บทที่ 9 แอบใส่ใจ
ป้านางแม่บ้านประจำบนเรือนใหญ่ขึ้นไปเคาะประตูเรียกหญิงสาวลงมาทานอาหารค่ำเวลาทุ่มตรง เดิมทีหญิงสาวอยากจะปฏิเสธ แต่เกรงว่าประมุขของบ้านอาจจะไม่เจริญอาหารมากนักหากต้องนั่งทานคนเดียว เพราะชายหนุ่มผู้เป็นหลานไม่ค่อยกลับมาทานมื้อเย็นสักเท่าไหร่
ส่วนมากจะจัดการตัวเองพร้อมกับคนงานในไร่ และจะกลับเข้าเรือนใหญ่อีกครั้งเวลาประมาณสามทุ่ม ที่เธอรู้ละเอียดขนาดนี้ เพราะห้องของเธอและชายหนุ่มอยู่ติดกัน ซ้ำห้องน้ำก็ยังต้องใช้ร่วมกัน เป็นแบบมีประตูสองบาน จึงทำให้เธอค่อนข้างรู้รายละเอียดของเขาพอสมควร เพราะต้องคอยฟังเสียงอาบน้ำของเขา เมื่อเขาเสร็จธุระเธอจะเป็นคนใช้ห้องน้ำต่อจากเขาทุกครั้ง
เพียงแต่เธอไม่รู้ ว่าวันนี้ไม่ได้เหมือนทุกวันอีกแล้ว...
กานต์พิชชาเดินลงบันไดมาด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย ความมืดทำให้ป้านางไม่ทันเห็นว่าสีหน้าเธอเป็นอย่างไร กระทั่งลงมาถึงหน้าห้องอาหาร จู่ๆ ท่านก็ร้องทักออกมาเสียงดังจนเธอสะดุ้ง
“ตายจริงคุณเก้า ทำไมตาบวมขนาดนั้นล่ะคะ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะป้านาง”
“ไม่มีได้ยังไง ตาบวมแถมยังแดงขนาดนั้น!”
พูดจบก็พลิกซ้ายพลิกขวาอย่างถือวิสาสะ แม้กานต์พิชชาจะพยายามหลบหน้าก็ตามที
“ร้องไห้มาแน่ๆ”
“แค่ฝุ่นเข้าตาเองค่ะ เก้าไม่ได้เป็นไรจริงๆ”
“ไม่จริง ป้าไม่เชื่อ อย่าหลอกป้าเด็ดขาดเชียว”
ป้านางปล่อยมือจากแขนของกานต์พิชชาอย่างเสียไม่ได้ แต่สายตาก็ยังจับจ้องใบหน้าของหญิงสาวไม่วางตา แม้จะรั้งให้อีกฝ่ายเดินตามเข้ามาในห้องอาหารแล้วก็ตาม
ที่จริงก็พอจะเดาเรื่องราวได้ลางๆ จากท่าทีของศิรภัทรที่ดูเคร่งเครียดผิดปกติ และจากสีหน้าอาการของกานต์พิชชาในตอนนี้ ความไม่สบายใจที่อัดแน่นอยู่ในอกของหญิงสาวดูรุนแรงมากกว่าแค่เรื่องฝุ่นเข้าตาอย่างที่เธอพยายามจะอ้าง
แต่ถึงจะเดาได้ป้านางก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไปตรงๆ ว่าคิดอย่างไร เพราะเรื่องของเจ้านายคนเล็กกับกานต์พิชชาเป็นเรื่องส่วนตัวแม่บ้านอย่างท่านไม่ควรจะก้าวก่ายแม้จะอยู่ที่นี่มานานก็ตาม
“ตาบวมขนาดนี้ยังจะว่าฝุ่นเข้าตา ป้าก็ไม่เคยเห็นฝุ่นบ้านเรามันจะร้ายกาจถึงขนาดทำให้คนตาแดงก่ำไปทั้งตาแบบนี้หรอกนะ”
ป้านางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความกังวล เพราะเป็นห่วงสุขภาพใจของกานต์พิชชา
เห็นมาตั้งแต่เด็ก เป็นหลานทึคุณมาลารักและทะนุถนอมที่สุดคนหนึ่ง แม้กานต์พิชชาจะเข้มแข็ง แต่ก็บอบบางในเรื่องความรู้สึกไม่น้อย และตัวต้นเรื่องในวันนี้ ก็คงไม่พ้นศิรภัทร!
“ร้องไห้ก็ยอมรับมาเถอะค่ะ ป้าไม่ฟ้องใครหรอก”
ไม่ได้ฟ้อง... แต่จงใจพูดเสียงดังจนทุกคนได้ยิน และนั่นก็ทำให้คุณมาลาต้องละมือจากหนังสือตรงหน้า มองมาที่กานต์พิชชาอย่างจับสังเกต
“เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณเก้าน่ะสิคะ ไม่รู้ว่าเสียใจอะไรถึงร้องไห้จนตาบวม”
“ป้านาง...”
เธอเรียกอย่างอ่อนใจ ขณะที่ถูกดันหลังให้นั่งลงข้างประมุขของบ้าน
“ไหน...หันมาให้ย่าดูหน่อย ยายเก้าของย่าร้องไห้ทำไม”
“หนูไม่ได้...”
“อย่าโกหกย่า และเงยหน้าขึ้นเดี๋ยวนี้”
หญิงสาวจำต้องเงยหน้ามองคุณย่าแบบไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ เหตุผลคงเพราะไม่อยากให้หญิงสูงวัยรู้ว่ามีปัญหากับคนตัวโตมาจนร้องไห้ขนาดนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอร้องไห้เพราะเขา
“ตายจริง! ตาบวมขนาดนี้ คงจะทะเลาะกับเจ้าภัทรมาใช่มั้ยฮึ! ตอบย่ามาเดี๋ยวนี้อย่าได้คิดปกปิดเลยเชียว”
“เอ่อ... ก็ไม่เชิงค่ะคุณย่า หนูชินแล้ว”
ใช่... เธอชินแล้วกับคำพูดร้ายๆ ที่ออกมาจากหน้าหล่อๆ นั่น
“จะมาชินได้ยังไง แบบนี้มันเกินไปหน่อยแล้ว”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะคุณย่า เขาคงอาจจะเครียดกับงาน เลยเผลอทำตัวไม่น่ารักกับหนู”
“แต่ย่าว่าเจ้าภัทรมันพาล เอะอะก็ว่าก็ดุใส่เรา แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน”
“หนูโอเคแล้วค่ะคุณย่า ป้านางจ๋า ตักข้าวเถอะค่ะ”
ท้ายประโยคหันไปพูดกับแม่บ้าน ที่ยืนมองบทสนทนาระหว่างเธอกับหญิงชราอยู่อย่างเห็นใจ โดยไม่คาดคิดว่าคนที่เพิ่งมาถึงนั้น ได้หยุดฟังทุกอย่างจนหมดสิ้นแล้ว
และเขา...ก็กำลังเปิดโอกาสให้คนเป็นย่าได้พูด
“ผมขอทานด้วยคนนะครับคุณย่า” พูดจบชายหนุ่มก็เดินมานั่งตรงข้ามหญิงสาวทันที ที่ประจำของเขา ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักนิด
“ลมอะไรหอบมาล่ะ”
“ก็ต้องเป็นลมคิดถึงที่ผมมีให้คุณย่าน่ะสิครับ”
จากนั้นป้านางก็รีบกุลีกุจอหยิบจานและแก้วน้ำออกมาวางให้คนเป็นนายอย่างเร่งรีบ แม้จะแปลกใจไม่น้อยที่วันนี้อยู่ๆ ชายหนุ่มก็มาร่วมวงอาหารค่ำ เพราะปกตินั้น มีเพียงวันอาทิตย์เท่านั้น ที่ชายหนุ่มจะทานมื้อค่ำด้วย แต่นี่เพิ่งวันอังคาร หล่อนจึงแปลกใจไม่น้อย และคิดอยู่ลึกๆว่า ชายหนุ่มอาจจะมาขอโทษแม่สาวร่างท้วมตรงหน้าที่ร้องไห้จนตาบวมขนาดนี้หรือเปล่า แม้ความเป็นไปได้จะเป็นศูนย์ก็ตาม
