บทที่ 9 หลุมพรางของพ่อเลี้ยง

“สรุปว่าตอนนี้คุณภูเขามาบริหารงานแทนคุณพ่อของเขาเหรอคะแม่”

“ใช่ลูก ตอนนี้คนงานในไร่ก็พากันเรียกเขาว่าพ่อเลี้ยงกันหมดแล้ว ว่าแต่...หนูยังไม่เจอพี่เขาใช่มั้ยลูก”

“ยังเลยค่ะแม่ เจอแต่ลูกน้องที่ชื่อนายเอียดนั่นแหละค่ะ สงสัยจะเป็นคนสนิทมั้งคะ”

“ไม่หรอกจ้ะ...นายเอียดน่ะเป็นหัวหน้าคนงานเก่าแก่ในไร่ต่างหาก”

“เอ๊ะ!!!...แต่ทำไมนายเอียด ถึงดูไม่เหมือนหัวหน้าคนงานเลยล่ะคะ ท่าทางกวนประสาท...” หญิงสาวพึมพำ หน้าร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงรสจูบป่าเถื่อน

“อย่าคิดมากเลยลูก ถ้าพ่อเลี้ยงเขากลับมาหนูคงได้เจอเองแหละ ที่แม่ให้หนูมาที่นี่ก็เพื่อช่วยงานคุณภูเขานะ หนูเรียนจบบัญชีมาจากเมืองนอกเมืองนา แม่ไม่อยากให้ไปลำบากตะลอนหางานทำที่อื่น มาช่วยงานที่ไร่ดีกว่า อีกอย่างพ่อเลี้ยงแสนคำท่านก็สั่งเสียเอาไว้ ว่าอยากให้แม่ตามหนูกลับมาช่วยงานที่ไร่ให้ได้”

“งั้นช่วงนี้ยิหวาจะอยู่เฝ้าคุณแม่เองค่ะ”

สองแม่ลูกที่ไม่ได้เจอกันนานสวมกอดกันด้วยความรัก โดยที่ไม่รู้เลยว่าที่ด้านนอกประตูห้องพัก ร่างสูงใหญ่ของภูดิศกำลังยืนแอบฟังทั้งสองคุยกันอยู่ ก่อนที่ในใจจะคิดแผนการร้ายบางอย่าง

ดวงใจยังคงกังขาว่าเหตุใดภูดิศถึงสั่งให้นายเอียดมาส่งลูกสาวของเธอ หรือว่าเขาจะรู้เรื่องลูกสาวของเธอแล้ว? และที่สับสนที่สุดคือเหตุใดถึงให้หวันยิหวาไปนอนเรือนหลังเล็กท้ายไร่ ทั้งที่ก็มีพักอยู่เรือนเฟื่องฟ้าที่หรูหราสะดวกสบาย

“คุณแม่ให้หนูมาทำงานแทนคุณแม่ใช่ไหมคะ” หวันยิหวาเอ่ยถาม

“จ้ะ แม่คุยกับพ่อเลี้ยงแสนคำเอาไว้ก่อนที่ท่านเสีย... งานหลัก ๆ ของหนูคือดูแลแผนกบัญชีและเอกสารทั้งหมด ส่วนงานในไร่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อเลี้ยงภูเขาเถอะ”

“หนูก็รอให้แม่ออกจากโรงพยาบาลก่อน แล้วแม่จะคุยกับคุณภูให้”

หลังจากวันนั้น หวันยิหวาก็เดินทางไปเฝ้าไข้มารดาที่โรงพยาบาลทุกวัน โดยมีภูดิศในคราบ นายเอียด หัวหน้าคนงาน คอยรับส่งตลอดเวลา และในค่ำคืนหนึ่ง ระหว่างทางขับรถกลับไร่ท่ามกลางความมืดมิดภายในรถ ความอึดอัดระคนจับผิดก็ปะทุขึ้น

“ฉันถามอะไรหน่อยสิ...” เสียงหวานเอ่ยทำลายความเงียบ

“วันแรกที่ฉันมาถึง ฉันบอกชัดเจนว่ามาหาพ่อเลี้ยงแสนคำ ทำไมนายไม่บอกฉันสักคำว่าท่านเสียชีวิตไปแล้ว” ภูดิศเหลือบสายตาคมกริบมองใบหน้าหวานสลัวในความมืด มุมปากกระตุกยิ้ม

“ก็ผมกลัวว่าคุณจะกลัวผีน่ะสิคุณ... เล่นนอนอยู่ที่บ้านพักท้ายไร่คนเดียวเปลี่ยว ๆ แบบนั้น”

“งั้นเหรอ... แต่เอื้อมจันทร์ก็ไปนอนเป็นเพื่อนฉันแล้วนี่ สรุปว่านายกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่หึ ไหนลองบอกมาสิ” หวันยิหวาหันมาจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง

“คุณรู้อะไรมาล่ะครับ” เขาหยั่งเชิงเสียงเรียบ

“คุณแม่บอกฉันหมดแล้ว... เรือนเฟื่องฟ้าออกจะสะดวกสบายและมีครบทุกอย่าง แต่นายกลับส่งฉันไปนอนบ้านพักซอมซ่อท้ายไร่ นายทำแบบนั้นเพื่ออะไรกันแน่ หรือว่าเป็นคำสั่งของคุณภู!”

“ใช่ ๆ ครับ นั่นเป็นคำสั่งของคุณภู” ภูดิศโยนความผิดให้ตัวเองในจินตนาการได้อย่างหน้าตาเฉย

“และถ้าคุณอยากย้ายไปพักที่เรือนเฟื่องฟ้า... ควรจะรอให้คุณภูกลับมาก่อน”

“งั้นก็ได้ค่ะ! เพราะอีกหน่อยพอคุณแม่ออกจากโรงพยาบาล ฉันก็จะได้อยู่ใกล้คอยดูแลท่านได้เต็มที่หน่อย” ภูดิศแอบขบกรามแน่น อารมณ์ดิบในกายพลุ่งพล่านยามเห็นท่าทีอวดดี

“คุณจะมาทำงานบัญชีที่ไร่นี้เหรอครับ” ภูดิศถาม เสียงทุ้มต่ำพร่ามัวแฝงความเซ็กซี่อย่างร้ายกาจ สายตาคมกริบหลุบมองริมฝีปากอิ่มที่เคยลิ้มลองกึ่งคาดโทษ

“ใช่ แต่ก็คงต้องรอให้คุณภูจะกลับมาเสียก่อน”

“ก็คง...เร็ว ๆ นี้แหละครับ” ภูดิศตอบ ก่อนจะลอบยิ้มร้าย 'ยัยลูกหมูเอ๊ย...เดี๋ยวฉันนี่แหละจะสั่งสอนให้เธอรู้ซึ้ง'

หลังจากปล่อยให้หวันยิหวาขึ้นไปเยี่ยมอาการของมารดาเรียบร้อย พอเห็นเธอลงมารอ ภูดิศก็รีบสาวเท้าเข้าประชิดร่างบางทันที หล่อนกำลังบ่นพึมพำด่าทอแสงแดดเมืองไทยที่ร้อนระอุจนผิวเนียนละเอียดเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อเหมือนลูกตำลึงสุก แต่นั่นก็ทำให้เธอดูเย้ายวนใจไม่น้อย

แก้มป่อง ๆ กับริมฝีปากอิ่มที่เจ่อหนา จากอาการงอนง้อธรรมชาติ ทำให้อารมณ์ดิบของซาตานร้ายแปรเปลี่ยนเป็นความนึกสนุก ชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคออย่างอดไม่ได้

“นายหัวเราะอะไร” เสียงหวานตวัดถามอย่างไม่สบอารมณ์ นัยน์ตากลมโตค้อนขวับอย่างเอาเรื่อง แววตาตื่นตระนกปนแง่งอนนั้นทำให้ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมองของพ่อเลี้ยงหนุ่มทันที 'แดดจัดขนาดนี้ เห็นทีต้องแกล้งแม่สาวเมืองกรุงให้เข็ดหลาบเสียหน่อย'

“อ๋อ เปล่า ๆ ครับ ไม่มีอะไร” ภูดิศรีบสลัดความคิดในหัวทิ้งไป ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธทันควัน

“ยังไงก็ขอบคุณนะ ที่นายคอยรับส่งฉันมาเยี่ยมแม่มาตลอดเลย” หญิงสาวเอ่ยขณะก้าวขึ้นรถออกจากโรงพยาบาล หวันยิหวายอมลดทิฐิลงเมื่อนึกถึงความมีน้ำใจของเขา

“ไม่เป็นไรหรอกครับ พ่อเลี้ยงภูสั่งผมไว้” ชายหนุ่มแสร้งอ้างชื่อตัวเองหน้าตาเฉย

“ถ้าวันนี้คุณพอจะว่าง... ลองเข้าไปดูงานในไร่กับผมสักหน่อยดีมั้ยครับ”

“แต่คุณแม่บอกฉันว่า... พ่อเลี้ยงภูจะให้ฉันทำเฉพาะงานบัญชีในออฟฟิศนะ เรื่องงานที่ไร่ คงไม่เกี่ยวกับฉันหรอกมั่ง” หวันยิหวาแย้ง คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น

“อืม... นั่นมันก็ใช่ครับ แต่พอดีว่าพ่อเลี้ยงสั่งผมเอาไว้ ว่าให้พาคุณไปเรียนรู้งานภาคสนามในไร่เสียก่อน จะได้เข้าใจระบบ แล้วค่อยส่งตัวคุณไปที่แผนกบัญชี” ภูดิศขยับยิ้มพราวเสน่ห์ ขณะสายตาจ้องมองไปยังถนน

“ก็แค่ไปเรียนรู้งานเฉย ๆ น่ะครับ”

“งั้นก็ได้ค่ะ แต่ขอเป็นช่วงที่แดดไม่จัดนะคะ”

“งั้นพรุ่งนี้เช้าคุณตื่นไหวหรือเปล่าครับ จะได้ไม่ร้อน”

“ก็ได้ค่ะ จริง ๆ ฉันก็ตื่นเช้าอยู่แล้ว”

“โอเคครับ งั้นถ้าพรุ่งนี้หลังจากเยี่ยมคุณแม่ของคุณเสร็จแล้ว ผมจะพาคุณไปดูงานที่ไร่”

“ค่ะ” หวันยิหวารับคำ โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังก้าวขาเข้าสู่หลุมพรางที่เขาขุดล่อไว้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป