บทที่ 10 แอบใส่ใจ ll
“เจ้าภัทร กินข้าวเสร็จแล้วเรามาคุยกับย่าด้วย”
“ครับ”
“นี่ยายเก้า พี่ภัทรเค้าพูดเรื่องงานเลี้ยงกับเราหรือยัง”
“ยังค่ะ คุณย่า” หญิงสาวตอบกลับคนเป็นย่า ไม่เงยหน้ามองแม้แต่น้อย เพราะกลัวคนตรงหน้าจะเห็นว่าตาของตัวเอง บวมและแดงมากไหน เพราะสาเหตุเดียวคือ หล่อนร้องไห้อย่างหนัก เจ็บใจเขามากกว่าครั้งไหนๆ
“คุณชานนท์ เค้าจะมาจัดงานที่ไร่ของเรา ย่าคุยกับพี่เค้าแล้ว เห็นควรว่าจะให้เราเป็นคนติดต่อเรื่องสถานที่จัดงานนะลูก เราจะขัดข้องอะไรไหม หืม”
“ได้ค่ะ จัดวันไหนคะคุณย่า”
“วันอาทิตย์ที่จะถึง เร็วไปหน่อย แต่ย่าว่าน่าจะทัน”
“ได้ค่ะ พรุ่งนี้เก้าจะไปโทรไปติดต่อทางนั้น และจะเริ่มปรับพื้นที่เลยค่ะ เดี๋ยวจะให้ฝ่ายประสานงานเค้าเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่พรุ่งนี้เลยค่ะ”
“ดีเลยลูก คุณชานนท์เองเขาก็ซื้อขายกับเรามานาน ย่าก็เกรงใจเขาไม่อยากปฏิเสธ”
“ค่ะ เก้าจะรีบจัดการนะคะ คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้เลยค่ะ”
“เราเองก็เรียนจบแล้ว ย่าจะหาหน้าที่ในไร่ให้เราได้เป็นหลักจริงๆ เสียทีนะยายเก้า”
“เก้าว่า เราทานข้าวกันก่อนดีกว่าค่ะคุณย่า”
หลังจบการสนทนาของหญิงสาวร่างท้วมและคุณมาลัย บนโต๊ะอาหารก็เงียบ ไม่มีใครเอ่ยหรือพูดอะไรขึ้นมา มีเพียงสายตาคมกริบจากคนตัวโต ที่คอยลอบมองไปที่แม่ตัวตัวแสบของเขาอยู่อย่างเงียบๆ เขามั่นใจว่าเธอร้องไห้ เสียใจกับคำพูดของเขาเมื่อตอนบ่าย ถึงไม่เงยหน้ามองใครบนโต๊ะอาหารเลย
เมื่อการทานอาหารเสร็จ ชายหนุ่มก็พยุงคุณมาลัยให้ลุกขึ้น ก่อนจะพาเดินเข้าไปยังห้องทำงานที่อยู่ทางซ้ายมือ ปล่อยให้หญิงสาวอีกคน นั่งอยู่ด้านนอกคนเดียว ชายหนุ่มรู้ดี ว่าเพราะอะไรผู้เป็นย่าถึงได้เรียกเขามาคุยแบบส่วนตัวแบบนี้ สาเหตุหลักๆ คงไม่พ้นรอยน้ำตาบนหน้ากลมๆ นั่นอย่างแน่นอน
“มีอะไรจะสารภาพกับย่า ก็ว่ามาเจ้าภัทร”
“คุณย่านั่งก่อนนะครับ” ชายหนุ่มพูดพลางประคองให้ผู้เป็นย่านั่งลงบนโซฟาขนาดใหญ่อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันออกมานั่งลงฝั่งตรงข้าม เพื่อเริ่มการสนทนา
“ทำอะไรน้องมา วันนี้ยายเก้าร้องไห้อีกแล้ว ตาบวมขนาดนั้นคงร้องไห้นานอยู่หรอก”
“ก็เอ็ดเด็กที่... ที่ขัดคำสั่งนิดหน่อยครับ”
“ยายเก้าน่ะหรือ ไปทำอะไรให้เราขนาดนั้น ย่าว่าคงเอ็ดมากโขอยู่หรอก น้องร้องไห้ขนาดนั้น”
“...”
“เจ้าภัทร อายุเราสามสิบกว่าปีเข้าไปแล้ว หัดวางทิฐิลงหน่อยเถอะหลาน ย่าไม่อยากจะเอาเรื่องราวในใจของเรามาพูดมากนัก แต่น้องเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ทิฐิในใจของเราจะพาลทำร้ายน้องไปเสียเปล่าๆ” ท้ายประโยคเอ่ยออกมาพร้อมกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะเจ้าหลานตัวดีไม่เคยยอมวางปมในใจลงเลยแม้แต่นาทีเดียว
“เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องทิฐินะครับคุณย่า มันเป็นเรื่องของคนที่ขัดคำสั่งผม”
“ไหนว่ามา คำสั่งเรามันคืออะไร ยายเก้าถึงเป็นแบบนี้”
“เขากลัวม้า คุณย่าก็รู้... จำได้ใช่ไหมครับ”
“...” หญิงชราพยักหน้าเบาๆ ไม่ตอบคำถาม
“นายทิน ฝากให้เขาพาหมอเข้าไปดูอาการม้า ตัวที่ใกล้คลอดลูก”
“แล้วยังไง เรื่องแค่นี้น่ะหรือเจ้าภัทร!”
“คุณย่าครับ ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งขึ้นเสียงสิครับ เขาเคยตกม้า และเขาก็กลัวม้ามาก ผมจำได้ทั้งหมด แล้วยังจะกล้าไปรับฝากนายทินแบบนั้นได้ยังไง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็กลัวแสนกลัว เดี๋ยวก็กลับมานอนผวาอีก”
“แกรู้ได้ยังไง ว่าน้องยังไม่เลิกกลัว ยายเก้าอาจจะหายกลัวแล้วก็ได้ เห็นคนงานว่าไปรอบไร่ ปุเลงๆ ไปเรื่อย ส่วนนั้นทีส่วนนี้ที คงหายกลัวแล้วมั้ง หรือแกรู้อะไรมา” หญิงชราจ้องหน้าหลานชาย เพื่อเอาคำตอบ
“เขานอนละเมอครับ หลายครั้งที่... ผมได้ยินและเปิดประตูไปดู”
“ตายจริง นี่แกแอบดูน้องหรือนี่ เปิดเข้าไปทางห้องน้ำใช่ไหม แกนี่มัน...น้องเป็นสาวแล้ว จะมารุ่มร่ามไม่ได้”
“โธ่... คุณย่าครับ เขาละเมอเสียงดังออกปานนั้น ผมก็แค่ลุกขึ้นไปดู ก็เขาไม่ได้ล็อคประตูฝั่งห้องเขานี่ครับ ผมเห็นเสียงดัง บางทีก็ร้องไห้ ไม่ลุกขึ้นไปดู ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาคุณย่าก็พาลมาตำหนิผมอีกว่าไม่สนใจคนโปรดน่ะ”
หญิงชราพยักหน้าเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะครุ่นคิดว่า หลานชายตนเองแปลกไปจากเดิมมาก ชายหนุ่มตรงหน้ายังใส่ใจแม่ตัวแสบอยู่ และยังคงมีความรู้สึกบางอย่างที่พยายามปกปิดไม่ให้ใครรู้ ซึ่งคนเคยอาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างคุณมาลัยนั้น มองออกว่า ศิรภัทร ไม่ได้นึกเกลียดหญิงสาวร่างท้วมเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกที่ถูกขุดหลุมฝังเอาไว้ มันกำลังจะผุดขึ้นมา ความชอบ ความรัก ความห่วงใย ที่ชายหนุ่มเคยมีให้ กำลังผุดขึ้นมาโดยที่ชายหนุ่มตรงหน้าอาจจะไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ
“งั้น...ย่าจะให้ยายเก้าย้ายห้องดีไหม ข้างบนมีแค่สองห้อง คงต้องบอกให้ยายเก้าย้ายลงมานอนกับย่า”
