บทที่ 8 คนอัปลักษณ์ lll

“จะฟังเหตุผลบ้างได้มั้ย อย่าเอาแต่ความเกลียดมาสั่ง หัดฟังซะบ้าง มีหูไม่ใช่หรือไง ทำไมไม่ใช้ให้คุ้มค่าหน่อย”

หญิงสาวตะคอกคนตัวโตกลับอย่างเสียงดัง พร้อมกับประคองตัวเองให้ลุกขึ้นมายืนจ้องหน้าเขาอย่างท้าทาย แม้จะเจ็บจากแรงเหวี่ยงอยู่มากก็ตาม

“คำสั่งฉันคือสิ่งที่เด็ดขาด อย่ามาขัดคำสั่งไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง คำสั่งที่คนอัปลักษณ์แบบเธอ ไม่สมควรขัดแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ”

‘คนอัปลักษณ์’ ยืนนิ่งราวกับถูกสาป ถ้อยคำรุนแรงและสายตาคุกรุ่นของเขา บ่งบอกว่าเขากำลังคิดแบบนั้นจริงๆ

ใช่... เธอไม่ใช่คนสวย รูปร่างท้วม ดีว่าความสูงหนึ่งร้อยหกสิบสองเซนติเมตรของเธอพอจะพรางรูปร่างไม่ให้ดูน่าเกลียดมากนัก ซ้ำผิวเธอยังออกไปทางขาวอมชมพู หญิงสาวจึงไม่คิดว่า รูปร่างของตัวเองน่าเกลียดจนถึงขั้นเรียกว่าอัปลักษณ์ได้อย่างที่เขาว่า

น้ำตาใสๆ เริ่มคลอหน่วยอยู่ที่ดวงตา ไม่ใช่เกิดจากความเจ็บที่ถูกเขาลากออกมาจากกลางคอกม้า แต่เป็นความเจ็บที่มาจากหัวใจ หัวใจที่เคยแอบชอบเขาตั้งแต่เด็กๆ จนพ่อและแม่ของเธอเสียชีวิตพร้อมกับคุณสิทธาและภรรยา ร่องรอยความชอบที่เคยมีนั้นค่อยๆ ละลายหายไป เนื่องจากชายหนุ่มที่เธอเคยเรียกว่า ‘พี่ภัทร’ ทำลายความรู้สึกนั้นจนเกือบจะหมดสิ้นไปจากหัวใจแล้ว

เด็กหญิงในวัยสิบเอ็ดขวบร้องไห้ไม่หยุดหลังจากทราบข่าวการจากไปของพ่อแม่ ที่เป็นเหมือนแสงเดียวในชีวิตดับลง ทำให้คุณมาลัยจำต้องรับเด็กหญิงไว้ในอุปการะเพราะสงสารที่เด็กสาวไร้ที่พึ่งพิง หญิงชราเลี้ยงดูเธออย่างดีเหมือนเธอเป็นหลานแท้ๆ แต่หลานแท้ๆ ของท่านกลับตั้งท่ารังเกียจ ‘หนูเก้า’ ของเขาอย่างชัดเจน แววตาอาทรที่เคยมองมาหายไป เสียงเรียกแสนไพเราะที่เธอแสนจะชอบหายไป แต่เปลี่ยนกลับมาเป็นความเยือกเย็น เกลียดชัง และคำบริภาษที่แสนเจ็บปวดที่พ่นใส่เธอทุกครั้งที่เจอหน้า หนุ่มน้อยในวัยสิบเก้าปี กลายเป็นคนไม่ค่อยพูด และเก็บตัวจนคนเป็นย่ายังจนใจ

หลังจากนั้นไม่นาน คุณมาลัยจึงจัดการส่งศิรภัทร ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศกับญาติห่างๆ ที่พอจะฝากฝังได้ โดยหวังว่าวันหนึ่งที่ชายหนุ่มกลับมาความรู้สึกเจ็บปวดในแววตานั้นจะเหือดหายไปบ้าง แต่วันนี้ ความจริงชัดเจนแล้วว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ศิรภัทรยังฝังใจกับเรื่องราวในอดีตไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด

“แล้วจะให้เก้าทำยังไงคะ หมอมาตรวจลีน่าก่อนเวลา เก้าก็ต้องรับหน้าที่ชั่วคราวเพราะพี่ทินไม่อยู่ แกต้องรีบไปกินข้าวเพราะช่วงบ่ายต้องอยู่ทำงานยาว ใจคอคุณภัทรจะไม่ให้เขาไปพักหรือไง” หญิงสาวยืนจ้องหน้า กำมือทั้งสองข้างแน่น ตะโกนใส่หน้าคนตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง

“คนอื่นก็มี เธอไม่จำเป็นต้องมายุ่งในนี้ก็ได้นี่”

“เฮอะ!” คนอะไร หยาบที่สุด หญิงสาวคิดในใจ ก่อนจะจ้องหน้าคนตัวโตอย่างไม่ยอมแพ้ เธออดทนให้เขาเหยียบย่ำมานานเกินไปแล้ว สิบสองปีที่ผ่านมาน่าจะพอแล้วกับความอดทนนี้

“ทำไม มีอะไรก็พูดออกมา อย่ามาจ้องหน้าฉันแบบนี้นะ!”

“คนอย่างนายศิรภัทรผู้ยิ่งใหญ่ ใครจะไปกล้าขัดใจหรือกล้าอกความเห็นล่ะคะ คนอัปลักษณ์อย่างฉันที่เป็นแค่กาฝากคงไม่กล้าหรอก”

พูดไปพร้อมเปลี่ยนสรรพนามที่เคยใช้กับชายหนุ่ม ทำให้ความรู้สึกชายหนุ่มกระตุกนิดๆ กับถ้อยคำแทนตัวเองของคนตรงหน้าที่เปลี่ยนไป เธอไม่เคยเรียกเขาว่านาย ไม่เคยจ้องเขาด้วยสายตาแบบนี้

“รู้ก็ดี ที่คนอย่างเธอเป็นได้อย่างมากก็แค่กาฝาก”

“งั้นกาฝากอย่างฉัน อยากจะขอถามไอ้คนใจมืดบอดแบบนายหน่อย ว่ามันมีหูไว้แค่กั้นหัวเท่านั้นใช่ไหม ถึงได้คิดอะไรไม่ได้ ว่านี่มันเวลาพัก...คนงานเค้าต้องพักกินข้าว ไม่ได้ว่างเหมือนนาย ไม่ได้ไปกินข้าวตอนไหน เวลาไหนก็ได้เหมือนนาย ไปช้าข้าวหมดคนงานจะกินอะไร”

คนที่ถูกเรียกว่า ‘นาย’ อึ้งไป ก่อนจะฉุกคิดว่า นี่มันเป็นเวลาพักของคนงานจริงๆ อย่างที่แม่สาวร่างท้วมว่ามา เขาเร่งรีบจนลืมดูเวลาเสียเอง จนทำให้ต้องมาปะทะริมฝีปากฉาดใหญ่กับคนตรงหน้าอยู่ตอนนี้ ซ้ำปากตัวเองยังบริภาษคำแสนรุนแรงให้เธอต้องเจ็บใจจนน้ำตาพาลจะไหลแบบนี้ ‘คนอัปลักษณ์’ คำพูดรุนแรงที่หลุดออกจากปากเขา

“ไง จะไม่ก้มดูนาฬิกาสักหน่อยหรือคะนาย” หญิงสาวท้าทาย ก่อนจะปาดน้ำตาที่หางตาอย่างรวดเร็ว

“...”

“คนอย่างนาย ดีแต่เก่งกับกาฝากคนนี้ ดีแต่พูด อยากด่าก็ด่า เป็นคนมันก็มีหัวใจนะโว้ย!”

“...”

“จำไว้นะคนเลว ฉันจะเกลียด เหมือนที่คุณเกลียดฉัน ฉันจะทำเหมือนคุณเป็นธาตุอากาศแบบเดียวกันบ้าง จำไว้”

“...”

“และฉันจะลืม ว่าเคยรู้จักคนแบบคุณในชีวิต ถือซะว่า เราแค่อยู่ร่วมบ้านกันเท่านั้นพอ” พูดจบหญิงสาวก็หันหลังวิ่งไปยังบริเวณที่จอดจักรยานคู่ใจไว้ ก่อนจะปั่นออกไปอย่างรวดเร็ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป