บทที่ 3 ก่อนปัญหาจะมา

“คนบ้า คนอะไรทุเรศที่สุด... ปากไม่ดี ไอ้ปากปีจอเอ๊ย อย่าให้ไอ้เก้าหมดความอดทนขึ้นมานะ แม่จะด่ากลับไม่เลี้ยงเลยเชียว!”

หญิงสาวร่างท้วมบ่นไปตามประสา ก่อนจะปั่นจักรยานออกจากเรือนไม้หลังใหญ่ มุ่งหน้าสู่โรงอาหารคนงานกลางไร่ ขับไปก็บริภาษคนตัวโตไปเรื่อยๆ จนมาถึงยังจุดหมายปลายทาง

สถานที่ที่เป็นเรือนครัวไม้หลังคาทรงสูงขนาดใหญ่ ด้านข้างและด้านหน้ามีต้นไม้ให้ร่มเงาไปรอบบริเวณ ในความคิดเธอ ไม่ว่าส่วนไหนของไร่จอมใจแห่งนี้ ที่นี่ร่มรื่นและน่าอยู่เสมอ

หญิงสาวจอดรถจักรยานสีชมพูคู่ใจไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาป้านาง แม่ครัว (ในบางครั้ง) และคนคู่ใจของคุณมาลัยที่อยู่รับใช้กันมานาน ตั้งแต่สมัยคุณมาลัยและสามีมาบุกเบิกที่ดินผืนนี้ใหม่ๆ

ป้านางมีหน้าที่ดูแลเรือนใหญ่และคอยแวะเวียนมาดูแลที่โรงครัวบ้างในบางวัน อย่างเช่นวันนี้

“ป้านางจ๋า มีอะไรให้เก้าช่วยบ้างจ๊ะ” เสียงหวานตะโกนเข้ามาดังสนั่นทันทีที่เดินเข้ามายังโรงอาหาร

“ไม่มีอะไรแล้วค่ะคุณเก้า ของเตรียมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว” แม่บ้านวัยกลางคนตอบมาด้วยรอยยิ้ม

“แย่จังเลย นี่เก้าตั้งใจมาช่วยป้านางกับป้าน้อมเลยนะคะเนี่ย น้อยใจจัง”

พูดเสร็จก็แกล้งทำหน้างอ ซึ่งสาวร่างท้วมรู้ดีว่าในสายตาคนมองจะทำได้เพียงยิ้ม และส่ายหน้าเอ็นดูเท่านั้น

“เอ้าๆ มาช่วยป้าตักกับข้าวให้คนงานแล้วกัน แม่น้อมเขายังไม่ออกมาจากแปลงผัก เห็นว่าจะไปเอาผักมาเพิ่ม นี่กับข้าวกับปลาเสร็จก็หมดแล้ว”

“เย่!! ดีใจจังเลย”

หญิงสาวยิ้มตาหยีส่งให้แม่บ้านวัยกลางคน ก่อนจะเดินเข้าไปยังหม้ออาหารตรงหน้า เตรียมพร้อมสำหรับการตักอาหารกลางวันให้พนักงานอย่างเต็มที่

โรงอาหารกลางไร่เป็นจุดศูนย์รวมของชาวไร่ในช่วงเช้าและพักเที่ยง คุณมาลัยและสามีที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น มีนโยบายให้หุงหาอาหารเลี้ยงดูคนงานสองเวลา

เนื่องด้วยเห็นว่าอาหารมื้อเช้าสำคัญมากที่สุด คนไร่คนสวนไม่มีเวลาได้ทำกินก็ต้องลุกมาทำงานกันแต่เช้า ดังนั้นคุณมาลัยจึงสั่งให้มีการเลี้ยงข้าวในมื้อเช้า รวมไปถึงลูกหลานของคนงานที่อาศัยอยู่ที่นี่ จะได้มาทานอาหารที่นี่ก่อนไปโรงเรียนเสมอ

ที่นี่มีอาหารให้มื้อละสามถึงสี่อย่าง ให้คนงานเลือกได้คนละสองอย่าง และมีอาหารหวานคนละหนึ่งอย่าง ส่วนข้าวนั้นสามารถเติมได้หากคนงานไม่อิ่มท้อง งานส่วนนี้จะมีแม่น้อมหรือป้าน้อมคอยดูแลและจัดการเรื่องในครัวเกือบทั้งหมด

ในความเมตตาของคุณมาลัยนั้นถือว่าเป็นน้ำใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนงานที่นี่ จึงทำให้คนงานส่วนใหญ่ไม่ลาออกไปไหน กลายเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่เสียส่วนใหญ่ ยาวมาจนถึงรุ่นลูกอย่างพ่อเลี้ยงสิทธาและแม่เลี้ยงญาณี พ่อแม่ของศิรภัทร

ทั้งสองยังมีนโยบายเรื่องการสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่ลูกคนงานที่ตั้งใจเรียนและเรียนดี ปัจจุบันโครงการนี้ก็ยังสืบเนื่องมาเรื่อยๆ จนถึงวันที่ลูกชายเพียงคนเดียวของที่นี่มารับช่วงต่อ จึงไม่น่าแปลกที่คนงานจะตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณในความเมตตาของเจ้าของไร่จอมใจแห่งนี้

“คุณเก้า วันนี้ไม่ไปเรียนหรือคะ” สตรีร่างท้วมเอ่ยถามทันทีที่เห็นเด็กสาว

‘แม่น้อม’ หญิงวัยห้าสิบสองปีที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารถามขึ้น ขณะเห็นหน้ากลมๆ ของสาวร่างท้วม เสียงเจื้อยแจ้วของเธอทำให้คนที่นี่มีรอยยิ้มเสมอ

“เก้าไม่มีเรียนแล้วนี่คะ จบหมดแล้วรอรับปริญญาอย่างเดียว แต่ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะไม่ไปรับดีกว่าเพราะขี้เกียจมากๆ เลยค่ะ”

“ตายจริง! ป้าก็ลืมไปว่าคุณเก้าของป้าน่ะเก่งขนาดไหน” คนพูดยกมือทาบเหมือนกับเป็นเรื่องเป็นราวที่ใหญ่โต

“แน่นอนสิคะ เก้าน่ะจะเป็นวิศวกรแล้วนะคะ” หญิงสาวพูดอวดสรรพคุณของตนเองเสร็จสรรพก่อนจะยิ้มหวานๆ ส่งให้ยังแม่ครัวตรงหน้า

“ป้าน่ะอดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมคุณเก้าไม่เรียนอย่างอื่น ดันมาเรียนแบบนี้ซะได้ จริงไหมยายนาง” พูดจบก็หันไปพยักพเยิดกับเพื่อนของนางที่คบกันมาตั้งแต่สมัยยังสาวๆ

“เอาน่าแม่น้อม คุณเก้าเธอชอบ”

“ใช่ค่ะ เก้าเท่จะตาย เวลายืนอยู่กับเพื่อนๆ ป้าน้อมต้องเห็นนะคะ”

ไม่พูดเปล่า แม่สาวร่างท้วมยังทำท่าทางประกอบจนคนมองได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ กับเพื่อนรุ่นเดียวกันในความทะเล้นของเด็กสาว

“โอ๊ยๆ ๆ เพื่อนคุณเก้าน่ะ มีแต่เฮ้วๆ เห็นทีป้าคงจะไม่ไหวหรอกค่ะ”

แม่น้อมส่ายหัวเบาๆ แล้วนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน ที่หญิงสาวพาเพื่อนๆ มาเที่ยวที่ไร่ ชายหนุ่มนิสัยติดไปทางทโมน 5 คน และหญิงสาวที่เป็นเพื่อนสนิทของกานต์พิชชา 1 คนที่แสนจะห้าว ออกไปในทางทอมบอยเสียมากกว่าเป็นผู้หญิงเต็มตัว

เสียงเจื้อยแจ้ว เสียงหัวเราะในครั้งนั้นและการเล่นที่แสนจะพิเรนทร์ของคนตรงหน้าและกลุ่มเพื่อนๆ ทำเอาแม่น้อมนึกขยาดไปนานเลยทีเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป