บทที่ 6 เป็นแค่แม่บ้าน
เล็กหวนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ขณะที่เธอและแฟนหนุ่มกำลังดูเมนูอาหาร เมื่อเล็กเงยหน้าขึ้นมา สายตาก็สะดุดเข้ากับหนุ่มหล่อร่างสูงที่ดูคุ้นหน้าค่าตา คำถามที่หวังจะเอ่ยถามแฟนตัวเองถูกสะกดเงียบในลำคอ เล็กหรี่ตาเพ่งมองชายคนนั้น จนมั่นใจว่าคือ ทศวรรษ สามีของชมเนตร
เพียงพริบตาเดียว สาวน้อยร่างเล็กทรวดทรงสุดแซ่บได้เดินมาสมทบ รอยยิ้มของเธอสดใสราวกับโลกทั้งใบเป็นสีชมพูก็มิปาน แต่สิ่งที่สะกดสายตาของเล็กไว้ก็คือ ..
สองมือของพวกเขากำลังสอดรับกันอย่างแนบแน่น
เล็กช็อคกับภาพตรงหน้า ในใจพลันคิดถึงชมเนตร ภรรยาที่คอยดูแลสามีอย่างดีเสมอมา เรื่องนี้เธอจะปิดปากให้เงียบ ไม่อยากเข้าไปยุ่มย่าม และเธอเองก็เป็นห่วงเฌอชมด้วยเช่นกัน
“ว่ายังไงล่ะเล็ก!”
น้ำเสียงร้อนรนของชมเนตรเรียกสติเล็กกลับมาได้อีกครั้ง เล็กกะพริบตารัวสองสามที สูดลมหายใจสุดปอด ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว เธอคงต้องพูด
“พี่ทศกับผู้หญิงคนนั้นดูสนิทสนมเกินกว่าสถานะใด ๆ ได้นอกจาก ... คนรัก น่ะค่ะ”
พูดไปก็ใจเต้นรัว กลัวว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกจะกล่าวหาอีกฝ่าย แต่นั่นคือสิ่งที่เธอเห็นมากับตา หากเป็นเพื่อนกันทำไมต้องเดินจูงมือ หากเป็นคู่ค้ากันทำไมต้องยิ้มหวานขนาดนั้น อย่างไรเสียสิ่งที่เธอสงสัยก็ไม่ผิดไปเสียทีเดียวหรอก
“คนรัก ... อย่างนั้นเหรอ” ชมเนตรทวนคำพูดของเล็กอีกครั้ง ใจเต้นระส่ำ มือเท้าชาวาบฉับพลัน ภาพเส้นผมสีทองปริศนาก็เด้งสวนเข้ามา “ผู้หญิงคนนั้นผมสีอะไร”
“อืม ... สีทองนะคะ” เล็กทำท่าคิดครู่เดียว และเน้นย้ำอีกครั้งเมื่อมั่นใจเกินร้อย “สีทองค่ะ”
บิงโก!
ปริศนาที่ค้างคาใจได้คลี่คลายภายในสามวัน แม้จะเป็นคำกล่าวหาจากเล็กเพียงฝ่ายเดียว แต่ก็ตรงกับสันนิษฐานและสัญชาติญาณภรรยาของเธออย่างชัดเจน
มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ลูกค้าจะมานั่งซุกไซ้ จนฝากรอยลิปสติกและเส้นผมไว้ที่ซอกคอ อย่างน้อยที่สุดเรื่องนี้ก็ยืนยันได้อย่างหนึ่งแล้วว่า
ทศวรรษโกหก!
“พี่ชม เล็กขอโทษนะคะที่เอาเรื่องไม่สบายใจแบบนี้มาบอกพี่ พี่อย่าบอกพี่ทศนะคะว่าเล็กเป็นคนพูด”
“พี่ไม่บอกหรอก ขอบใจมากนะ ที่ยอมพูดกับพี่ตรง ๆ” ชมเนตรฝืนยิ้มทั้งที่หยาดน้ำใสอยู่ปริ่มขอบตา เธอเอื้อมมือมาเกาะกุมมือเล็กไว้อย่างแผ่วเบา และพยักหน้าเล็กน้อย
“พี่ชมอย่าคิดมากนะคะ มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เล็กคิด” คำปลอบโยนที่เต็มไปด้วยความโกหกนั่นหวังว่าจะทำให้ชมเนตรสบายใจขึ้นมาได้บ้าง แต่สำหรับเธอนั้นมั่นใจเกินครึ่งไปแล้วว่าอย่างไรเสีย ผู้หญิงคนนั้นก็คือ ‘ชู้รัก’ อย่างแน่นอน
เฌอชมเรียนพิเศษเสร็จแล้ว กำลังนั่งดูการ์ตูนที่ห้องนั่งเล่นเป็นการพักผ่อน ส่วนเล็กก็ปลีกตัวมาหาชมเนตรตามปกติเหมือนทุกครั้ง แต่วันนี้บรรยากาศในบ้านกลับอึมครึมเกินไป จนเล็กคิดว่าเป็นความผิดของเธอที่หลุดพูดเรื่องนั้นออกมา
ถ้าเงียบปากกว่านี้ ถ้าทำเป็นไม่เห็น ชมเนตรก็อาจจะไม่ต้องมานั่งคิดมาก จนสีหน้าบึ้งตึงหม่นหมองกว่าเดิม
“พี่ชมไหวไหมคะ”
“ไหวสิ” ชมเนตรฉีกยิ้มที่ริมฝีปาก แต่แววตากลับเศร้าหมองขัดกัน “เล็กไม่ต้องเป็นห่วงพี่หรอก พี่ต้องขอบคุณเล็กมากกว่าที่ยอมบอกพี่ตามตรง”
“แล้วนั่นพี่ชมกำลังทำอะไรเหรอคะ”
เล็กเห็นชมเนตรก้มมองสมุดบัญชีขนาดกำลังดีเล่มหนึ่ง
“พี่นั่งดูรายการใช้จ่ายน่ะจ้ะ”
เธอกำลังคำนวณรายจ่ายในแต่ละเดือนอีกครั้ง เพื่อหาจุดที่สามารถประหยัดเงินจากส่วนนั้นและนำมาใช้ส่วนตัวบ้าง
จริงอยู่ที่ทศวรรษให้เงินเดือนกับชมเนตร ไว้ใช้เดือนและสองหมื่นห้าพันบาท เงินจำนวนนี้ทศวรรษไม่ได้ให้ชมเนตรไว้ใช้เป็นการส่วนตัว แต่เป็นการดูแลบ้าน และลูกน้อยเสียมากกว่า
ชมเนตรต้องรับหน้าที่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านทุกอย่าง ค่าเรียนพิเศษของเฌอชม ค่าขนม ค่ากับข้าว และเงินเก็บของลูกน้อยที่เธอฝากธนาคารแยกไว้จากเงินส่วนนี้อีกเดือนละห้าพันบาท
หากเมื่อไหร่มีเรื่องฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้จ่ายขึ้นมา เงินที่เหลือก็จะหมดไปโดยปริยาย และบ่อยครั้งก็มักจะเป็นเช่นนั้น
ชมเนตรถอนหายใจทิ้งอย่างระอา จนทำให้อีกฝ่ายเหลือบสายตามอง
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะพี่ชม”
“แค่เบื่อน่ะจ้ะ อย่างว่าแหละ ... พี่ไม่มีรายได้ส่วนอื่น เป็นแค่แม่บ้านดูแลลูกและสามีเท่านั้น”
“พี่ชมอยากทำงานเหรอคะ”
“พี่อยากทำมาตลอดแหละ แต่พี่ทศเขาก็ขอไว้ ให้ลูกโตก่อน”
ชมเนตรเลื่อนสายตามองผ่านกำแพงหนาเตอะไปยังห้องนั่งเล่น แม้ไม่เห็นกับตาแต่ก็พอได้ยินเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ของลูกสาว ตอนนี้เฌอชมอายุเจ็ดขวบแล้ว โตพอที่เธอจะปลีกตัวไปหางานทำ และมีรายได้เป็นของตัวเองสักที
สองสาวนั่งพูดคุยสารทุกข์สุขดิบอยู่พักใหญ่ จนเวลาล่วงเลยใกล้ห้าโมงเย็น เล็กจึงขอตัวกลับ
วันนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจทำอาหารเย็น เธอจึงสั่งเดลิเวอรี่ให้ลูกสาวกับสามีแทน
“ว้าว! วันนี้คุณแม่สั่งไก่ทอดให้น้องเฌอทาน” เฌอชมเห็นถังใส่ไก่แบรนด์ดังก็ตาลุกวาว รีบวิ่งมานั่งประจำที่โต๊ะอาหารโดยไม่ต้องเอ่ยปากเรียก
“ทานเยอะ ๆ เลยนะคะคนเก่ง”
“แต่น้องเฌออยากรอคุณพ่อก่อน ...” เฌอชมหันมองหน้าประตูรั้วอีกครั้งในยามเย็น
“ถ้าไม่ทานตอนนี้ไก่จะไม่อร่อยนะคะ คุณแม่ว่าทานก่อนเถอะ พอคุณพ่อมาค่อยมานั่งเป็นเพื่อนก็ได้”
“ก็ได้ค่ะ” เด็กน้อยหยิบน่องไก่ชิ้นโต กัดหมับไปหนึ่งคำพร้อมกับทำหน้าฟิน ๆ โดยลืมเวลากลับบ้านของผู้เป็นพ่อไปโดยปริยาย
