บทที่ 5 Chapter 3 : แรกพบสบตา
Chapter 3 : แรกพบสบตา
เสียงพูดคุยผสมผสานกับหัวเราะดังลั่นจากกลุ่มเพื่อนราวสี่ถึงห้าคนที่รวมตัวกันอยู่บริเวณมุมหนึ่งของคณะในมหาวิทยาลัยชื่อดังเหมือนกับทุกวัน และแน่นอนเมื่อได้รวมตัวกันเช่นนี้ หัวข้อของบทสนทนาคงหนีไม่พ้นเรื่องสัปดนใต้สะดือเป็นแน่ตามประสาพวกผู้ชาย หากแต่ดูเหมือนทั้งกลุ่มจะมีเพียงลูกครึ่งหนุ่มตาสีมรกตเท่านั้นที่เอาแต่ทำหน้าเบื่อโลกขัดกันกับบรรยากาศโดยรอบอย่างสิ้นเชิง
"หงอย! นั่งหงอยเป็นหมาโดนเจ้าของทิ้งเลย ไอ้เหมชิ่งไปกับไอ้สายฟ้าอีกล่ะสิเนี่ย"
เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามพลางส่ายหน้าเบา ๆ ราวกับรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
"เออ!"
คนถูกถามลงน้ำหนักมากซะจนเรียกได้ว่าค่อนไปทางเสียงเขียวก็ว่าได้ ดวงตาสีมรกตก็เปลี่ยนเป็นเขียวไปซะอย่างนั้นทำเอาเพื่อนในกลุ่มถึงกับเงียบเสียงลงอย่างพร้อมเพรียงเมื่อได้ฟัง ราวกับว่าเกิดเห็นใจความรู้สึกของไทเลอร์ที่ถูกเพื่อนทิ้ง ทว่าเพียงชั่วครู่เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกครั้ง แถมยังมากกว่าเดิมพร้อมกับฉายาเรียกขานคนตาสีมรกตใหม่ว่า 'หมาหัวเน่า' อีกต่างหาก
กระแสความขบขันยังไม่ทันจางหาย ทว่าสายตาของหนึ่งในกลุ่มก็ถูกดึงดูดไปกับความสดใสที่เพิ่งย่างกรายเข้ามา นัยน์ตาภายใต้กรอบแว่นเบิกกว้างพลางสะกิดเรียกคนอื่น ๆ ให้หันมองตาม
"เฮ้ยๆๆ พวกมึงเงียบก่อน ดูนั่น เชี่ยอย่างแจ่ม"
ทั้งกลุ่มมองตามคำร้องชวนของเพื่อนแว่นผู้ที่เปิดประเด็นขึ้น จึงได้เห็นเป็นภาพของเด็กปีหนึ่งสามคนกำลังเดินตีคู่กันผ่านหน้าพวกเขาไป แต่ดูเหมือนคนที่เด่นสุดในนั้นก็น่าจะเป็นหนุ่มน้อยที่เดินอยู่ตรงกลางนั่น ผิวกายค่อนขาวตัดกับเสื้อนักศึกษาถูกระเบียบและเรือนผมสีน้ำตาลได้อย่างลงตัว วงหน้าออกไปทางหวานอยู่หน่อย โดยเฉพาะกลีบปากสีแดงระเรื่อเล็ก ๆ ดั่งคนสุขภาพดีนั่น ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เข้ากันจนเหมือนกับว่าปั้นแต่งก็ไม่ปาน
"เด็กปีหนึ่งคนนั้นนี่เอง ดูท่าจะสมคำร่ำลือจริงๆ ว่ะ"
"ทำไมว่ะ เด็ดรึไง"
ไทเลอร์เอ่ยขึ้นน้ำเสียงเยาะอย่างเห็นได้ชัด จนเพื่อนคนที่สวมแว่นและเปิดประเด็นในตอนแรกขัดออกมาน้ำเสียงคล้ายไม่พอใจนัก
"ปากกับสมองมึงนี่เนอะ คิดแต่เรื่องเหนือหัวเข่าจริงๆ ที่กูบอกว่าสมคำร่ำลือนี่คือหมายถึงเรื่องนิสัยโว้ย! เห็นว่าเป็นเด็กเรียนดี ยิ้มเก่ง แถมยังนิสัยดีอีกต่างหาก ได้ยินมาว่าทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยนี่ แม่งโคตรดี โคตรขยัน"
หนุ่มแว่นเอ่ยชมอย่างออกหน้าออกตาแล้วทำหน้าเคลิบเคลิ้มจนเพื่อนในกลุ่มเอ่ยแซวกันยกใหญ่ ในขณะที่คนหน้าบูดประจำกลุ่มกลับส่งเสียงเยาะหยันในลำคอออกมาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต่างอะไรกับคำพูดที่ตามมาเลยสักนิด
"คนเดี๋ยวนี้มันตัดสินกันแค่เห็นจากภายนอกไม่ได้หรอกเว้ย หน้าตาใสซื่อทำตัวดีน่าสงสาร สุดท้ายก็ปีศาจร้ายหิวเงินดีๆ นี่แหละ"
"งั้นก็ต้องแก้ผ้าออกดูก่อนสินะถึงจะตัดสินได้ เพราะเห็นทั้งภายนอกภายใน"
แก๊งเด็กหนุ่มเอ่ยด้วยความคึกคะนองพลางหัวเราะเสียงดังไม่มีความเกรงใจจนตกเป็นเป้าสายตาของหลายคนในมหาวิทยาลัยแต่มีหรือพวกเด็กลูกคนรวยอย่างพวกเขาจะแคร์
"ว่าแต่มึงพูดแบบนั้น ไม่ใช่ว่าดูทั้งภายนอกภายในเขามาหมดแล้วล่ะไอ้ไท"
คนถูกถามไหวไหล่กวน ๆ ออกมาอยู่หน่อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันชนิดคูณสองออกไปอีก
"เปล่า ก็ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น แต่เคยเห็นคนประเภทนี้มาเยอะแล้ว แรกๆ ก็ดี ใสซื่อ สุดท้ายดีแตกทุกราย"
ลูกไฮโซกระแทกเสียงทิ้งท้ายแล้วเดินออกไปเลยด้วยความหงุดหงิดในใจ เล่นเอาทั้งกลุ่มที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรได้แต่นั่งมองหน้ากันอย่างงุนงง ว่าพ่อหนุ่มลูกครึ่งคนนี้จะมาใส่อารมณ์ประหนึ่งว่ารู้จักกันทำไม หากแต่กลุ่มเพื่อนต่างก็สรุปกันเอาเองว่าชายหนุ่มคงจะแค่พาลเพราะหงุดหงิดที่เหมันต์ชิงหนีเขาไปก็เท่านั้น
ทว่าในจังหวะที่ความฉุนเฉียวยังไม่ทันคลาย จู่ ๆ ร่างสูงสง่าก็ถูกแรงปะทะเข้าจากทางด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว
"เฮ้ย!! ไม่มีตารึไงว่ะ"
เสียงร้องอย่างตกใจผสานกับความกรุ่นโกรธอย่างเห็นได้ชัดของคนตาสีมรกตดังลั่นขึ้น เมื่อจู่ๆ ตนก็ถูกชนเข้าอย่างจังจากใครที่ไหนก็ไม่รู้ และที่แย่ไปมากกว่านั้นคือเสื้อนักศึกษาของเขาในตอนนี้ เประเปื้อนไปด้วยคราบน้ำหวานสีสดจากฝั่งของคู่กรณีไปแล้วครึ่งตัวก็ว่าได้
"โอ๊ะ! ขอโทษครับ ขอโทษ ผมไม่ทันมองขอโทษจริงๆ ครับ "
'ไอเฟล'ร้องบอกออกมาอย่างตกใจปนลนลานเมื่อเห็นคราบเปื้อนบนตัวและเสื้อของเขา มือคู่ค่อนไปทางเรียวรีบหาผ้าเช็ดหน้าสีเรียบของตนขึ้นมาหมายจะเช็ดให้ ทว่าเพียงแต่สัมผัสไปแค่แตะปลายขน คนตัวโตที่เอาแต่ก้มหน้ามองเสื้อตัวเองก็ปัดมือของเขาหนีราวกับรังเกียจเสียเต็มประดา เจ้าของใบหน้าคมเหลือบตามองคู่กรณีที่ตัวเล็กกว่าตนอยู่หน่อยแล้วก็พลันชะงักไปชั่วครู่ ความหงุดหงิดเดิมจากเรื่องของเหมันต์และบทสนทนาในกลุ่ม ที่พานทำให้นึกถึงเจ้าเด็กคู่ขาใหม่ของคนเป็นพ่อ ก็เหมือนจะทำให้อารมณ์ของตัวไทเลอร์พุ่งสูงขึ้นไปอีก ไม่รู้จะระบายออกทางไหน ลูกนักบุญจึงเลือกที่จะส่งความหงุดหงิดทั้งหมดโยนใส่คนตรงหน้าแทน
"เหอะ! นายเองงั้นเหรอ ทำไมคนแบบพวกนายถึงได้ชอบมาทำให้ฉันรำคาญใจนักว่ะ"
"ผะ ผมขอโทษครับ พอดีผมมัวแต่คุยกับเพื่อนเพลินไปหน่อย ขอโทษจริงๆ ครับ เอ่อ...คือ ขะ ขอโทษจริงๆนะครับ คือ ถ้าอยากให้ชดใช้หรือเอาไปซัก..."
เด็กหนุ่มไอเฟลก้มหน้ามองพื้นอย่างรับผิดอย่างจริงใจในขณะที่ หากแต่คนมองกับยิ่งหงุดหงิดออกมามากกว่าเดิมเสียนี่
"ชดใช้งั้นเหรอ? ดูจากสภาพนายแล้วนี่มีปัญญารึไง หึ! คงคิดว่าแค่จ่ายค่าซักรีดตามร้านทั่วไปคงจบสินะ จะบอกอะไรให้ ผิวฉันมันบอบบางกว่าคนอย่างนายคิดเอาไว้ซะอีก"
"เอ่อคือ..."
"อ้อ! หรือจริงๆ แล้วแค่เรียกร้องความสนใจ อยากจะให้ฉันสงสาร เหอะ น่ารำคาญว่ะ! พวกคนจน หลีกดิ!"
คนตัวโตเปล่งเสียงจนเรียกว่าเกือบตะคอกออกมาเป็นชุด ชนิดที่ว่าหนุ่มน้อยไม่สามารถจะโต้แย้งหรือขอโทษได้ทัน แล้วเดินหนีออกไปเลย โดยมีเสียงพร่ำบอกขอโทษซ้ำๆ ของคนตัวเล็กกว่าตามหลังไป จนกระทั่งแผ่นหลังของเขาเลือนหายจากสายตาไปความเหลืออดจึงพวยพุ่งออกมาทันที
"แม่งเอ๊ย! คิดว่าตัวเองเป็นใครวะ คนอุตส่าห์ขอโทษดีๆ แล้วนะ รู้ว่าโกรธแต่ก็ต้องเหยียดกันด้วยรึไง ผิวบอบบางใส่เสื้อที่ซักตามร้านซักรีดไม่ได้ เหอะ! นี่บ้านเขาใช้ทองคำซักเหรอว่ะ! แล้วไอ้ที่บอกว่าเรียกความน่าสงสารนี่มันหมายความว่าไง ปากเสียชะมัด!"
"..."
"สาธุ! ขอให้เดินไปตกท่อระบายน้ำทีเถอะ เอาให้มันเลอะยิ่งกว่าเก่าไปอีก พ่อจะหัวเราะให้ฟันล่วงเลย ลูกคุณจัด!"
"เอ่อน่ามึง ปล่อยๆ ไปเหอะด่าไปก็เปล่าประโยชน์ คำสาปแช่งไม่ทำอะไรคนรวยหรอก"
เพื่อนที่เดินมากับชายหนุ่มในตอนแรกแต่เหมือนไร้ตัวตนไปชั่วขณะ เอ่ยบอกพลางวางมือบนไหล่กว้างราวกับจะปลอบประโลมแล้วเอ่ยต่อ
"อีกอย่างเขาก็เป็นลูกชายครอบครัวนักบุญเสียขนาดนั้น ด่าอะไรไป แช่งอะไรไปมันจะได้ผลรึไงว่ะ ตระกูลวาลัวส์ขึ้นชื่อเรื่องใจบุญจะตายใครก็รู้"
คำบอกเล่านั้นทำคนหงุดหงิดออกอาการหน้าเหวอออกมาทันที พร้อมกับขยับปากอ้าถามออกไปอีกครั้ง ราวกับไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยินนัก
"มึงว่าไงนะเมื่อกี้น่ะ หมายถึงเจ้าบ้านั่นมาจากไหนนะ"
"ตระกูลวาลัวส์ไง นั่นน่ะเห็นว่าเป็นลูกชายคนเล็ก กูถึงบอกมึงอย่าไปสนใจเลยไง อีกอย่างมึงเองก็ผิดที่เดินไม่ดูเอง"
คนฟังได้แต่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นอย่างทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที ความวิตกกังวลที่ตนทำเรื่องเสียมารยาทออกไปเล่นจู่โจมเขาทันที หากแต่นั่นไม่ใช่เพราะเกรงกลัวความเป็นลูกคนรวยของเขาหรอกนะ หากแต่เป็นเพราะครอบครัววาลัวส์นั่นคือผู้มีพระคุณของเขาต่างหาก!
'แม่งเอ๊ย! ใครจะไปรู้ว่ะว่าลูกคุณท่านจะปากหมานิสัยแย่แบบนี้'
เด็กหนุ่มบ่นกับตัวเองแบบนั้นอย่างกังวลเพราะอีกฝ่ายไม่ต่างอะไรกับเป็นผู้ให้ชีวิตเขาเลย
