บทที่ 6 คนอัปลักษณ์
“เจ้าภัทร”
“ครับ”
“วันอาทิตย์ที่จะถึง คุณชานนท์ที่เป็นคู่ค้าเก่าแก่ของเรา เค้าอยากมาใช้พื้นที่ตรงลานกว้างในไร่ของเราที่เป็นโซนสวนหย่อม จัดงานเลี้ยงให้ลูกสาวเขาหน่อยนะลูก จัดช่วงหัวค่ำจนถึงราวๆ เที่ยงคืน เราจะขัดข้องอะไรไหม มันอาจจะเร็วสักหน่อย แต่ย่าว่าถ้าเริ่มเตรียมของก็คงทันอยู่ บางอย่างสั่งจากในเมืองเอาคงพอไหว”
หญิงชราหมายถึงพื้นที่บริเวณลานกว้าง ที่ทำเป็นสวนหย่อมขนาดไม่ใหญ่มากสำหรับให้คนงานได้มานั่งพักผ่อน ภายในบริเวณลานกว้างมีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา และบริเวณรอบๆ ยังตกแต่งไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับ ทำให้ภาพโดยรวมเหมาะแก่การพักผ่อน นอกจากนี้ บริเวณลานกว้างยังเป็นสถานที่จัดงานสำคัญประจำปีของไร่อีกด้วย แต่ถ้าหากมีคนติดต่อมาขอใช้สถานที่ส่วนนี้ ทางไร่ก็จะมีทีมงานสำหรับติดต่อประสานงานแยกเป็นสัดส่วนเพื่อดูแลงานด้านนี้ ส่วนมากที่จะมีผู้ใช้บริการมากที่สุด คงหนีไม่พ้นงานแต่งงานและงานวันเกิดของเหล่าคนมีเงินในจังหวัด
“จัดงานอะไรหรือครับคุณย่า คราวนี้แต่งงานหรือวันเกิดครับ”
“ลูกสาวคุณชานนท์เค้าจะจัดงานปาร์ตี้วันเกิด ก็ตามประสาสาววัยรุ่นสังคมทั่วไปนี่แหละ เห็นว่าเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกเมืองนา พ่อเธอก็เลยจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกสาวพร้อมกับจัดวันเกิดไปเลยทีเดียวน่ะสิลูก ย่าเองก็ยังไม่ได้รับปากอะไรไปหรอกนะ เห็นว่ามันค่อนข้างกะทันหัน ตัวลูกสาวเค้าเองก็อยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้มาก เคยคบหรือเคยคุยกันกับเราไม่ใช่หรือ สมัยไปเรียนต่อนอกด้วยกันน่ะ ถึงอยากมาจัดที่นี่นักหนา ย่ายังไม่ได้ตอบเขาไปหรอกนะ ย่าเกรงว่าถ้ารับปากโดยที่ไม่ได้ถามภัทรก่อน งานมันจะผิดพลาดได้”
“ครับ ดูจากวันจัดงานแล้ว เรายังพอมีเวลาครับ รายละเอียดงานผมจะให้แม่คนนั้นกับทีมที่ประสานงานเค้าติดต่อไปคุยกับคุณชานนท์แล้วกันนะครับ งานแบบนี้แม่คนนั้นเค้าถนัดอยู่หรอก ไว้ใจได้มากกว่าใครด้วย ส่วนเรื่องของลูกสาวคุณชานนท์มันก็นานมาแล้ว ผมไม่รู้นี่ครับว่าเขาเป็นลูกใคร คบหาตามประสาวัยรุ่นทั่วไป ไม่ได้จริงจังหรอกครับคุณย่า”
‘แม่คนนั้น’ ที่ศิรภัทรหมายถึงไม่ใช่ใครที่ไหน แม่สาวร่างท้วมที่อยู่ร่วมบ้านกันนี่เอง แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุย เพราะต้องทำให้ผู้หญิงคนนั้นเจ็บปวดเหมือนที่เค้าเจ็บปวดบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หน้าที่ใดๆ ที่กานต์พิชชาได้รับมอบหมายจากตัวเขาหรือคุณย่า งานนั้นจะออกมาเรียบร้อยและเกิดความพึงพอใจให้แก่เขาอยู่เสมอ
“พูดถึงน้องให้มันดีๆหน่อย ย่าไม่อยากให้ภัทรพูดถึงน้องแบบนี้” หญิงชราเอ่ยออกมาพร้อมกับมองค้อนหลานชาย
“คงยากครับ ผมขอตัวก่อนนะครับคุณย่า อิ่มมากเลยครับ” พูดจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เพื่อจะลุกออกจากโต๊ะอาหารทันที
“เจ้าภัทร... ย่ารู้ว่าเราไม่ได้เกลียดน้อง อย่าเอาทิฐิมาบังใจขนาดนั้นได้มั้ย สงสารน้องบ้างเถอะ น้องไม่มีใครแล้วนะลูก” คราวนี้เป็นคุณมาลัยที่เสียงอ่อนลง เพราะอยากให้หลานชายยอมเปิดใจเสียที
“...”
“น้องไปทำอะไรให้ขนาดนั้น เรื่องพ่อแม่เราย่าก็เสียใจไม่น้อยกว่าเราหรอก นั่นก็ลูกชายคนเดียวของย่าเหมือนกัน ย่ายังแยกแยะได้เลยนะลูก น้องไม่มีใครแล้ว เมตตาน้องเถอะลูก”
“ถ้าพ่อแม่ของยัยนั่นไม่มาชวนคุณพ่อคุณแม่ออกไป วันนั้นก็คงไม่เกิดเรื่อง” เมื่อโดนจี้มากเข้า เขาจึงโต้แย้งคนเป็นย่าถึงความจริงข้อนี้บ้าง
“คนจะเป็นจะตายใครจะห้ามได้ เราคิดว่าน้องอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้หรือไง พ่อแม่ยายเก้าก็ตายเหมือนกันนะ”
“...” ชายหนุ่มไม่ตอบ ได้แต่เดินออกไปจากพื้นที่นี้โดยเร็ว เขารู้... ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ทำใจไม่ได้เท่านั้นเอง
“ฉันล่ะอยากจะให้แกกลับมารักมาชอบน้องเหมือนเดิมจริงๆ เจ้าภัทร ไม่อยากให้หมางใจกันจนบานปลายเลย” หญิงชราได้แต่พึมพำออกมาเบาๆ กับตัวเอง เพราะตอนนี้หลานชายตัวดีเดินพ้นประตูห้องไปเรียบร้อยแล้ว มันน่าตีจริงๆ ไอ้หลานคนนี้ หัวดื้อไม่มีใครเกิน!
ศิรภัทรถอนหายใจออกมาแรงๆ เมื่อนึกถึงเรื่องที่คุณย่าพูดออกมา ไม่ใช่เขาไม่คิดเรื่องนี้เลย หญิงสาวไม่ได้ผิดอะไรกับเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ใจเจ้ากรรมมันก็อดไม่ได้ที่อยากจะให้เธอเจ็บปวด เหมือนที่เขากำลังเจ็บบ้าง พ่อและแม่ของเขา...บุคคลที่เขารักที่สุดในชีวิต ต้องมาจากเขาไปในวันนั้น เขาไม่มีแม้แต่โอกาสได้บอกลาท่านทั้งสองด้วยซ้ำ
สองเท้ายาวก้าวออกมาขึ้นรถคู่ใจ ก่อนจะสตาร์ทรถยนต์ออกไปเพื่อไปคุยธุระที่กับใครบางคนที่ตนไม่อยากเจอนัก เหนื่อยที่จะเถียง เหนื่อยที่จะต้องคอยทำหน้าดุใส่เจ้าหล่อน และกลัวใจตัวเองที่ยังชอบเธออยู่ แต่จำใจต้องแสดงออกว่าเกลียดแสนเกลียด ใครจะรู้... เขาเองก็เจ็บไม่แพ้เธอหรอก
