บทที่ 5 เขินสิครับ
อยู่ในกระเป๋าเสื้อชุดนักบินด้านใน
ม่อนดอยยิ้มออกมานิดหนึ่ง ก่อนจะล้วงมือหยิบมันออกมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า สองมือเล็กยังคงสำรวจทั่วทุกซอกทุกมุม กล่องเก็บบุหรี่, ไลเตอร์, และถุงยางอนามัยหน้าตาบรรจุภัณฑ์แบบนี้ไม่มีขายในประเทศไทยแน่นอนเพราะเป็นไซด์ยุโรปหนึ่งกล่อง…
หญิงสาวเม้มปากแน่น ต้องเป็นคนหื่นขนาดไหนถึงพกถุงยางอนามัยไว้กับตัวแบบนี้…ขนาดมาบินนะ!!! เฮอะ!!
ม่อนดอยชำเลืองมองร่างสูงที่นอนนิ่งอยู่พลางเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ พลางขยำชุดนักบินนั้นโยนทิ้งไปอย่างขยะแขยง
“ขออนุญาตนะ ขอดูหน่อยว่าเป็นใครมาจากไหน คงไม่ใช่พวกพม่าขับหลงมาในประเทศไทยหรอกนะ เพราะเห็นยังพูดภาษาไทยอยู่นิ”
หญิงสาวพึมพำเบาๆในขณะที่มือเล็กๆถือวิสาสะเปิดกระเป๋าสะตังค์แบบพกพานั้นออก ดึงบัตรประชาชนออกมา รวมไปถึงใบขับขี่เอกสารอันแสดงตัวตนและยังมีบัตรเครดิตทั้งสีทองสีดำอีกหลายใบและธนบัตรอีกจำนวนหนึ่ง
ม่อนดอยหยิบบัตรประชาชนขึ้นมาดู
“นาย ขุนเขา คีธ ฮาน”
“เกิดxx ปีxx อาศัยอยู่ที่xx กรุงเทพมหานคร”
อายุ 32ปี เด็กกว่าเราตั้งสี่ปี เฮอะ!!! เด็กน้อยเอ้ย!!!! ว่าอยู่หน้าตางี้นึกว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะซะอีก ว่าแต่นามสกุล ฮาน ชื่อ ขุนเขา คีธ เหรอ…
ม่อนดอยคิดพลางชำเลืองมองใบหน้าหล่อเหลา ผิวที่ขาวเนียนละเอียด จมูกที่โด่งเป็นสัน คิ้วเข้ม กรอบดวงตาคมลึก แพขนตางอนยาว มองๆไปแล้วเหมือนจะไม่ใช่ไทยแท้ อาจจะมีเลือดผสม แถมดูจากส่วนสูงร้อยแปดสิบห้าเซนต์ แล้วก็ไอ้นั้นอีก ไอ้ที่ฝังมุกน่ะ มันใหญ่เกินชายเอเชียอยู่นะ อืมมีเค้า…
......................................................................................................................................................................................................................
“อื้อ…โอ้ย!!!”
ขุนเขา นิ่วหน้าเมื่อเขาเผลอขยับตัว รู้สึกเจ็บแปล็บไปทั่วร่าง พยายามเผยอเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้น กระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับโฟกัส ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณ
“ที่นี่ที่ไหน??…”
ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือเขากำลังพยายามบังคับเครื่องบินลำเล็กฝ่าพายุฝนและก้อนเมฆอันหนาทึบ และต้นไม้…
ขุนเขาพยายามพยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ผ้าพันแผลพาดอยู่รอบลำตัวและแขนกำยำ มือเรียวขาวยกขึ้นแตะเบาๆบริเวณศีรษะที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าพลางขมวดคิ้วนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกเจ็บแปล็บบริเวณศีรษะทั้งอาการมึนๆงงๆ
“เขารอดตายจากเครื่องบินตก…แล้วที่นี่คือ??”
ชายหนุ่มกวาดตามองสำรวจไปรอบๆบริเวณ เขานอนอยู่บนเตียงคล้ายๆในโรงพยาบาลแต่เล็กกว่ามาก สายน้ำเกลือยังคงเสียบอยู่ตรงแขน แสงไฟที่สลัวจากหลอดไฟดวงเล็ก เสียงฝนยังคงตกกระทบกับหลังคาดังอยู่ปุปะ เรือนนี้เป็นเรือนไม้ทั้งหลัง หลังคามุงด้วยหญ้าคา เฟอร์นิเจอร์มีเพียงโต๊ะตัวเล็กกับเก้าอี้ไม้ตั้งอยู่ไมไกลนัก
และที่ทำให้เขาสะดุดคือร่างของหญิงสาวที่นอนทอดยาวอยู่บนเก้าอี้ไม้ยาวตั้งอยู่ห่างจากเขาเพียงสองเมตรเห็นจะได้ พลางพินิจพิจารณาร่างที่นอนหลับไหลอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตางุนงง
หญิงสาวใบหน้ารูปไข่ ผิวสีขาวเหลือง ผมยาวระไปทั่วพวงแก้มและใบหน้า จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอิ่มเต็ม
“ใคร?? สงสัยเธอช่วยเขาไว้”
ขุนเขาตั้งท่าจะเรียกคนที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ ทั้งยังพยายามขยับตัวจะก้าวเท้าลงจากเตียงแต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากจึงเพียงนั่งอยู่บนเตียงเล็กนั้นและแล้วผ้าห่มผืนบางพลันเลือนหลุดลงจากตัวตกลงสู่พื้นไม้
ร่างสูงเย็นวาบก้มลงมองสำรวจตัวเอง พึ่งรับรู้ว่าตอนนี้เนื้อตัวของเขาเปลือยเปล่าไร้ซึ้งอาภรณ์ใดๆห่อหุ้มมีเพียงผ้าห่มผืนบางที่คลุมไว้หมิ่นๆแต่บัดนี้มันดันได้ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นไม้ล่างเตียงเป็นที่เรียบร้อยไปเสียแล้ว
เขาพยายามใช้เท้ายาวๆเขี่ยมันขึ้นมาพลางเหลือบมองร่างบางที่นอนตะแคงข้างหันหน้ามาทางเขาหลับตาพริ้มอยู่ในห้วงของนิจทรารมณ์
“บ้าจริง!! เสื้อผ้าเขาไปไหนว่ะ…แล้วจะเรียกผู้หญิงคนนั้นยังไง”
และในขณะที่เขาใช้ความพยายามเขี่ยผ้าห่มผืนบางขึ้นมานั้น จู่ๆร่างที่นอนหลับตาพริ้มอยู่นั้นก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมทั้งลุกขึ้นมานั่งพลางเอ่ยถามอย่างงัวเงีย
“อ้าว!! ได้สติแล้วเหรอคุณ…รู้สึกเป็นยังไงบ้าง”
หญิงสาวคนนั้นผุดลุกขึ้นทั้งยังเดินตรงมายังเขาที่นั่งพยายามยื่นเท้าเขี่ยผ้าห่มอ้าปากค้าง ดวงตาคมเบิกกว้างชะงักค้างไปชั่วขณะ หญิงสาวคนนั้นก็ก้มลงหยิบผ้าห่มที่เขาพยายามเขี่ยมันนั้นขึ้นมา
“เออ…คือ…”
เขาได้แต่ตะกุกตะกัก มองใบหน้านวลเนียนนั้นสลับกับผ้าห่มที่เธอถืออยู่ในมือ แต่แล้วจู่ๆมือเล็กๆนั้นก็จัดการประคองขาขาวๆของเขาขึ้นไว้บนเตียงพลางบ่นงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่มีอาการขัดเขินที่เห็นร่างเปลือยเปล่าของเขาเลยแม้แต่น้อย
“ขึ้นไปเลย แล้วก็นอนลงไปเลยนะ น้ำเกลือจะหมดกระปุกแล้ว ปวดแผลมั้ย จำอะไรได้หรือเปล่า”
เธอทำเหมือนกับชินชากับร่างเปลือยเปล่าของเขา ทั้งยังคลี่ผ้าห่มคลุมร่างให้อีกต่างหาก
“ที่นี่ที่ไหน แล้วคุณเป็นใคร”
ขุนเขาถามขึ้น ในขณะที่นอนนิ่งให้คนตัวเล็กจับดูโน้นดูนี่ไปเรื่อย
“คุณทำเครื่องบินตกในหุบเขา พวกชาวบ้านขึ้นไปหาของป่าแถวนั้นเห็นเข้าพอดี เลยช่วยพาคุณมาที่นี่”
หญิงสาวตอบ มือยังคงง่วนอยู่กับสายน้ำเกลือ
“คุณเป็นหมอเหรอ”
ชายหนุ่มถาม
“อืม…คุณชื่ออะไร จำชื่อตัวเองได้มั้ย หวังว่าสมองคงไม่กระทบกระเทือนนะ บอกชื่อ นามสกุล อายุของคุณมา”
หญิงสาวถามขึ้น
“ผมชื่อ ขุนเขา คีธ ฮาน อายุ 32 ปี เรียกขุนเฉยๆก็ได้ แล้วคุณ…”
ขุนเขาตอบพลางละท้ายประโยคไว้เป็นเชิงถาม
“ฉันชื่อม่อนดอย เรียกม่อนเฉยๆก็ได้ ฉันแก่กว่าคุณสี่ปี จะเรียกพี่ก็ได้นะไม่ขัด”
หญิงสาวตอบพลางยิ้มน้อยๆส่งมาให้กับเขา ชายหนุ่มชะงักในยิ้มละไมที่ส่งมาให้ แก่กว่าเขาสี่ปีอย่างนั้นเหรอ…เขานึกว่าเธอเป็นเด็กเรียนมหาลัยเสียอีก
“คุณหิวมั้ย ฉันต้มข้าวต้มไว้ให้คุณแล้ว เดี๋ยวไปอุ่นแล้วจะยกมาให้”
เธอบอกพลางทำท่าจะเดินหันหลังไป แต่เขาเรียกไว้เสียก่อน ร่างบางชะงักเล็กน้อย หันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“คุณ...เออ…คือ…เสื้อผ้าของผม…”
