บทที่ 3 ใจดีสู้เสือ
ท่วงท่านั้นส่งผลให้ชายกระโปรงรั้งถดร่นขึ้นมาจนถึงโคนขาอ่อนทันที ผิวเนื้อขาวผ่องเนียนละเอียดราวกับน้ำนมสัมผัสเข้ากับสายลมเย็นยามจนขนอ่อนลุกชันเกรียวไปด้วยความรู้สึกซาบซ่านและสยิวอย่างบอกไม่ถูก
หวันยิหวารีบหนีบขาเข้าหากันแน่นด้วยความอับอายอย่างถึงที่สุด มือเรียวเล็กพยายามตะครุบชายผ้าพัลวันเพื่อปกปิดความลับใต้ร่มผ้าให้พ้นจากสายตาเจ้าเล่ห์คู่นั้น แต่ท่วงท่าที่ต้องนั่งบิดอยู่บนอานม้าทำให้เธอขยับตัวลำบากเหลือเกิน และนั่นกลับยิ่งทำให้แผ่นหลังเนียนแอ่นโค้งรัดรึง ทรวดทรงองค์เอวอวบอิ่มชูชันยั่วยวนสายตาของซาตานร้ายที่ยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังอย่างปิดไม่มิด!
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งสติ ชายหนุ่มก็สปริงตัวปีนขึ้นนั่งซ้อนทางด้านหลังเธอในทันที แผ่นอกกว้างหนาตึงแน่นไปด้วยมัดกล้ามเบียดชิดแผ่นหลังบางจนไร้ช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน สัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อหัวใจของเขาที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง กลิ่นอายความเป็นชายชาตรีและลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดตรงต้นคอระหงทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต!
วงแขนแกร่งข้างหนึ่งวาดโอบจากทางด้านหลังมาประคองเอวคอดกิ่วของเธอไว้มั่น ฝ่ามือหนาร้อนผ่าวบดเบียดแผ่ความร้อนผ่านเนื้อผ้าบางเบาของชุดเดรสจนผิวเนื้อสาวใต้ร่มผ้าสั่นระริก ก่อนที่ชายหนุ่มจะกระตุกเชือกบังเหียนเบา ๆ สั่งให้เจ้าวายุออกเดินลัดเลาะไปตามแนวป่า
แสงตะวันเริ่มมืดมิดลงอย่างรวดเร็ว ความสลัวรางของยามราตรีกาลคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความเงียบงันที่โรยตัวเข้าปกคลุมรอบกาย มีเพียงเสียงฝีเท้าม้าที่ย่ำไปบนพื้นดินสลับกับเสียงหัวใจของหวันยิหวาที่เต้นรัวกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ ทุกครั้งที่ม้าขยับก้าว สะโพกกลมกลึงของเธอก็จะครูดอกไปกับหน้าขาแกร่งของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นความใกล้ชิดที่อันตรายชวนให้สยิวใจจนเธอแทบจะสำลักความอึดอัด หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายข่มความประหม่า ก่อนจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
“นาย...ขี่ม้าแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ” เสียงหวานสั่นพร่าน้อย ๆ พยายามทำใจดีสู้เสือ ทั้งที่ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระทึกจนแทบจะกระเด็นกระดอนออกมาด้านนอก
“ก็ไม่ทุกวันหรอก” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยตอบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดผิวกายเนียนตรงต้นคอระหงจนหญิงสาวต้องหดคอหนีด้วยความสยิวซ่าน
ชายหนุ่มลอบยิ้มในความมืดที่กำลังคืบคลาน ก่อนจะกระชับวงแขนที่โอบเอวบางให้แน่นเข้าอีกจนหัวไหล่มนแนบชิดติดกับแผงอกตึงแน่นล่ำสัน ความนุ่มหยุ่นของแผ่นหลังสาวที่บดเบียดกับมัดกล้ามเนื้อแกร่งปลุกเร้าความดิบเถื่อนในกายชายให้ตื่นตัว เขาจงใจขยับกายกดเน้นความแข็งแกร่งของบุรุษเพศเข้าหาเพื่อหยั่งเชิงปฏิกิริยาของคนในอ้อมกอด ก่อนจะเอ่ยต่อกลั้วหัวเราะในลำคอ
“แต่เผอิญว่าวันนี้เจ้าวายุมันอยากเที่ยวในไร่กับผม”
“ปล่อยมือได้แล้วมั้ง” หวันยิหวาประท้วง
“ถ้าผมปล่อยไป เกิดคุณร่วงจากหลังม้าขึ้นมาจะทำไง หืม?”
“คนฉวยโอกาส!”
“เอาเถอะน่า อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
“ไหนบอกอีกตั้งสามกิโลไง!” หญิงสาวตวัดเสียงใส่ เริ่มจับได้ว่ากำลังถูกคนเจ้าเล่ห์ล่อลวง
“ผมล้อเล่น” ชายหนุ่มยักไหล่ ท่าทางไม่ทุกข์ร้อน
“มีอะไรที่นายพูดความจริงบ้างเนี่ย!”
“มีสิ” ภูดิศโน้มใบหน้าลงมาจนชิดพวงแก้มใส กระซิบคำตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าชวนสั่นสะท้าน
“คุณสวยเซ็กซี่ถูกใจผม นั่นเรื่องจริง”
คำสารภาพตรง ๆ อย่างร้ายกาจทำให้หวันยิหวาหน้าร้อนผ่าวราวกับจะจับไข้ หญิงสาวรีบเบือนหน้าสวยหนีสายตาคมกริบที่จ้องมองลงมา เธอพยายามมองตรงไปยังเส้นทางมืดมิดเบื้องหน้าเพื่อซ่อนความประหม่า
“ขยับห่างจากฉันเลยนะ ฉันไม่ไว้ใจนาย!”
“นี่คุณคิดว่าผมอยากจะมานั่งเบียดกับคุณแบบนี้หรือไง... หืม?” ภูดิศแกล้งลากเสียงต่ำทุ้มพลางแกล้งกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนทรวงอกอวบอิ่มลอยเด่นเบียดเข้ากับท่อนแขนล่ำ
“ผมเห็นว่าคุณเป็นแขกคนสำคัญของพ่อเลี้ยงเขาหรอกนะ”
“หึ... เมื่อกี้ฉันบอกนายปาว ๆ แต่นายก็ไม่เชื่อว่าฉันเป็นแขกของพ่อเลี้ยง” หวันยิหวาแค่นเสียงประชด
“เชื่อสิ... ทำไมผมจะไม่เชื่อ” สายตาของภูดิศแปรเปลี่ยนเป็นวับวาวด้วยรอยแค้นที่ซ่อนลึก ชายหนุ่มเหยียดยิ้มหยันในความมืด น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเสียดสีจนคนฟังหนาวสะท้าน
“ผู้หญิงสาว ๆ สวย ๆ อย่างคุณ ถ้าไม่สนใจพ่อเลี้ยง จะถ่อมาถึงที่นี่ทำไมกันเล่า”
“หยุดพูดจาดูถูกฉันเดี๋ยวนี้นะ!” หวันยิหวาตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความอัปยศที่ถูกตราหน้าเป็นหญิงใจง่าย
“ไม่งั้นเจอพ่อเลี้ยงเมื่อไหร่ นายได้โดนลงโทษอย่างหนักแน่!”
“คร๊าบบบ!!” ภูดิศลากเสียงก่อนจะหัวเราะในลำคอ สะใจที่ยั่วโมโหเธอได้สำเร็จ
“เอาล่ะ ผมจะไม่พูดอะไรแล้ว”
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้งตามคำสั่ง พร้อมกับความมืดมิดที่เริ่มแผ่ซ่านจนมองไม่เห็นทาง หวันยิหวาเริ่มใจคอไม่ดี ลมหนาวปะทะผิวจนเธอต้องห่อไหล่ นึกขึ้นได้ว่าความมืดขนาดนี้อาจเกิดอันตราย
“เริ่มมืดแล้ว... ม้ามันมองเห็นเหรอ” หญิงสาวเอ่ยถาม ทว่าคนข้างหลังกลับเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
“นี่นาย! ได้ยินที่ฉันพูดรึเปล่า” เธอเบียดสะโพกเข้าหาแผงอกแกร่งเพื่อประท้วง
“ก็คุณสั่งไม่ให้ผมพูดเองไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มตอบยียวน
“ก็ฉันห้ามไม่ให้นายพูดจาดูถูกฉัน! แต่นี่ฉันถาม เรื่องความปลอดภัย นายก็ต้องตอบสิ”
“มันดมกลิ่นเอา... มันจำทางกลับคอกของมันได้หรอกน่าคุณ ไม่ต้องกลัวหรอก”
“ก็แค่นี้...” หวันยิหวาพึมพำ ก่อนจะนึกขึ้นได้
“แล้วนายไม่มีไฟฉายหรืออะไรมาเลยเหรอ”
“มี...”
“แต่มือผมไม่ว่าง ผมต้องดูแลแขกคนสำคัญของพ่อเลี้ยง กลัวจะตกร่วงลงไปเจ็บตัวเสียก่อน” คำพูดนั้นคล้ายความห่วงใย ทว่าฝ่ามือหนากลับลูบไล้แผ่วเบาอยู่ที่เอวคอดกิ่วอย่างถือวิสาสะ
“ใกล้ถึงหรือยังเนี่ย” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสัมผัสวาบหวาม
“ทำไม... คุณกลัวมืดเหรอ”
“เปล่า ฉันเมื่อย”
“ก็อย่านั่งให้มันเกร็งนักสิ... ผมอนุญาตให้พิงอกผมก็ได้อะ”
“เชอะ ฝันไปเถอะ” หวันยิหวาเอ่ยปากปฏิเสธความหวังดีแฝงความเจ้าเล่ห์นั้นทันควัน
