บทที่ 8 Chapter 6 : ซาตานสองรุ่น

Chapter 6 : ซาตานสองรุ่น

"ทำอะไรอยู่เหรอหนู"

น้ำเสียงใจดีและฟังดูอบอุ่น ที่ดังขึ้นไม่ไกลจากตัวมากนัก ขับให้หนุ่มน้อยหน้าออกไปทางหวานในชุดนักศึกษาเงยขึ้นมอง แล้วก็พลันออกอาการตาโตขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

"คุณท่าน คุณนายสวัสดีครับ"

เด็กหนุ่มที่จดจำผู้จำได้เป็นอย่างดีถึงใบหน้าของผู้มีบุญคุณรับยกมือไหว้พลางส่งยิ้มสดใสให้สองสามีภรรยาทันทีแบบไม่ได้คิดอะไรมากมาย ถึงแม้ว่าในนาทีตัวมาสายตาจะเหลือบไปเห็นใครบางคนที่ยืนมองมาด้วยแววตาอันแสดงออกได้เป็นอย่างดีว่ากำลังดูแคลนสุดๆ

"ไม่คิดเลยนะว่าจะได้เจอกันอีก เหอะ! แล้วทำมาเป็นบอกจะชดใช้ให้ ทั้งที่นายก็แค่แบมือขอเงินจากที่บ้านของฉันแท้ๆ"

เพราะไม่มีใครอื่นนอกจากครอบครัวของตัวเองและเจ้าหน้าที่คนสนิทแล้ว ไทเลอร์จึงไม่พลาดจะรีบปล่อยสัตว์เลี้ยงในปากออกมาเพ่นพ่านทันที ราวกับว่าอัดอั้นหาที่ระบายมานาน แน่นอน คำพูดนั้นขับให้หนุ่มน้อยร่างเล็กไม่พอใจอยู่มาก ทว่าเพราะเขาคือคนในตระกูลวาลัวส์ เด็กหนุ่มจึงเลือกจะเก็บความขุ่นเอาไว้ในใจแล้วฉีกยิ้มไปให้เหมือนอย่างเคยเท่านั้น

"น้องชายพี่มันก็ปากหม...เอ่อ หมายถึง มันก็ชอบพูดอะไรไม่นึกถึงจิตใจคนอื่นแบบนี้ตลอดแหละ อย่าไปสนใจเลย ว่าแต่น้องชื่ออะไรเหรอ หน้าคุ้นๆ จัง"

เทียร์รี่เบียดตัวขึ้นมาแทรกคนเป็นน้องชาย พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ขับให้คนตัวเล็กผุดรอยยิ้มออกมาแบบไม่ต้องปั้นแต่งแล้วเอ่ยตอบไปอย่างเป็นธรรมชาติ

"ไอเฟลครับ ซิสเตอร์เจสสิก้าตั้งให้ พึ่งเข้ามหาลัยปีแรกอายุสิบเก้าปีแล้วครับ"

"แล้วทำไมตอนเปิดงานถึงไม่เห็นเลย ปกติต้องอยู่กับครบไม่ใช่รึไง"

มาร์ตินถามขึ้นด้วยแววตาฉายประกายบางอย่าง ขณะที่คนถูกถามกลับไม่ได้สังเกตเห็น เพราะคำถามนั้นทำหนุ่มน้อยก็พลันชะงักไปครู่ แถมยังไม่กล้าสบตาอีกต่างหาก ส่งให้คนจ้องเล่นงานอยู่แล้วอย่างไทเลอร์ได้ทีขึ้นมาอีก

"ทำไมไม่พูด หลบตาทำไม ไปทำความผิดอะไรมาล่ะ หรือว่าแอบหนีเที่ยว"

"ไม่ใช่สักหน่อย! เอ่อ หมายถึงไม่ได้หนีเที่ยวหรอกครับ พอดีเพิ่งกลับจากทำงานพิเศษมา"

หนุ่มตาสีมรกตที่ได้ยอนแบบนั้นก็พลันส่ายหัวไปมาด้วยท่าทีบ่งบอกว่าไม่เชื่อเลยสักนิด แต่ครั้นจะเอ่ยปากออกไปอีกคนเป็นแม่ก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

"ทำงานพิเศษ? หมายความว่ายังไงเหรอหนู ทำไมต้องทำงานพิเศษ"

คนถูกถามเมื่อได้ยินแบบนั้นก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน

"เงินที่คุณท่านกับคุณนายให้มามันเยอะมากอยู่แล้วครับ เพียงแต่ผมอยากแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวผมเอง..."

"เหอะ! เด็กคนนี้ท่าจะประสาทกลับสมองรวนนะ ถ้าการหาเงินมันง่ายขนาดนั้น แล้วจะมีบ้านวาลัวส์ไว้ทำไมว่ะ ไม่ต่างคนต่างออกไปหางานทำเอง คิดได้เนอะ!"

ไทเลอร์ขัดขึ้นอย่างนึกเยาะกับความคิดของคนใต้การปกครองจากตระกูลของเขา และเหมือนคราวนี้เจ้าหนุ่มหน้าใสจะไม่ยอมนิ่งอีกแล้ว กลีบปากสีสุขภาพดี เปิดอ้าและเริ่มโต้เถียงออกไปตามความคิดของตน

"ผมว่าคุณจะอคติมากไปนะครับ จริงอยู่ว่าเงินที่ผมหามาได้มันจะไม่เยอะ แต่ที่ผมทำก็เพราะอยากให้เงินในส่วนของตัวเองแบ่งจ่ายไปให้น้องคนอื่นมากกว่าเดิม เพราะผมโตพอจะหาเองได้แล้วต่างหาก"

น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวบอกออกไปตามความคิดตัวเองจนคนหาเรื่องเถียงไม่ออก ความฉลาดพูดกับทัศนคติของเด็กหนุ่มนี่ทำเอาคุณนายของบ้านยกยิ้มออกมาอย่างอดชื่นชมไม่ได้ แม้จะรู้ดีลึกๆ ว่าคนตรงหน้ากำลังจะกลายเป็น 'คนพิเศษ'ขึ้นมาก็ตาม หญิงวัยกลางคนเหลือบไปมองผู้เป็นสามีและลูกชายคนโตแล้วก็ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้เด็กที่ดีคนนี้รอดพ้นจากวงจรเดิม ที่ตนต้องพบเจอและจำยอมมาตลอด

ทางด้านไทเลอร์เองที่เหมือนจะเสียหน้ากับการถูกตอกกลับนั้นเดิมก็หงุดหงิดมากพอตัวแล้ว พลันตอนนี้ก็ยิ่งรู้สึกหมั่นไส้คนตัวเล็กข้างหน้าเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อเห็นไอเฟลกำลังพูดคุยกับพ่อและคนเป็นพี่ชายด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มตามวิสัยของคนอารมณ์ดีและสำนึกในบุญคุณ โดยที่หนุ่มตาสีมรกตกลับมองเจตนาของอีกคนเป็นอย่างอื่นเสียนี่

'เหอะ! ทำเป็นพูดดีเหมือนคนมีความคิด แต่จริงๆ ก็แค่หาทางเข้าหาเหมือนคนอื่นแหละวะ น่ารังเกียจชะมัด!'

ในค่ำคืนนั้นที่ห้องทำงานของมาร์ตินในตอนนี้

นักบุญในสายตาของคนอื่นกำลังต่อสายโทรศัพท์คุยกับใครคนหนึ่งอยู่ โดยมีเทียร์รี่นั่งอยู่ฟังด้วยไม่ไกลกัน

"จัดการให้เด็กนั่นออกจากบ้านแล้วมาอยู่คอนโดซะ หาที่ใกล้ๆ มหาลัยให้เขา ผมให้เวลาคุณสามวันคงพอนะ"

"แน่นอนครับท่าน"

ปลายสายตอบรับกลับมาด้วยความมั่นอกมั่นใจก่อนที่ปลายสายจะถูกตัดไป เทียร์รี่ที่รออยู่แล้วจึงเอ่ยขึ้นพร้อมกับใบหน้าหล่อเหล่าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มไม่ต่างจากคนเป็นพ่อ

"พ่อ คนนี้ผมขอได้มั้ยครับ ขอแบบว่าขอเลย"

"ได้สิ แต่ต้องหลังจากที่พ่อเบื่อแล้ว"

"โห ขี้งกจัง ของพ่อเข้าคิวรอตั้งหลายคนนี่ พวกเรียนจบมหาลัยแล้วเตรียมเข้าทำงานที่บริษัท คนนี้ผมอยากเอามาเป็นแฟนแบบออกหน้า ผมถูกชะตาหน้าตาก็ดี นิสัยก็น่ารัก"

เทียร์รี่เอ่ยขึ้นพร้อมกับลูบริมฝีปากตัวเองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มราวกับกำลังวาดฝันถึงใครบางคนอยู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป