บทที่ 12 12
ตลอดห้าเดือนที่แพรไหมมาอาศัยอยู่ที่ไร่ภูตะวัน ได้อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าหนี้หนุ่มเกือบตลอดเวลา จนหญิงสาวพลั้งเผลอมอบหัวใจให้แก่พ่อเลี้ยงหนุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ
“อย่าบ้านะแพรไหม” ดวงหน้าหวานสะบัดหน้าไปมา หวังให้เลิกคิดฟุ้งซ่าน
“เป็นอะไรแพรไหม ส่ายหน้าทำไม” ชายหนุ่มยื่นใบหน้าเข้ามาถามใกล้ๆ จนหญิงสาวสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดลงใบหน้า ทำเอาหัวใจดวงน้อยๆ เต้นรัวเร็วไม่เป็นจังหวะแทบจะทะลักออกมาจากอก ขณะที่ใบหน้าแดงระเรื่อราวกับลูกเชอร์รีผลสุก
“เป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า ตัวก็ไม่ร้อนนี่” พ่อเลี้ยงหนุ่มยื่นมือไปแตะที่หน้าผาก และตามซอกคอขาวของหญิงสาวเพื่อวัดอุณหภูมิ
“เปล่าๆ ค่ะ ฉันสบายดี” หญิงสาวพึมพำเบาๆ ก่อนเบี่ยงตัวลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน แกล้งเดินไปดูเอกสารแก้ขัดเขิน คนขี้สงสัยจึงเดินตามไป
“ว่าไง” คนไม่คิดอะไร ตามไปประกบแนบชิดซ้อนด้านหลัง แต่คนคิดไปไกลกลับเริ่มทำตัวไม่ถูก
“เอ่อ...เมื่อกี้ตอนไปกินข้าว แดดมันแรงไปหน่อยค่ะ” เธอให้เหตุผลแบบขอไปที หวังให้คนขี้สงสัยเลิกยุ่งวุ่นวายซักถามกับเธอเสียที
“ผิวบอบบางเสียจริง” ปลายนิ้วเรียวไม่แพ้ผู้หญิงไล้ตามแก้มนวลปลั่งไปมา
“ผิวผู้หญิงก็แบบนี้แหละค่ะ” หญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวออกห่างจากร่างใหญ่ จากนั้นกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน หยิบงานที่ทำค้างเมื่อก่อนเที่ยงมาทำต่อ
“อืม...ว่าแต่น้องสาวเธอติดต่อกลับมาบ้างหรือเปล่า” ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุยกะทันหัน จนหญิงสาวปรับอารมณ์ตามแทบไม่ทัน
“ฉันไม่มีโทรศัพท์ ยัยดาวคงติดต่อหาฉันไม่ได้หรอกค่ะ” หญิงสาวกล่าวอธิบาย หาได้ประชดประชันไม่
“งั้นก็เอามือถือสับปะรังเคของเธอคืนไป และอย่าคิดตุกติกล่ะ ถ้าฉันจับได้ ฉันเอาเธอตาย” เขากล่าวข่มขู่เสียงเข้ม เพื่อให้อีกฝ่ายเกรงกลัว
“ค่ะ” แพรไหมรับมือถือรุ่นเก่าเครื่องแรกที่บิดาเธอซื้อให้เป็นของขวัญตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ซึ่งเธอเก็บรักษามันไว้เป็นอย่างดี รอยขีดข่วนสักนิดก็แทบไม่มีให้เห็น
“เดี๋ยวเตรียมตัวออกไปดูงานกับฉันที่โรงแรมด้วยล่ะ” พ่อเลี้ยงหนุ่มกล่าวสั่งงาน ขณะจ้องดวงหน้าหวานที่กำลังอมยิ้มกับมือถือราคาถูกในมือราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
“ได้ยินที่พูดมั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยย้ำอีกครั้ง
“ได้ยินแล้วค่า” หญิงสาวขานรับ ก่อนก้มลงหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นคล้องแขน พร้อมสมุดโน้ตประจำตัวขึ้นมาถือไว้
“พร้อมแล้วค่ะเจ้านาย” ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับ รู้สึกตื่นเต้นดีใจ ที่ชายหนุ่มยอมพาเธอออกไปด้านนอกไร่
“ดีใจจนออกนอกหน้าเชียวนะ” เขามิวายกล่าวเหน็บแนมเล็กน้อย จากนั้นเดินนำหญิงสาวไปที่รถ
แพรไหมต้องตะลอนตามพ่อเลี้ยงภูตะวันไปดูงานทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ห้างสรรพสินค้าและสิ้นสุดที่บริษัททัวร์ที่แพรดาวเคยทำงาน
“แพรไหม เดี๋ยวเธอนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนแล้วกัน ฉันจะเข้าไปสั่งงานกับผู้จัดการสักหน่อย” ชายหนุ่มหันมาแตะข้อศอกเบาๆ ให้เธอหยุดเดิน
“ค่ะพ่อเลี้ยง” แพรไหมเลือกนั่งที่โซฟาฝ่ายต้อนรับลูกค้า และนั่นทำให้พนักงานหนุ่มที่กำลังเดินออกมาถึงกับหยุดชะงัก
“พี่แพร พี่แพรจริงๆ ด้วย” กวีเพื่อนสนิทของแพรดาว เดินเข้ามาทักทายสาวรุ่นพี่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“กวี” ดวงตากลมโตเบิกขึ้น รู้สึกตกใจ ไม่คาดคิดว่าจะเจอคนรู้จักที่นี่
“ดาวเขาหนีไปอยู่ไหน พี่แพรรู้หรือเปล่าครับ บริษัทตามหาตัวกันให้วุ่น” ชายหนุ่มเปิดฉากกระซิบถาม ขณะมองไปรอบๆ บริเวณ กลัวใครจะมาได้ยิน
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันกวี แต่ดาวเขาไม่น่าทำแบบนี้เลย” แพรไหมอดที่จะตำหนิน้องสาวต่างมารดาไม่ได้
“นั่นสิครับ ทำให้พี่แพรต้องเดือดร้อนไปด้วย” ชายหนุ่มกล่าวขึ้น เพราะรู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้ดีกว่าใคร
“งั้นเอาเบอร์โทร.พี่ไปนะ ถ้าดาวติดต่อมา โทร.บอกพี่ด้วย ไม่ก็บอกให้ดาวโทร.หาพี่ก็ได้” แพรไหมก้มลงจดเบอร์โทรศัพท์มือถือของตนให้แก่หนุ่มรุ่นน้อง
“ได้ครับพี่แพร” กวีเก็บเบอร์โทรศัพท์สาวรุ่นพี่ไว้เป็นอย่างดี แต่ไม่อาจหลุดลอดสายตาคมประดุจเหยี่ยวของพ่อเลี้ยงภูตะวันไปได้ แต่เขากลับเลือกที่จะเงียบ อยากรู้ว่าลูกหนี้สาวกำลังแอบทำอะไรลับหลังเขาอยู่
“ไปกันเถอะแพรไหม” เสียงเข้มดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาร่างเล็กตกใจชาวาบ ค่อยๆ หันไปมอง เมื่อเห็นใบหน้าเจ้าหนี้หนุ่มดูเรียบเฉย เธอจึงแอบลอบถอนหายใจเบาๆ
“ค่ะ...พี่ไปก่อนนะกวี” แพรไหมหันมาส่งยิ้มให้หนุ่มรุ่นน้อง ก่อนซอยเท้าเล็กเดินตามร่างสูงชะลูดไปที่รถ
“หมอนั่นเป็นใคร” เมื่อรถกำลังแล่นออกมาหน้าบริษัท ชายหนุ่มจึงหันมาถามหญิงสาว
“เอ่อ...กวี เขาเคยเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย ที่ฉันเคยเรียนอยู่น่ะ” แพรไหมจำต้องปกปิดเรื่องของกวีเป็นความลับ กลัวหนุ่มรุ่นน้องจะถูกเพ่งเล็งเหมือนที่เธอกำลังโดนอยู่ในตอนนี้
“ดูสนิทสนมกันมาก จนฉันแปลกใจ” ชายหนุ่มเอ่ย โดยเน้นคำว่าสนิทสนมด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน
“ค่ะเราสนิทกัน ฉันเป็นพี่รหัสเขาค่ะ” หญิงสาวจำใจต้องพูดปด หวังให้เจ้าหนี้หนุ่มเลิกสงสัย เขาเพียงแต่พยักหน้าให้เท่านั้น
