บทที่ 9 Chapter 7 : แผนซ้อนแผน

Chapter 7 : แผนซ้อนแผน

"ไม่ได้ แกจะเอาเด็กพวกนั้นมาเชิดหน้าชูตาไม่ได้ แล้วอีกอย่างเด็กคนนั้นต้องผ่านพ่อก่อนเท่านั้น"

"โห่ ขี้งก ว่าแต่เด็กนั่นจะยอมมาให้เรา 'กิน'เหมือนทุกคนที่ผ่านมาไหมล่ะครับ ดูท่าทางเหมือนจะดื้ออยู่พอตัวเลย"

"หึ จะยากอะไร ก็แค่โยนเศษเงินไปให้เหมือนคนอื่นๆ แค่นั้นพวกมันก็ต้องมานอนครางใต้ตัวเราอยู่ดี"

มาร์ตินเอ่ยขึ้นน้ำเสียงชวนขนลุกพลางเปล่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ ภาพนักบุญผู้ใจดีในสายตาคนอื่นบัดนี้ ถูกแทนที่ด้วยซาตานร้ายที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด แววตาอบอุ่นใจดีเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเพลิงแห่งราคะจนสัมผัสได้ สำหรับคนอื่นอาจจะมองว่าเขาคนนี้เปรียบได้ดั่งพ่อพระของคนยากไร้ เป็นนักบุญที่ใครต่อใครก็ชื่นชม หากแต่เบื้องหลังนั้นกลับเน่าเฟะคาวโลกีย์แถมยังนอกใจภรรยาอยู่ทุกวี่วัน

ใครเลยจะคิดว่าคนที่ใจดีและชอบให้โอกาสคนแบบเขาแท้จริงแล้วจะทำทุกอย่างเพื่อตัวเองเท่านั้น เด็กในปกครองของตนโดยเฉพาะคนที่เรียนจบไปแล้ว หากมีคนไหนที่เข้าตาแล้วละแค่ชี้นิ้วสั่ง อีกไม่กี่วันต่อมาเด็กคนนั้นก็มักจะถูกพามาสนองตัณหาชายคนนี้เสมอ หรือบางครั้งลูกชายคนโตที่นิสัยถอดแบบไม่ต่างจากคนพ่อนัก จะเข้ามาร่วมสนุกพร้อมกันด้วยก็มี แต่ที่ดีหน่อยคือเด็กพวกนี้โตพอที่จะรู้จักการปฏิเสธ หากแต่ว่าใครจะปฏิเสธได้เล่าเพราะอำนาจของเงินมันหอมหวานเมื่อมันมาอยู่ต่อหน้าเด็กด้อยโอกาสแบบพวกเขามีหรือจะไม่คว้าไว้ แล้วนั่นก็คือเหตุผลที่ไทเลอร์มักเรียกคนพวกนี้ว่าปีศาจหิวเงิน

และดูเหมือนอาหารอันโอชะของพวกเขาในรอบนี้จะคือหนุ่มอารมณ์ดียิ้มง่ายอย่าง'ไอเฟล' นั้นเอง ความคาดหวังของพ่อลูกนั่นเรียกได้ว่าค่อนข้างจะสูงมากทีเดียวเพราะทุกครั้งที่ต้องการ ไม่มีครั้งใดเลยที่พวกตนจะได้รับคำว่าผิดหวังกลับมา โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าครั้งนี้อะไรมันก็อาจจะไม่เป็นไปตามใจคิดก็เป็นได้ เพราะในเวลานี้เจ้าของนัยน์ตาสีมรกตที่ยืนกอดอกฟังอยู่ด้านนอกของห้องนั้น กำลังผุดรอยยิ้มร้ายกาจออกมา

เย็นวันถัดมา ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอมหม่นลามเลียไปทั่วผืนนภา กลิ่นอายความอ้าวระอุของช่วงค่ำไอโชยขึ้นมาจากพื้นคอนกรีตขัดแย้งกับความอ่อนล้าบนเนื้อตัวของเด็กหนุ่มร่างเพรียวบาง

"นี่ มาด้วยกันหน่อยสิ"

เสียงของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลังในเย็นวันถัดมา ขณะที่ไอเฟลกำลังเดินทางกลับบ้านพักหลังจากที่หมดเวลางานพาร์ทไทม์ของตัวเองลง ลมหายใจหนักๆ ถูกพ่นออกมาทันทีเพราะแม้จะไม่หันไปดู ก็รู้ได้เองว่าเขาเป็นใครโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายเอ่ยซ้ำ

"คุณไทเลอร์ มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ พูดมาเลยดีกว่าผมจะได้รีบกลับบ้าน"

"บ้าน? ที่ครอบครัวฉันสร้างไว้ให้น่ะเหรอ"

น้ำเสียงยียวนของอีกฝ่ายส่งให้คนตัวเล็กกว่าพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายอย่างไม่คิดปกปิด

"ถ้าจะแค่มาหาเรื่องกัน งั้นผมขอตัวนะครับ"

"อยากมีปัญหาก็ลองก้าวขาเดินหนีไปสิ"

คำสั่งนั้นทำเอาไอเฟลจำต้องหันกลับมามองเขาอีกครั้งอย่างเสียมิได้

"ไปกับฉัน"

เขาว่าสั้นๆ แค่นั้นก่อนจะเดินนำไปยังรถของตัวเอง หนุ่มน้อยหน้าออกหวานกลอกตามองให้กับคนเอาแต่ใจนั่น แต่ก็จำยอมต้องทำตามอีกฝ่ายแต่โดยดี

ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงไทเลอร์ก็พาคนในปกครองของ (ครอบครัว) ตนมาถึงยังคอนโดส่วนตัวของเขา สองขาของคนน้องก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ พลางมองสำรวจห้องด้วยอาการตื่นเต้นนิดๆ เพราะพึ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก ตัวห้องของคอนโดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ถูกแบ่งโซนต่างๆ อย่างเป็นสัดส่วนอย่างลงตัวทั้งส่วนพื้นที่ของห้องนอนที่มีถึงสอง และส่วนครัวที่เรียกได้ว่ากว้างกว่าห้องนอนของเด็กหนุ่มในบ้านพักเสียอีก

"อย่าเดินเพ่นพ่านทำห้องฉันสกปรก"

เสียงของเจ้าของห้องที่ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนอารมณ์มากกว่าชวนคุยนั้น ขับให้ไอเฟลต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

"คุณมีธุระอะไรก็พูดมาเลยดีกว่า"

คนตัวโตยกยิ้มที่มุมปากแล้วเดินสามขุมเข้ามาหาคนน้องอย่างช้าๆ ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ จนอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ถูก ได้แต่ถอยกรูดตามสัญชาตญาณ

"ทำไม กลัวฉันรึไง"

คนน้องไม่ได้ตอบอะไรออกมานอกจากเลือกเป็นผู้ฟังที่ดี รอคำเอ่ยความต้องการของเขาเท่านั้น

"ฉันต้องการให้นายมาอยู่ที่นี่"

"เหอะ ไม่ตลกครับ"

"คิดว่าฉันเป็นเพื่อนเล่นนายรึไง นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่มันคือคำสั่ง คำสั่งที่ให้นายต้องมาอยู่กับฉันที่นี่"

ท่าทีเอาจริงและน้ำเสียงไร้แววก่อกวน ทำเอาดวงตาของคนตัวเล็กกว่าเริ่มเบิกกว้างขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินอย่างถนัดหูเมื่อสักครู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป