วย”

เขากระซิบเสียงแผ่วชิดใบหูขาวสะอาดด้วยใบหน้านิ่งๆ ทั้งยังเป่าลมร้อนๆ แกล้งให้เธอเขินอายเล่นๆ

“ถ้าอย่างนั้นเตรียมขาดทุนได้เลย เพราะคุณไม่มีวันได้ฉัน และไม่มีวันมีลูกกับฉันแน่นอน ถ้าอยากมีมากก็เชิญมีกับผู้หญิงของคุณโน่น อย่างน้อยเลขาของคุณคงเต็มใจรับหน้าที่นี้”

“ก็มาคอยดูกัน”

เธอสะบัดหน้าหนี ไม่อยากเห็นดวงตาคมกริบแสนมีเสน่ห์ที่ชวนใจสั่นคู่นั้น แล้วโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ เมื่อคนที่เธอนัดไว้มาถึงที่ร้านแล้ว

“ค่ะ เชน”

“น้ำ ผมอยู่ที่หน้าร้านแล้ว น้ำมาทำอะไรที่นี่ครับ”

ราเชนทร์ เพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกันตอนเรียนปริญญาตรี ก่อนจะแยกย้ายกันเมื่อเขาไปเรียนต่อและทำงานหาประสบการณ์ที่ต่างประเทศ และเพิ่งเดินทางกลับมาเพื่อรับตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทเครื่องดื่มชื่อดังของเมืองไทย

“เอ่อ มาลองชุดค่ะ เชนรออยู่ตรงนั้นแหละ น้ำเสร็จแล้ว กำลังออกไป”

“โอเคครับ”

“คุณ ฉันไปแล้วนะคะ”

ปัณจธรมองว่าที่เจ้าสาวของตัวเองเดินออกจากร้านไปสวมกอดกับผู้ชายรูปหล่อที่ใส่แบรนด์เนมทั้งตัว ท่าทางหมอนี่คงไม่ธรรมดา ทั้งหล่อ ทั้งรวย แถมยังสนิทสนมถึงขั้นสวมกอดกันได้ในที่สาธารณะ ทำเอาเจ้าของตัวจริงอย่างเขาควันออกหู

“น้ำครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปหาที่ทำงานนะ เรายังไม่ได้ไปเลือกแหวนแต่งงานกันเลย”

เสียงทุ้มดังขึ้นขัดจังหวะหนุ่มสาวที่ยังคงกอดกันแน่นด้วยความคิดถึง ชายหนุ่มคนนั้นจึงหันมามองหน้าเขาและเธอสลับกันด้วยความตกใจ

“นี่ใคร น้ำ”

คนตัวบางตวัดสายตาใส่ว่าที่เจ้าบ่าวด้วยความหงุดหงิด เรื่องนี้เธอยังไม่ทันได้บอกเพื่อนรักของเธอเลยสักคน เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่หมอนี่ดันมาทะลุกลางปล้องจนทำให้เพื่อนของเธอแทบช็อก

“นี่มันอะไรกันยัยน้ำ แกจะแต่งงานกับเขาเหรอ เป็นไปได้ยังไง ฉันงงไปหมดแล้ว”

ดาราสาวผู้เป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของเธอเดินเข้ามาหา มุมที่มองออกมาจากด้านในของร้าน เธอคนนี้ถูกกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่บังเสียมิดทำให้เขาไม่รู้ว่ามีเพื่อนผู้หญิงอีกคนมาด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่ออกมาแสดงตัวแบบนี้หรอก

“เอ่อ คือ ฉัน..”

“สวัสดีครับ ผมปัณจธร เรียกปั้นก็ได้ ผมเป็นว่าที่สามีของน้ำ เรากำลังจะแต่งงานกันวันที่ 30 นี้”

“ฮะ อะไรนะ ยัยน้ำ”

ฐิสา ดาราสาวพุ่งตรงไปเขย่าแขนเพื่อนรัก ในขณะที่เพื่อนผู้ชายอีกคนเบิกตาค้างด้วยความช็อกไปแล้ว

“ใจเย็น ฐิสา เดี๋ยวเล่าให้ฟัง ขึ้นรถกันก่อนเถอะ ฉันหิวแล้ว”

พูดจบก็ตรงดิ่งขึ้นรถ ไม่หันกลับมาร่ำลาว่าที่สามีที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋า มองเธอนิ่งๆ ยกยิ้มมุมปากอย่างสะใจเลยแม้แต่น้อย

“เอ่อ ฐิสานะคะ เป็นเพื่อนยัยน้ำ ขอตัวก่อนนะคะ”

ดาราสาวทักทายว่าที่สามีของเพื่อนอย่างไม่ให้เสียมารยาท แล้วรีบดึงมือเพื่อนรักอีกคนที่ยืนจ้องหน้าผู้ชายรูปหล่อผู้เป็นศัตรูหัวใจตาเขม็ง

“ไป เชน ขึ้นรถก่อน”

ปัณจธรมองตามท้ายรถยนต์ราคาแพงที่ขับห่างออกไปทุกที เขาแค่นหัวเราะหยัน ยัยคุณหนูน้ำรินผู้เอาแต่ใจคิดจะมีกิ๊กเหรอ เดี๋ยวได้เห็นดีกันกับเขาแน่ แม้จะไม่ได้มีความรักให้เธอ แต่บอกแล้ว ว่าเขามันคนขี้หวง เรื่องอะไรจะยกเมียตัวเองให้ผู้ชายคนอื่นเอาไปนอนกอดฟรีๆ

“แกเล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้ เมื่อสองสามวันก่อน แกยังทิ้งดอกไม้ที่เขาส่งมาให้อยู่เลย แล้วทำไมวันนี้ถึงมาลองชุดแต่งงานกันแล้วล่ะ หรือแกโดนเขาปล้ำฮะยัยน้ำ”

หลังจากมาถึงร้านอาหาร ฐิสากระดกน้ำเปล่าจนเกือบหมดแก้วเพื่อดับความร้อนรุ่มในหัวใจ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก จึงโพล่งถามออกไปโดยไม่ต้องมาอารัมภบทอะไรกันอีกแล้ว

“ใจเย็นฐิสา ฉันอธิบายได้ เรื่องมันไม่ได้เป็นแบบนั้น เรื่องที่เราสงสัยว่าเขาอยากได้ที่ดินของฉันมันเป็นเรื่องจริง หมอนั่นส่งคนมาขอซื้อแต่พ่อไม่ขายให้ ฉันก็คิดว่าจะจบ แต่..พ่อฉันตรวจเจอมะเร็งระยะสุดท้าย..”

“ฮะ อะไรนะ พ่อแกเป็นมะเร็งเหรอ ยัยน้ำ แกโอเคหรือเปล่า อย่าเพิ่งคิดมากนะ เดี๋ยวนี้หมอเก่ง”

ด้วยรู้ว่าโลกทั้งใบของธารารินคือพ่อ และการที่พ่อของเพื่อนรักตรวจเจอมะเร็งตัวร้าย แถมยังอยู่ในระยะที่การรักษาแทบไม่เป็นผล เพื่อนรักของเธอคงเหมือนกับโลกถล่มลงมาตรงหน้า

“ที่จริงก็ไม่โอเคหรอก ฉันเองก็เพิ่งรู้เมื่อสองสามวันก่อน หมอบอกว่าร่างกายของพ่อรับการรักษาไม่ไหว และคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน..พ่อก็เลยอยากให้ฉันแต่งงานกับเขา”

“เฮ้ย พ่อแกรู้หรือเปล่าว่าเขาเจ้าชู้แค่ไหน”

“รู้ แต่พ่อบอกว่าเขาไม่ได้เลวร้ายแบบนั้น อีกอย่างพ่อทำพินัยกรรมจะยกที่ดินผืนนั้นให้เขา โดยที่ให้เขาแต่งงานและมีลูกกับฉันนี่แหละ ถ้ามีลูกเมื่อไหร่ ที่ดินผืนนั้นจะเป็นของเขาทันที แต่ถ้าหย่ากันก่อน ก็ชวด”

“ฉันไม่แปลกใจเลยที่เขายอมแต่งกับแก ก็เขาจะได้ทั้งที่ดิน ได้ทั้งแก แกสวยขนาดนี้ เขาไม่มีทางไม่ชอบแกแน่ๆ แต่แกที่ยอมแต่งงานกับเขาง่ายๆ นี่สิ ฉันไม่เข้าใจ”

“พ่ออยากให้ฉันแต่ง พ่อจะสบายใจและจากไปอย่างหมดห่วง แกก็รู้ว่าฉันทำได้ทุกอย่างเพื่อพ่อ”

ปลายเสียงสั่นสะท้านบ่งบอกความขื่นขมในหัวใจ มือใหญ่ของชายหนุ่มเพียงคนเดียวยื่นมากุมมือเธอไว้แล้วบีบเบาๆ แค่รู้ว่าเธอต้องแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น เขาก็เจ็บปวดในหัวใจมากพออยู่แล้ว ยิ่งรู้ว่าเธอต้องแต่งเพราะความจำเป็น ไม่ได้มีความรักเป็นพื้นฐาน เขายิ่งไม่สามารถปล่อยให้เธอไปลงนรกบนดินนี้ได้จริงๆ

“ถ้าพ่อของน้ำ เป็นห่วงน้ำว่าจะไม่มีคนที่ไว้ใจได้ดูแล งั้นน้ำก็ไปยกเลิกงานแต่งงานนี้ซะเถอะ แล้วมาแต่งงานกับผม ผมจะดูแลน้ำแทนพ่อเอง”

“เชน..”

ตลอดเวลาที่คบหากันมา เขาแสดงออกมาตลอดว่ารู้สึกอย่างไรกับเธอ แต่เธอไม่สามารถรับไมตรีนั้นได้เพราะไม่ได้มีความรู้สึกเดียวกันตอบกลับไปให้ ทั้งที่เขาเป็นผู้ชายที่เข้าใจเธอที่สุดแล้ว

“น้ำรู้ใช่ไหม ว่าผมรู้สึกยังไงกับน้ำ แต่งงานกับผมที่รักน้ำ น่าจะดีกว่าต้องแต่งงานกับผู้ชายแบบนั้น”

“น้ำทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าน้ำฉวยโอกาสนี้ จะกลายเป็นน้ำที่ทำร้ายเชน เชนกับฐิสาไม่ต้องห่วงน้ำนะ น้ำไม่มีวันยอมตกเป็นเมียหมอนั่นจริงๆ หรอก ตอนนี้อะไรที่พ่อสบายใจ น้ำทำได้ทุกอย่าง แต่ถ้าวันหนึ่งไม่มีพ่ออีกแล้ว น้ำก็มีทางออกให้กับตัวเอง น้ำวางแผนไว้หมดแล้ว น้ำต้องทนอยู่กับเขาไม่นานหรอก”

“แผนอะไร แกบอกพวกฉันหน่อยสิ พวกฉันจะได้สบายใจ ว่าแกจะรอดจากผู้ชายคนนั้นในอีกไม่นานนี้”

“ฉันจะไม่ยอมนอนกับเขา ไม่มีอะไรกัน ไม่มีลูก ถ้าพ่อฉันจากไปแล้ว ฉันจะขอหย่า เงื่อนไขในพินัยกรรม ถ้าหย่าก่อนที่ฉันจะมีลูกกับเขา สิ่งก่อสร้างบนที่ดินผืนนั้นจะตกเป็นของฉันทันที แต่เขาคงไม่ยอมหย่าถ้าต้องเสียเปรียบ ฉันเลยคิดว่าจะคืนสินสอดทั้งหมดให้เขา และขายที่ดินผืนนั้นให้เขาในราคาต่ำกว่าราคาประเมิน แลกกับการหย่า ถ้าเขาได้ในสิ่งที่เขาต้องการ เขาน่าจะยอมหย่าให้ฉัน”

“แล้วถ้าเขาไม่ยอมล่ะ ถ้าเขาอยากได้ที่ดินผืนนั้นฟรีๆ แกจะทำยังไง คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ คนอย่างเขายิ่งไว้ใจไม่ได้ อีกอย่างค่าจัดงานแต่งเขาคงเสียไปไม่น้อย เรื่องอะไรนักธุรกิจหน้าเลือดอย่างเขาจะยอมขาดทุน”

“ถ้าถึงขนาดนั้น ฉันจะยกให้เขาไปเลยฟรีๆ แลกกับอิสรภาพของฉันกับความสบายใจของพ่อ ฉันว่ามันคุ้ม”

“ดีมากเพื่อนรัก รู้แบบนี้พวกฉันค่อยสบายใจหน่อย”

“แต่ห้ามสองคนแพร่งพรายเรื่องนี้เด็ดขาด พ่อฉันชอบนายนั่นและครอบครัวของเขามาก ไว้ใจถึงขั้นฝากให้ดูแลฉัน ที่จริงครอบครัวของเขาน่ารักมาก แม่เขาทั้งสวยทั้งใจดี แต่หมอนี่เหมือนแหกคอกออกมาคนเดียว นิสัยไม่เหมือนพ่อแม่เลยสักนิด”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป