บทที่ 3 หาความจริง
“พี่ทศคะ ...”
ทศวรรษเพิ่งกลับจากห้องนอนของลูกสาว วันนี้เขาไปนั่งอ่านนิทานก่อนนอนให้เด็กน้อยฟังจนผล็อยหลับไป
“ว่าไงชม”
“คือ ...” ชมเนตรอ้ำอึ้ง ไม่แน่ใจว่าควรถามสิ่งที่ค้างคาใจอยู่หรือไม่
ทศวรรษนั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าภรรยาอย่างเอ็นดู เมื่อเห็นดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองที่ตนเองอย่างไม่วางตา
“มีอะไรหรือเปล่าชม”
“วันนี้ ...” ริมฝีปากอิ่มขยับอย่างช้า ๆ ขณะที่สายตาก็สอดส่องมองลำคอสามี เธอไม่พบสิ่งผิดปกติ รวมถึงรอยแดงอะไรนั่น
“วันนี้ ทำไมเหรอ”
“วันนี้พี่ไปไหนมาเหรอคะ”
ในที่สุดเธอก็ได้ถามออกไปแล้ว ได้เอ่ยคำพูดที่อยากเปล่งออกไปมากที่สุดต่อหน้าเขา
“อ๋อ .. วันนี้พี่ไปทานข้าวกับลูกค้ามาน่ะ” ทศวรรษกลั้วขำพลางส่ายหน้า ก่อนจะพูดต่อ “ลูกค้าเมาเละเทะ พี่เลยช่วยประคองเธอไปส่งที่รถน่ะ”
ชมเนตรย่นคิ้วแน่น สามีพูดคำว่า ‘เธอ’ ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เท่ากับว่าลูกค้าที่เขากำลังพูดถึงเป็นผู้หญิง แต่สิ่งที่น่าแปลกกว่าคือเธอไม่ได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวสามีเลยสักนิด แต่กลับบอกว่าลูกค้าเมา
“แล้วพี่ไม่ได้ดื่มเหรอคะ”
“จะบอกว่าไม่ได้ดื่มก็จะหาว่าโกหก พี่จิบไปสองสามอึกน่ะ ต้องขับรถกลับบ้านอีกนี่นา เดี๋ยวเมียเป็นห่วง” ทศวรรษดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอก ก่อนจะจรดริมฝีปากฝากไว้ที่หน้าผากเนียน
“เป็นอะไรหรือเปล่า ปกติก็ไม่เคยถามพี่นี่นา คิดว่าพี่ไปกับผู้หญิงหรือยังไง”
ชมเนตรช้อนสายตามองร่างสูงที่โอบกอดตัวเองไว้แน่น หัวใจของเธอยังเต้นระรัวเมื่อได้ยินคำถามนั้น
ใช่ เธอกำลังคิดว่าสามีกำลังมีหญิงอื่น แต่ตอนนี้เธออาจจะคิดมากเกินไป จนเผลอซักไซ้เขาอย่างที่ไม่เคยทำ
ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ชมเนตรจะเว้นพื้นที่ส่วนตัวให้สามเสมอ เธอไม่เคยก้าวก่าย ล่วงเกิน หรือล้ำเส้นใด ๆ ด้วยคำว่า ‘ไว้ใจ’ คำเดียว
“ขอโทษค่ะ ที่ชมถามพี่เยอะไปหน่อย” คนตัวเล็กโอบกอดเอวสามีตัวเองไว้แน่นด้วยความรู้สึกละอายใจ
“ไม่เป็นไรหรอก ถามอีกสิ เหมือนชมหึงพี่ยังไงก็ไม่รู้ พี่ชอบ” ทศวรรษก้มมองใบหน้าเรียวเล็กของภรรยา ก่อนจะจูบริมฝีปากอิ่มของเธออย่างแผ่วเบา
เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนัก ที่ทศวรรษแช่ริมฝีปากค้างไว้แบบนี้ ชมเนตรหลับตาลงและปล่อยให้สัมผัสแสนอบอุ่นโอบล้อมเธออีกครั้ง ก่อนที่ร่างบางจะถูกทาบทับลงบนเตียงนุ่ม ลิ้นร้อนจาบจ้วงเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน
ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านทั่วร่าง เมื่อมือหนากำลังลูบไล้เรือนร่างบางอย่างทะนุถนอม สัมผัสเร่าร้อนนี้แทบจะเลือนหายไปตามกาลเวลาได้กลับมาสร้างความวูบวาบให้เธออีกครั้ง
ร่างสูงคร่อมทับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความเป็นชายที่กำลังแทรกตัวผ่านเข้ามาในร่องแคบจนทำให้คนที่นอนอยู่ร้องครางเสียงหวาน และจังหวะอันเร่าร้อนนั่นก็ตอกอัดเข้ามานับครั้งไม่ถ้วน ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลง สองร่างกอดกันแน่น พากันเข้าสู่ห้วงนิทรา
“คุณพ่อขา น้องเฌอไปโรงเรียนก่อนนะคะ”
เฌอชมเอ่ยเสียงออดอ้อน โผกอดทศวรรษแน่น และเขาก็หอมแก้มลูกสาวอีกครั้ง แก้มของเด็กตัวน้อยที่หอมละมุน โอบอุ้มหัวใจให้กลับมาผ่องใสในทุกเช้า
“ตั้งใจเรียนนะคะ”
“วันนี้คุณพ่อจะกลับบ้านช้าอีกไหมคะ น้องเฌอไม่มีเพื่อนเล่นเลยนะ” เด็กสาวถามอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะเปลี่ยนเสียงเศร้าลงเล็กน้อยเมื่อหันมองมารดา “คุณแม่ไม่ค่อยเล่นกะน้องเฌอเลย”
“อ้าว! น้องเฌอ” ชมเนตรเลิกคิ้ว เบิกตาโพรง แต่ริมฝีปากยังคงคลี่ยิ้มไว้อย่างขบขัน
“อย่าว่าคุณแม่เลยนะคะ คุณแม่ต้องทำของอร่อย ๆ ไว้ให้เราไง” ทศวรรษยิ้ม และชูนิ้วก้อยขึ้นมา “วันนี้คุณพ่อสัญญาว่าจะรีบกลับค่ะ”
“จริงนะคะ” เฌอชมตื่นเต้น สอดนิ้วก้อยตัวเองรับคำสัญญาจากบิดา
“จริงค่ะ เดี๋ยวตอนเย็นคุณพ่อแวะซื้อเค้กมาให้น้องเฌอด้วยนะคะ”
“เอาสองชิ้นค่ะ!” เฌอชมรีบร้องขอ เพราะชอบเค้กที่ทศวรรษซื้อให้มากที่สุด
“พ่อซื้อให้หกชิ้นเลยค่ะ ไว้กินวันเสาร์อาทิตย์ แล้วก็แบ่งคุณแม่กับครูเล็กด้วยนะคะ”
“โอเคค่ะ”
“ไปกันได้แล้วค่ะ” ชมเนตรเห็นสองพ่อลูกร่ำลากันนานพอสมควรจึงรีบเอ่ย ก่อนจะหันไปร่ำลาสามี “ชมไปก่อนนะคะพี่ทศ พี่ทศก็ขับรถไปทำงานดี ๆ นะคะ ตอนเย็นเจอกัน”
ทศวรรษจูบแก้มภรรยาเบา ๆ ต่อหน้าลูกสาว ทำเอาเด็กตัวน้อยเขินม้วนรีบเดินหนีไปด้วยรอยยิ้ม “โอเคจ้ะ รักชมนะ”
รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นเคลื่อนมาจอดที่หน้าโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากบ้านเพียงห้ากิโลเมตร
ขณะที่เฌอชมกำลังปลดเข็มขัดนิรภัย สายตาของชมเนตรก็กวาดมองผู้คนโดยรอบราวกับจับผิด
สีผม ...
สีผมน้ำตาลทองที่ยังติดตา ฝังใจ เป็นสีที่คนทั่วไปไม่ค่อยนิยมทำกันนัก อย่างผู้ปกครองท่านนั้นที่กำลังส่งลูกน้อยเข้าสู่รั้วโรงเรียน สีผมของหล่อนยังออกน้ำตาลแดงเสียมากกว่า
“คุณแม่ขา ไปกันหรือยังคะ” เฌอชมเห็นแม่จ้องมองอะไรก็ไม่รู้ด้านนอกอยู่นานสองนาน จึงร้องท้วง
“ ... ไปค่ะ ๆ”
สองแม่ลูกเปิดประตูรถยนต์เดินลงมาพร้อมกัน สองเท้าก้าวฉับ ๆ ไปไม่กี่ก้าวก็ถึงหน้าประตูโรงเรียน มีคุณครูใจดีสองท่านส่งยิ้มและยื่นมือรับลูกสาวของเธออย่างอบอุ่น
“ตั้งใจเรียนนะคะ เย็นนี้คุณแม่จะรีบมารับเลยค่ะ”
“ค่ะคุณแม่ สวัสดีค่ะ” เฌอชมไม่ลืมที่จะยกมือไหว้มารดา ก่อนที่สองเท้าเล็ก ๆ จะก้าวเข้าสู่โรงเรียนด้วยความสดใส
