บทที่ 7 Chapter 5 : สายตาของซาตาน
Chapter 5 : สายตาของซาตาน
"ถึงกำหนดอีกแล้วสินะ สังคมใส่หน้ากาก นี่ถ้าผมไม่ไปสักคนงานครบรอบบ้าบออะไรนั่นมันจะจัดขึ้นไม่ได้เลยรึไง ก็แค่งานสังคมที่จัดเอาหน้ากลบเกลื่อนอีกด้านของตัวเองเท่านั้น"
"ไอ้ไท อย่าปากดี"
"ทำไมว่ะ ก็กูพูดเรื่องจริงนี่ รับไม่ได้รึไง หรือว่าร้อนตัว"
เทียร์รี่ที่ได้ฟังดังนั้นก็ได้แต่ขบกรามตามแรงอารมณ์ ขายาว ๆ ก้าวเดินเข้าหาคนน้องทันที แต่ก็ติดที่แม่ของตนมากั้นกลางไว้เพื่อห้ามทัพ
"เทียร์ หยุดเลยนั่นน้องลูกนะ"
"คุณแม่ แม่ก็ปกป้องแต่มันจนเสียนิสัยหมดแล้ว มันปากดีขนาดไม่เห็นหัวพี่ชายกับพ่อเลยสักนิดเลยนะ"
"แล้วไงว่ะ ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรให้น่าเคารพเลยนี่"
"ไอ้ไทเลอร์!"
สองพี่น้องกระโจนเข้าหากันโดยมีคนแม่คอยห้ามทัพอุตลุด ในขณะที่ผู้เป็นพ่อกลับส่ายหัวไปมาแล้วเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา
"ผมหวังว่าคุณจะจัดการลูกๆ ของคุณได้นะ และพรุ่งนี้ก็คงไม่ทำให้ผมต้องขายหน้าอีก ผมเหนื่อยขอตัวก่อน"
คุณนายของบ้านได้แต่ถอดถอนลมหายใจออกมา เมื่อผู้เป็นสามีเลือกจะเดินหนีขึ้นบ้านไปเพียงลำพัง ทิ้งลูกหมาขี้โมโหเอาไว้ให้รับมือคนเดียว คนแม่จึงจำใจต้องใช้ไม้แข็งออกไป
"เอาล่ะๆ เลิกบ้าสักที แยกย้ายกันไปนอนได้แล้ว นึกเสียว่าเห็นแกแม่บ้าง!"
คนพี่และคนน้องมองหน้ากันต่ออีกครู่ ก่อนคนเป็นพี่ชายจะยอมทำตามคนเป็นแม่สั่งเดินฟึดฟัดขึ้นบ้านไป โดยไม่วายจะทิ้งท้ายประโยคประชดระคนน้อยใจเอาไว้
"แม่ก็เข้าข้างแต่มันนั่นแหละ ใช่สิ! ผมมันลูกเลือดพ่อนี่"
คนแม่ได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจก่อนจะหันไปหาลูกชายคนเล็ก แล้วส่งสายตาให้อย่างสื่อความหมายโดยไม่ได้เปล่งคำพูดใดออกมา ทว่าคนตาสีมรกตก็เหมือนจะรับรู้ได้ก่อนจะถอนลมหายใจออกมาแล้วพยักหน้ารับอย่างขอไปที
เช้าวันต่อมา
บ้านเพื่อเด็กกำพร้าวาลัวส์ในตอนนี้ เต็มไปด้วยสื่อนักข่าวจากหลากหลายแขนงมากันอย่างเรียกได้ว่าเนืองแน่น และแน่นอนไม่ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนจะออกมาในรูปแบบใด ทว่าเวลานี้ต่อหน้ากล้องและสื่อจำนวนมาก สิ่งที่สมาชิกในตระกูลวาลัวส์แสดงออกมานั้นคือความอบอุ่นจนน่าอิจฉาสำหรับคนภายนอกต่างหาก ไทเลอร์เองแม้จะไม่เต็มใจและขัดใจพอสมควรกับการต้องมานั่งปั้นหน้าแสดงละครแบบนี้ หากแต่ก็จำต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะเห็นแก่หน้าคนเป็นแม่นั่นเอง
จบจากพิธีการและเลี้ยงรับรองต่างๆ นักข่าวและสื่อส่วนใหญ่ทยอยกันกลับ เพื่อจะไปเขียนข่าวพาดหัวทำนองชื่นชมความใจดีของครอบครัวแสนอบอุ่นนี้เหมือนทุกครั้ง ในขณะที่ตัวของคุณมาร์ตินนั้นได้พาครอบครัวแสนอบอุ่นของตนกับสื่ออีกสองสามคนที่สนิทและขอทำสกู๊ปพิเศษแลกกับเงินบริจาคจำนวนหนึ่งเดินสำรวจบ้านเพื่อเด็กวาลัวส์แห่งนี้เพื่อดูความเรียบร้อย
"ปีนี้มีเด็กจบใหม่กี่คนล่ะ"
มาร์ตินเอ่ยถามน้ำเสียงใจดีแก่เจ้าหน้าที่ของบ้านเป็นประจำเหมือนทุกปี ด้วยความที่ไม่ได้มาที่นี่บ่อยเท่าไหร่นักส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียมากกว่าที่จัดการเรื่องราวต่างๆ ฝ่ายนั้นยิ้มรับแล้วตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเชิงสุภาพและนอบน้อม
"มีอยู่หกถึงเจ็ดคนครับคุณท่าน ที่เรียนจบไปแล้ว เรากำลังทำเรื่องให้เข้ามาช่วยงานในเครือวาลัวส์ตามความถนัดของแต่ละคนที่ได้เรียนมาอยู่ครับ"
ผู้ใจบุญพยักหน้ารับรู้แล้วส่งยิ้มให้กับเจ้าหน้าที่เหมือนรับรู้ ทว่าแม้ไม่มีคำพูดออกมาเจาะจง หากแต่พวกเขาก็ต่างรู้ดีกับคำสั่งพิเศษเกี่ยวกับความถนัดที่ว่า ถูกถ่ายทอดคำสั่งภายในแววตาของผู้ผู้ดีต่างแดนนั่น
แสงตะวันเริ่มฉายชัดว่าคล้อยบ่ายเข้าไปทุกที ทั้งหมดจากตระกูลนักบุญจึงเริ่มเตรียมตัวกลับเพราะต้องมีธุระไปทำต่อ แต่ในตอนนั้นเองสายตาของนักบุญวัยกลางคนก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินสวนผ่านไปพอดี ไม่ว่าจะเป็นด้วยรูปร่างหรือหน้าตาที่เด่นเกิดเพื่อนที่เดินไปด้วยกันนั่นก็ไม่อาจทราบได้ ถึงทำให้มาร์ตินและเทียร์รี่หันมามองสบตากันด้วยแววบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเหมือนปกติ
"จริงสิ เรายังไม่ได้เดินไปดูตรงนั้นเลยนี่คุณ นานๆ จะมาสักที"
ว่าแล้วมาร์ตอนกับเทียร์รี่ก็ออกเดินไปตามทางที่หนุ่มน้อยแสนสะดุดตาเมื่อครู่เร้นกายหายเข้าไป โดยมีสีหน้าราวกับรู้อะไรบางอย่างของคนเป็นคุณนายมองตาม ก่อนลมหายใจจะถูกพ่นออกไปอีกครั้งก่อนจะออกเดินตามสามีและลูกชายคนโตไป โดยไม่ลืมลากแขนลูกชายผู้หน้าบูดบึ้งของตนไปด้วย
