บทที่ 1 ต้นตอปัญหา

“ยายเก้า ยายเก้า”

“ขา... มาแล้วค่ะ” สิ้นเสียงตอบรับ ก็มีสาวน้อยน่ารักวัยยี่สิบสามปี วิ่งเสียงโครมครามดังมาจากห้องครัว

หนูเก้าหรือกานต์พิชชา เด็กสาวร่างท้วม ใบหน้าสะสวย ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนถูกมัดเป็นทรงหางม้าสูง ผิวขาวอมชมพูหมดจดตามแบบฉบับคุณหนูทั่วไป

แต่เมื่ออยู่ที่นี่ ณ ไร่จอมใจ แห่งนี้ เธอจะเป็นเพียงเด็กที่คุณมาลัยเจ้าของไร่แห่งนี้ เมตตารับอุปการะเธอไว้เท่านั้น เพราะเธอไม่มีญาติที่ไหน พ่อแม่เธอย้ายมาอยู่เชียงรายได้ไม่นานก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

“คุณย่าเรียกเสียงดังจังเลยค่ะ มีอะไรให้หนูรับใช้คะ” น้ำเสียงหวานๆ ติดหอบนิดๆ เอ่ยถาม

“ย่าแค่ไม่เห็นเราอยู่ในไร่น่ะ แล้วนี่เราขึ้นมาทำอะไรในครัว หืม..” หญิงสูงวัยเอ่ยถาม พลางมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ไปในที

หญิงสาวที่นางรับอุปการะตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปี เติบโตมาท่ามกลางความรักที่นางพอจะมอบให้ได้ เนื่องจากพ่อและแม่ของหญิงสาวเสียชีวิตลงพร้อมบุตรชายและลูกสะใภ้ของนาง

และนับตั้งแต่ที่ลูกชายคนเดียวจากไป ก็ทำให้คุณมาลัย ต้องลุกขึ้นมาดูแลงานต่างๆ ด้วยตัวเองบ้างในบางส่วน เพราะพื้นที่อาณาเขตไร่ส้มและไร่ชาแห่งนี้กว้างเกินกว่าที่หลานชายคนเดียวจะทำไหว

แม้หลานชายจะแสดงให้เห็นว่าดูแลได้ดีเพียงไหน แต่ด้วยความเป็นห่วงและความผูกพันกับพื้นที่แห่งนี้ จึงทำให้ไม่อยากวางมือจากงานมากนัก

“เก้าขึ้นมาคั้นน้ำส้มเตรียมไว้ค่ะ เผื่อคุณย่าออกจากไร่มาทานมื้อกลางวัน” หญิงสาวเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มจนเห็นฟันขาว

“แล้วนี่เจ้าภัทร หายไปไหน ไม่เจอพี่เขาหรือลูก”

“เค้าไม่อยากเจอหนูหรอกค่ะคุณย่า ดีซะอีก จะได้ไม่ต้องมาแดกดันให้หนูต้องเหนื่อยใจอีก” พูดไปก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าที่หายไป

ศิรภัทร หลานชายคนเดียวของเจ้าของไร่แห่งนี้ ผู้ที่เกลียดชังเธอนักหนาและคอยตอกย้ำความรู้สึกที่แสนจะเจ็บปวดให้เธอมาตลอดสิบกว่าปี

นึกถึงใบหน้าของชายหนุ่ม ก็ทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะเหนื่อยใจอย่างที่เป็นอยู่ เพราะศิรภัทรมักจะใช้วาจาเจ็บแสบเฉือนอารมณ์เธออยู่เสมอ ต่างจากสิบสองปีที่แล้ว...ขณะที่เขายังเป็นพี่ชายที่แสนดี เป็นพี่ภัทรผู้อ่อนโยนแก่เด็กหญิง

หลังพ่อแม่เธอจากไป ตลอดระยะเวลาที่ใช้เวลาอยู่ที่ไร่นี้ ไม่มีวันไหนที่เธอกับเค้าจะพูดด้วยถ้อยคำดีๆ เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งคำพูดและน้ำเสียงของชายหนุ่มเปลี่ยนไป ตั้งแต่วันที่พ่อแม่ของเธอและเขาจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกัน เขาโทษว่าเป็นความผิดพ่อแม่ของเธอก็เลยเหมาเอาว่าเธอก็เป็นตัวซวย

“เฮ้อ!... ยายเก้า ย่าล่ะสงสารเราจริงๆ” คุณมาลัยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแบบคนปลงไม่ตก

“หนูชินแล้ว ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ”

หญิงสาวพยายามฝืนยิ้มส่งไปให้ รู้ดีว่ารอยยิ้มของเธอ ทำให้หญิงสูงวัยมีความสุข และมีรอยยิ้มกลับมาเสมอ

“แล้วนี่เราจะกินข้าวพร้อมย่าไหม อีกเดี๋ยวเจ้าภัทรคงมา ให้เจ้าทินไปตามแล้ว”

“ไม่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจะพาลทำให้คุณภัทรของคุณย่าอารมณ์เสีย”

“ขนาดนั้นเชียวหรือ”

“โธ่! คุณย่าขา ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นอยู่นี่คะ”

“มันไม่ใช่ความผิดเรานี่ ยายเก้า” หญิงชราไม่เถียง แต่พยายามอธิบายความจริงที่เกิดขึ้น

“แต่คุณภัทรคิดว่าใช่ เก้าเหนื่อยจะสู้แล้วนะคะ เหนื่อยมาก”

ท้ายเสียงลากยาวพร้อมกับส่งยิ้มหวานๆ และทำตาปริบๆ ส่งไปให้หญิงชราอย่างออดอ้อน

“เอาล่ะๆ ไม่กินก็ไม่เป็นไร คั้นน้ำส้มมาเผื่อเจ้าภัทรสักแก้วนะลูก”

“ค่ะ งั้นเดี๋ยวเก้ารีบไปจัดการก่อนนะคะ เสร็จแล้วจะรีบลงไปช่วยป้านางในโรงอาหารคนงานค่ะ”

“นางไม่มีคนช่วยหรือลูก เราถึงต้องลงไป”

“มีสิคะ แต่ว่าหนูเบื่อเฉยๆ อยากลงไปเอง”

หญิงชราเพียงพยักหน้าเบาๆ ก่อนสาวร่างท้วมจะวิ่งกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง สิบสองปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้ทิฐิในใจหลานชายเบาบางลงแม้แต่นิดเดียว สงสารก็แต่เด็กสาวที่นางรักเหมือนหลานคนนี้ จะทนเจ็บทนปวดกับความรู้สึกแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน

ศิรภัทรเป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่เฝ้าคอยถนอมเลี้ยงดูมาตั้งแต่พ่อและแม่ของเขาเสียชีวิต หลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเด็กหนุ่มวัยรุ่นในวัยสิบเก้าปี กลายเป็นเด็กที่ไม่ร่าเริงและชอบเก็บตัว

แม้จะผ่านมานานแล้ว ชายหนุ่มก็ยังไม่คลายทิฐิในใจแม้แต่น้อย เนื่องด้วยคิดเพียงว่าหากพ่อแม่ของกานต์พิชชาไม่ชวนท่านทั้งสองออกไปในเมืองด้วยมันคงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าล่ำสันอย่างคนออกกำลังกายเสมอ  ใบหน้าคมคร้าม คิ้วโก่งและดกดำ ดวงตาสีน้ำตาลคมวาว มีเสน่ห์มากจนหญิงสาวคนงานในไร่มักจะเพ้อถึงเสมอ ด้วยรูปร่างที่แข็งแรงกำยำ และสีผิวที่เป็นสีแทนนั้น บ่งบอกได้ถึงการเจอแดดอยู่บ่อยครั้ง เนื่องด้วยชายหนุ่มมักจะลงไปดูงานและคุมงานด้วยตัวเองในทุกวัน ตากแดดตากลมบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในไร่ในสวนหรือเรื่องในออฟฟิศ เขามักจะแบ่งเวลาและดูแลงานต่างๆ ที่ต้องแบ่งเบาจากผู้เป็นย่าได้ดีเสมอ ลูกน้องมักจะเรียกกันสั้นๆ ติดปากว่า  ‘นาย’

“นายครับ”

“ว่าไง ไอ้ทิน วิ่งหน้าตาตื่นมาเชียว” ชายหนุ่มเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นผู้มาใหม่เดินเข้ามาใกล้ตัวเอง

‘ทิน’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปี ลูกน้องคู่ใจของเขาที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด อายุน้อยกว่าเขาหกปี นายทินเป็นลูกไล่ลูกชนกับเขามาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต

แม้จะเรียนหนังสือน้อยเพราะขี้เกียจเรียนบวกกับหัวไม่ค่อยดี แต่ก็เป็นคนที่ศิรภัทรไว้ใจและยกให้เป็นลูกน้องคนสนิทข้างกายเพียงคนเดียว แม้จะมีนิสัยพาซื่อไปบ้าง แต่เรื่องงานที่ได้รับมอบหมายแต่ละเรื่อง นายทินไม่เคยเป็นสองรองใครเลย

บทถัดไป