บทที่ 7 นี่ผมหลงเข้ามาอยู่ในแดนลับแลเหรอ!!!!

ขุนเขารับยามาโยนเข้าปากอย่างว่าง่ายมือหนาประคองซ้อนมือเล็กที่ยกแก้วน้ำป้อนมาให้ถึงปากหยักด้วยความลืมตัว

สองมือที่ซ้อนทับกันเหมือนมีไฟฟ้าสถิตย์อยู่ ม่อนดอยชะงักกึก ใบหน้าหวานแดงเรื่อ สายตาหวานจับจ้องไปยังลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลง น้ำที่ไหลลงมาจากริมฝีปากหยักไหลเอื่อยระมาตามแผงอกกว้างเปล่าเปลือยดูเซ็กซี่

ทำไมเธอร้อนวูบวาบแบบนี้เนี้ย!!! จะว่าถึงวัยทองก็ไม่น่าใช่นะ อายุเธอพึ่งจะสามสิบหกเอง ยังอีกตั้งหลายปี

“กระเป๋าสะตังค์กับของมีค่าของคุณวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงนะ มีนาฬิกา กระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์ ส่วนของอื่นๆที่อาจตกหล่นในเครื่องบิน คุณค่อยไปดูพรุ่งนี้ถ้าฝนหยุดตก คืนนี้ก็นอนพักไปก่อน อ่อ ถ้าจะเข้าห้องน้ำ เดินลงบันใดไปนิดเดียว ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้ตลอดฉันนอนอยู่ในห้องนั้น”

ม่อนดอยบอกกับชายหนุ่มเสียยืดยาว พยายามเบือนหน้าไม่มองอกขาวๆและใบหน้าหล่อๆนั้น รีบหันหลังเดินเข้าห้องไปทันที ปล่อยให้ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังที่มีผมหางม้าปลิวไหวตามจังหวะการเดินไปอย่างงงๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

เสียงฝนดังตกกระทบแผ่นไม้ดังราวกับเสียงเครื่องดนตรีจากธรรมชาติดังต่อเนื่องแบบนี้สามวันติดกัน บางวันตกหนักถึงขั้นมีเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงปร้าง ห่าฝนหล่นเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว วันนี้ดีหน่อยที่สายฝนเริ่มซาลง เมฆอันมึดครึ้มฟ้าปิดมาหลายวันเริ่มค่อยๆแจ่มใสขึ้น

ขุนเขาได้แต่ทอดสายตามองสายฝนตกกระทบกับยอดไม้และพื้นดินนอกหน้าต่าง

ในมือหนากำโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของยี่ห้อดังที่สภาพของมันตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้

แบตเตอรี่หมด และที่นี่คงไม่มีใครใช้โทรศัพท์รุ่นหรือว่ายี่ห้อที่เขาใช้อยู่อย่างแน่นอน และที่สำคัญ ที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์!!!

ตอนนี้เขานึกว่าเขาหลงเข้ามาอยู่ในดินแดนลี้ลับ เมืองลับแล ที่วิวัฒนาการได้ย้อนหลังไปประมาณสามสิบถึงสี่สิบปี ไม่คิดเลยว่าในประเทศไทยยังมีสถานที่แบบนี้อยู่อีก ผู้คนอาศัยอยู่ท่ามกลางป่าเขา ไม่มีไฟฟ้าจากทางการ มีแต่ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ เปิดใช้เป็นเวลาตีห้าถึงสองทุ่ม

เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนถึงเครื่องอำนวยความสะดวกแทบจะไม่มี!!!! บ้านไม้หลังขนาดกลาง สองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำ มีเพียงตู้เย็นประตูเดียวเอาไว้แช่ยาและน้ำดื่มเนื้อสัตว์อาหารที่จำเป็น และกระติกน้ำร้อน

โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ไม่ต้องพูดถึง เตาอบไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำอุ่น แอร์คอนดิชั่นยิ่งไม่ต้องคิดถึงเลย ดีหน่อยที่นี่เหมือนอากาศจะเย็นตลอด ไม่จำเป็นต้องใช้แอร์หรือพัดลมเลย ลมเย็นพัดโกรกอยู่ตลอดเวลาที่เปิดหน้าต่าง

ที่ต้องมีที่สุดคือผ้าหนาๆในตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันอากาศสบายๆ

ขุนเขาถอนหายใจ หมุนโทรศัพท์ในมือเล่นอยู่ไปมา แล้วเขาจะติดต่อที่บ้านเขายังไงดี ป่านนี้เออร์วินคงจะร้อนใจที่เขาหายตัวไปแบบนี้ ไหนจะงานที่เขาจะต้องสะสาง เขาจะต้องหาทางติดต่อกับเออร์วินให้เร็วที่สุด คิดพลางก้มลงสำรวจดูบาดแผลที่หัวไหล่ข้างซ้ายที่ถูกพันผ้าไว้โดยรอบจนถึงลำตัวแกร่ง

รอยขีดข่วนทั่วทั้งลำตัว ตามแขนขาและใบหน้าเล็กๆน้อยๆ อาการช่วงสามวันที่ผ่านมานี่ดีขึ้นมาก ต้องขอบใจหญิงสาวที่ช่วยดูแลเขาไม่ว่าจะด้วยหวังผลประโยชน์จากเขาหรือว่าไม่ได้หวังผลก็ตามแต่ ถ้าหากว่าเขาออกไปจากที่นี่ได้เขายินดีตอบแทนเธออย่างงามให้สมกับที่เธอได้ช่วยชีวิตเขา

เมื่อคิดถึงหญิงสาววันนี้ทั้งวันเขาไม่เห็นเธอเลย ตื่นเช้ามาขุนเขาเห็นเพียงอาหารเช้าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้พร้อมถ้วยยาใบเล็กวางอยู่บนโต๊ะ

พอสายๆเกือบเที่ยงวันก็มีเด็กชายคนหนึ่งหิ้วปิ่นโตขึ้นมาให้เขา โดยเด็กชายแนะนำตัวเองว่าชื่อ ทิวไผ่ ให้เขาเรียกอาทิวเฉยๆก็ได้ สงสัยจะเป็นลูกชายของเธอ อายุอานามก็ปาเข้าไปตั้งสามสิบหกแล้วไม่มีครอบครัวก็แปลกแล้ว

แต่ตลอดระยะเวลาสามวันที่ผ่านมาเขาเห็นเพียงเธออยู่ในบ้านเท่านั้น ไม่ยักเห็นสามีหรือว่าเด็กชายอาทิวอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยเลย หรือว่าที่นี่อาจจะเป็นเหมือนโรงพยาบาลสำหรับที่นี่มีไว้ให้คนป่วยอยู่ และเขาก็จัดอยู่ในประเภทนั้น และมีหญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอ อยู่ด้วยเท่านั้น เธออาจจะมีบ้านที่อยู่กับสามีและบุตรชายอีกหลังหนึ่ง

และวันนี้ก็อาจจะเป็นวันที่เธออยู่กับสามีของเธอและอาจจะต้องการเวลาส่วนตัวตามประสามีภรรยา เลยถือโอกาสให้เด็กชายทิวไผ่มาดูแลเขานั้นเอง

ขุนเขาได้รับการบอกเล่าจากเด็กชายอาทิวว่าม่อนดอยได้ให้เขานำอาหารกลางวันมาให้พร้อมกับจัดยามาให้เขาด้วย โดยกำชับกับเด็กชายอาทิวว่าให้เขากินข้าวแล้วก็กินยาตามที่เธอสั่งมาให้เรียบร้อย

ชายหนุ่มย่นจมูกเล็กน้อย เธอเห็นเขาเป็นเด็กน้อยหรืออย่างไรกัน ถึงต้องกำชับมาด้วยขนาดนี้

เขาซักถามเด็กชายอาทิวถึงร่างบางที่ยังคงคิดว่าเขาเป็นเด็กน้อยนั้นอย่างเสียมิได้ จนได้รับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆของหญิงสาวนามม่อนดอยจากเด็กชายอาทิวมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เด็กชายอาทิวเล่าว่า ม่อนดอยเป็นแพทย์อาสาอยู่ที่นี่ได้ห้าปีแล้ว

“แม่ม่อนรักที่นี่มากครับ ผมก็รักที่นี่ด้วยเหมือนกัน”

เด็กชายทิวไผ่บอก ดวงตาเล็กที่มองสบมายังเขาเปล่งประกาย

“แต่ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนะ ไฟฟ้าก็ไม่มี สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี เธอไม่เบื่อบ้างเหรอ แล้วที่นี่มีโรงเรียนหรือเปล่า เธอได้เรียนหนังสือมั้ย”

ขุนเขาอดที่จะถามเด็กชายไม่ได้ เขาคิดเสียดายโอกาสที่เด็กชายจะได้รับเมื่อเข้าไปอยู่ในเมือง แม่ของเด็กก็เป็นคนเมืองมีการศึกษาสูงแต่ทำไมถึงพากันมาอยู่ที่นี่นะ หรือว่าเธอพบรักกับคนพื้นเมืองของที่นี่เหรอ เลยมาตั้งรกรากตามสามีอยู่ที่นี่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป