บทที่ 3 ตอนที่ 3 เป็นแฟนกับกู

ตอนที่ 3 เป็นแฟนกับกู

ร่างสูงใหญ่เดินออกมาที่โรงรถด้านหลังผับ ควันนิโคตินสีเทาพุ่งออกมาจากปาก ถึงแม้ตรงที่เขายืนจะมีป้ายห้ามสูบบุหรี่เด่นหรา แต่ด้วยความที่พยัคฆ์เป็นถึงลูกค้าวีไอพี เจ้าของร้านย่อมปิดหูปิดตาปล่อยให้ทำตามใจ ขอเพียงไม่ประเจิดประเจ้อจนเป็นข้อครหาสำหรับลูกค้าท่านอื่นก็พอแล้ว

“อ้าว! ก็ว่าใคร พี่ยักษ์นี่เอง มาสูบบุหรี่คนเดียวเหรอครับ แล้วพี่โทนี่ไปไหน” เสียงรุ่นน้องเอ่ยขึ้น ข้างกายควงสาวออกมาหนึ่งคน สภาพดูเมาเต็มที่ แต่ก็ยังแวะมายกมือไหว้ทักทาย พยัคฆ์เป็นรุ่นพี่ที่ฮอตที่สุดในมหา’ลัยก็คงไม่เกินจริง ทั้งหล่อทั้งรวยขนาดนี้มีใครบ้างไม่ให้ความยำเกรง

“อยู่ข้างใน” ตอบออกมาสั้น ๆ ก่อนยกมือขึ้นสูบบุหรี่พลางเสสายตาไปทางอื่น ก็ผู้หญิงเนื้อนมไข่ที่รุ่นน้องควงมาด้วยกำลังส่งสายตายั่วยวนอย่างปิดไม่มิดมาให้ ไม่ได้เกรงใจคนที่ควงอยู่เลย

“งั้นดื่มให้สนุกนะครับพี่ยักษ์ ผมกลับก่อนนะครับ”

“อืม”

“อ้อ! ลืมบอกไป เมื่อกี้ก่อนผมจะออกมาเห็นกลุ่มพวกนักเลงเจ้าถิ่นมันเข้ามาในผับกันหลายคน พวกแม่งชอบหาเรื่องคนไปทั่วด้วย ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะพี่”

ใบหน้าคมคายพยักรับส่ง ๆ ความเป็นจริงเขาไม่เคยกลัวใครทั้งนั้น ถ้าไม่คิดจะมาแส่เรื่องของเขาก่อน

คนรุ่นน้องคล้องคอลากตัวหญิงสาวเดินออกไปแล้ว ดูก็รู้ว่าเธอเสียดายขนาดไหน จงใจทอดสะพานให้ แต่กลับโดนปฏิเสธด้วยท่าทางเฉยเมย

ติ๊ง!

เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้น มือที่ว่างจากการถือมวนบุหรี่ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง หน้าจอปรากฏเป็นชื่อของโทนี่ พร้อมกับข้อความที่ว่า

‘ขอกลับไปกกอีหนูก่อนนะ วันนี้กูอยู่ดึกไม่ได้ อยากโดน 2 รุม 1’

ตามด้วยภาพเซลฟีของฝรั่งตาน้ำข้าวที่มีรอยลิปสติกเกือบทั่วใบหน้า

‘สัส! ทิ้งกูเลยนะมึง’ ร่างสูงพิมพ์ข้อความส่งกลับไป

‘ถ้าเหงาก็ควงกลับบ้านสักคนดิ วันนี้เห็นเด็กใหม่น่ารัก ๆ เยอะเลย’

‘ไม่เงี่ยน’

‘เมื่อวานก็จัดชุดใหญ่แล้วนี่เนอะ’

‘จะไปตายห่าที่ไหนก็ไป เลิกกวนส้นตีนกูได้แล้ว’

‘จ้าพ่อ แล้วจะกลับเลยหรือเปล่า’

‘เดี๋ยวดื่มต่ออีกหน่อยก็กลับ’

‘แต่เมื่อกี้กูเห็นไอ้เกี๊ยวมันมาด้วยนะ ดูท่าทางเหมือนหาใครอยู่ ถ้าให้เดาคงเป็นมึงแน่’

เสียงถอนหายใจดังขึ้นมาอัตโนมัติ ไอ้เกี๊ยวแม่งตามติดชีวิตยิ่งกว่าเจ้ากรรมนายเวรเสียอีก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้วันนี้เขาไม่มีอารมณ์

คนเหี้ยอะไร ตื๊อไม่เลิก!

“เสียอารมณ์ กลับดีกว่า” ร่างสูงบ่นพึมพำด้วยความคุกรุ่น เก็บมือถือใส่กระเป๋าดังเดิม ดูดบุหรี่จนหมดมวนก็โยนลงพื้น รองเท้าผ้าใบสีดำเหยียบจนไฟมอดก็เดินตรงไปที่รถยนต์เพื่อจะกลับ

หมับ!

แต่ยังไม่ทันจะได้เดินไปไหนก็ถูกรั้งแขนเอาไว้ เมื่อหันมามองก็เห็นชายหนุ่มหน้าหวานตัวเล็กคนหนึ่ง แวบแรกเขามองเป็นทิวาจึงแสยะยิ้ม ก่อนรวบมากอดจมอกอย่างสุดแสนจะคิดถึง แต่เวลาต่อมาเมื่อได้ยินเสียงที่เอ่ยข้างหูมันไม่ค่อยคุ้นเคยจึงชะงักค้าง ผลักคนในอ้อมกอดออกแล้วยกมือขึ้นมานวดขมับเพื่อเรียกสติ ไม่รู้เพราะคิดถึงหรือดื่มหนักไป ดวงตาเริ่มฝ้าฟางมองเห็นคนอื่นเป็นทิวา

“ขอโทษครับ ผมจำคนผิด”

แขนแกร่งถูกรั้งเอาไว้อีกครั้งเมื่อกำลังจะเดินหนีไป พยัคฆ์หันมามองคนหน้าหวาน รูปร่างหน้าตาน่ารักใช้ได้ แต่ติดที่ใส่แว่นตาหนาเตอะเหมือนพวกเนิร์ด ซ้ำยังดูใสซื่อและจืดชืดไม่น่ามอง

“มีอะไรหรือเปล่า” โทนเสียงทุ้มเอ่ยถามเสียงเรียบพอ ๆ กับใบหน้า ซึ่งคาดเดาได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“วันนี้พี่มีคู่นอนหรือยังครับ สนใจผมไหม” วันนี้เด็กหนุ่มเข้ามาทำงานที่ผับวันแรก ได้ยินพวกพนักงานคุยกันว่าพยัคฆ์เป็นเจ้าบุญทุ่ม ใครที่ได้เป็นคู่นอนก็จะได้เงินไม่อั้น และที่สำคัญต้องเป็นผู้ชายตัวเล็กน่ารัก เขาเองก็อยากจะเป็นคนนั้นจึงทำใจกล้าหน้าด้านเดินมาเสนอตัวถึงที่

“วันนี้ผมเหนื่อย กำลังจะกลับบ้านแล้ว ต้องขอโทษด้วยครับ”

“แต่ผมทำให้คุณคลายเครียดได้นะครับ” ใครบ้างจะปล่อยบ่อเงินบ่อทองไปต่อหน้าต่อตา ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟกว่าจะได้เงินแต่ละบาทเหนื่อยสายตัวแทบขาด สู้ไปนอนกับคนรวยใจป้ำคืนเดียวก็ได้เงินเยอะกว่าตั้งหลายเท่าตัว

“ใสซื่อแบบนี้ไม่น่าเร้าใจเท่าไร” ชายหนุ่มไม่ชอบคนที่ดูอ้อนแอ้น จับตรงนู้นนิดตรงนี้หน่อยก็ทำเป็นสำออย เพราะมันน่ารำคาญ

“ผมทำได้มากกว่าที่คุณคิดอีก” เด็กเสิร์ฟไม่พูดเปล่า เขาถอดแว่นตาหนาเตอะออก จากเด็กเนิร์ดไม่เป็นงานกลายเป็นแม่เสือสาวที่พร้อมขย้ำชายหนุ่มทั้งตัว

สายตาคู่คมกวาดมองคนที่ยังไม่ปล่อยแขนเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จากที่เขาไม่มีอารมณ์ แต่พอเห็นร่างกายบอบบางใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ความเป็นผู้ชายก็เริ่มถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง จนกลายเป็นเริ่มสนใจขึ้นมา

“งั้นก็น่าสนใจ ตามผมมาสิ”

“ครับ”

ทางด้านเกี๊ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึงผับในเวลาห้าทุ่ม เขาเคยมาทำงานที่ร้านนี้เป็นประจำจึงโทรถามเจ้าของร้านว่าพยัคฆ์ได้มาเที่ยวหรือเปล่า พอได้รับคำตอบที่แน่นอนก็เดินตรงมาทันที

“อ้าวเฮีย! ไหนว่าไอ้ยักษ์มานี่ไง แล้วมันหายหัวไปไหนแล้วอะ” เกี๊ยวเดินตรงเข้ามาถามเจ้าของผับที่ชื่อเบิ้มด้านในห้องส่วนตัวที่อยู่ชั้นสอง เฮียแกกำลังนั่งขัดปืนในมือจนเงาวับ หากเป็นคนอื่นคงกลัวหัวหดต่างจากเกี๊ยว เพราะเคยทำงานที่นี่มานานจึงสนิทกันพอสมควร สามารถเข้าออกที่นี่ได้โดยที่ไม่มีการ์ดมาคอยกีดกัน

“เมื่อกี้กูก็เห็นมันนั่งกับไอ้โทนี่ตรงโซนวีไอพีนี่หว่า แล้วมันหายไปไหนเร็วจัง” เบิ้มใส่ปืนเอาไว้ในลิ้นชักใต้โต๊ะ เงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วแน่น

“เฮียถามผม แล้วผมจะถามใครอะ” เกี๊ยวสวนกลับไปก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโต๊ะด้านหน้าเจ้านายเก่า มือสองข้างวาดขึ้นมากอดอกทำหน้าเซ็งเล็กน้อย ถ้าวันนี้ไม่เจอไอ้ยักษ์เท่ากับเสียเที่ยวเลย

“แล้วมึงจะตามหามันทำไมวะ เมื่อก่อนก็ไม่เห็นมึงจะชอบขี้หน้ามันสักหน่อย” เจ้าของร้านหน้าดุลุกขึ้นมายืนเท้าเอวมองอดีตลูกน้องตัวดี ทุกวันนี้เริ่มทำตัวปีกกล้าขาแข็งจนจะแดกหัวเจ้านายอย่างเขาแล้ว

เบิ้มยังจำวันแรกที่เกี๊ยวมาสมัครงานพาร์ตไทม์ได้ดี อีกฝ่ายเป็นคนขยันขันแข็งใช้เงินประหยัด เขาจึงเอ็นดูมากเป็นพิเศษ วันไหนที่เขาไม่อยู่ก็ได้ไอ้เกี๊ยวนี่แหละเป็นคนดูแลที่นี่แทน ถ้าไม่ติดว่ามันเรียนก็คงจะชวนมาคุมงานที่นี่แทนแล้ว

“มีเรื่องต้องเคลียร์กับมันนิดหน่อย แล้วไอ้โทนี่หายหัวไปไหน”

“เพื่อนมันมาจ่ายเงินแล้วก็ลากเด็กในร้านกูไปด้วยสองคน”

“พอกัน ถึงเป็นเพื่อนกันได้ เอาไม่พักเลย”

“ก็ธรรมดาปะวะ เงี่ยนก็ต้องปลดปล่อยบ้าง ว่าแต่มึงเถอะ! สักคนไหม เด็กในร้านกูเลือกได้เลย ไม่คิดเงิน” เบิ้มดันลิ้นกับกระพุ้งแก้มจงใจกวนประสาท ก่อนจะถูกเกี๊ยวตวัดสายตาใส่

“เห็นผมแบบนี้ก็เลือกนะเว้ย เฮียแม่งก็ยุให้ผมเอาตะพึด”

เจ้าของร้านหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี กวนตีนลูกน้องแล้วก็เดินออกไปนอกห้อง โดยที่ทั้งเงิน ทั้งปืน และของมีค่าจำนวนมากยังอยู่ในห้อง อาจถูกหยิบออกไปเมื่อไรก็ได้ แต่เบิ้มก็ยังไว้ใจเกี๊ยวทุกอย่าง

หนุ่มวิศวะเดินคอตกออกมานอกห้อง มองไปรอบร้านก็ไม่เห็นเป้าหมาย วันนี้คงแดกแห้วอีกตามเคย แต่ไหน ๆ ก็มาแล้วจึงไม่อยากเสียเที่ยว เที่ยวฟรีกินฟรีหาที่ไหนไม่ได้นอกจากผับพี่เบิ้ม

เกี๊ยวสั่งเหล้ามาที่โต๊ะท่ามกลางแสงสีเสียงที่ดังกระหึ่ม แต่ไม่ว่าจะดังแค่ไหนก็กลบเสียงดังโวยวายของกลุ่มคนโต๊ะด้านข้างไม่ได้

“คนสวย”

“...”

“มาคนเดียวเหรอจ๊ะ ให้พี่นั่งเป็นเพื่อนไหม ไม่สิ ให้นั่งเป็นผัวไหม” เสียงหัวเราะคึกคะนองดังลั่น เมื่อคนที่เหมือนจะเป็นลูกพี่เดินเข้ามานั่งข้างเกี๊ยว ทำเอาคนถูกแซวกำแก้วเหล้าแน่น ดวงตาแข็งกระด้างไม่ได้หันมามอง ก่อนกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมด

ปึก!

เกี๊ยวออกแรงกระแทกแก้วลงบนโต๊ะเต็มแรงด้วยอารมณ์โทสะ สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดไม่ใช่การที่มันเข้ามาหาเรื่อง แต่เป็นคำว่าคนสวยต่างหาก มันดูไม่ออกเหรอส่วนสูงตั้งร้อยแปดสิบ กล้ามเป็นมัด ๆ ขนาดนี้

คนสวยพ่องมึงเหรอ!

ตอนทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟก็มีคนประเภทนี้เข้ามาเที่ยวเป็นประจำ ใครรำคาญก็ย้ายไปนั่งตรงอื่น หรือใครทนไม่ไหวก็ไปนัดตีกันข้างนอก เพราะในผับมีการ์ดดูแลความปลอดภัยอย่างรัดกุม ใครที่กล้ามีเรื่องกันในร้าน เฮียเบิ้มไม่เคยปล่อยให้มันรอดสักราย

“สวยพ่อมึงเหรอ” คนตัวขาวลุกขึ้นเต็มความสูง กำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ

“อ้าวเฮ้ย! แซวนิดแซวหน่อยก็ไม่ได้ สงสัยอยากแดกตีน”

“ก็เข้ามาดิวะ ใครกลัว” เกี๊ยวมาคนเดียวก็ทำใจดีสู้เสือ อย่างน้อย ๆ เปิดก่อนย่อมได้เปรียบ

ในขณะที่ทั้งสองคนตั้งท่าจะห้ำหั่นกัน เจ้าของร้านพร้อมกับการ์ดก็เข้าชาร์จตัวอย่างรวดเร็ว เกี๊ยวได้แต่ขอบคุณเฮียเบิ้มในใจ เพราะถ้ามาช้ากว่านี้ คงได้โดนรุมและไปหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลแล้ว

“มีเรื่องอะไรกันวะ” เฮียเบิ้มว่าเสียงดุ ทำเอากลุ่มนักเลงเริ่มหน้าจ๋อง ปืนที่จ่ออยู่ตรงหัวพวกมันคนละกระบอกทำให้เหงื่อแตกพลั่กไม่กล้าขยับเพราะกลัวตาย

“ขอโทษครับ ผมไม่รู้ว่าไอ้หน้าหวานนี่เด็กของเฮีย”

“มึงไม่รู้กฎของที่นี่เหรอ ห้าวมาก ๆ เดี๋ยวได้ตายสมใจแน่ ออกไปจากร้านกูให้หมดเลย แล้วไม่ต้องเสนอหน้ามาที่นี่อีก” เจ้าของร้านวาดมือขึ้นเท้าเอว จงใจให้พวกมันเห็นปืนสีดำเงาที่เหน็บไว้ตรงชายกางเกง นอกจากเฮียเบิ้มจะขึ้นชื่อเรื่องความโหด ก็ยังเป็นนักกีฬาแม่นปืนอีกต่างหาก ถ้ามีคนมาตายในร้านก็กลับดำให้เป็นขาวได้โดยไม่มีความผิด

นักเลงพวกนั้นพยักหน้ารับ ถูกให้ออกจากร้านเพราะไม่อยากให้สร้างความวุ่นวายกับลูกค้าท่านอื่น แต่ก่อนพวกมันจะเดินออกไปลูกกะจ๊อกคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา

“เฮ้ย! ลูกพี่ มีคนควงเด็กที่ลูกพี่เล็งไว้ไปกินด้วยแหละ”

“ใครแม่งมาเหยียบจมูกกูวะ”

“ไม่รู้พี่ แต่มันหล่อมาก รวยมากด้วย”

เพียงเท่านั้นกลุ่มนักเลงหัวโปกราวสิบคนก็กรูกันออกไปร่วมสิบนาที หลังจากนั้นก็มีคนวิ่งเข้ามาในผับบอกกับเจ้าของร้านด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินชื่อของคนที่ถูกยิง เกี๊ยวจึงรีบดีดตัวลุกขึ้นอัตโนมัติแล้ววิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต

“พี่ยักษ์ถูกยิงครับเฮีย”

พวกอันธพาลมันรู้ว่าทางผับไม่ให้เอาอาวุธเข้า แต่ก็มีสำรองเอาไว้ในรถยนต์ที่จอดอยู่ไม่ไกล เดินตรงเข้ามาเห็นพยัคฆ์ลากตัวเด็กเสิร์ฟคนที่หัวหน้าของมันเล็งไว้ตั้งแต่แรกไป ทำแบบนี้แม่งหยามหน้ากันชัด ๆ ปล่อยเอาไว้ไม่ได้

“คิดจะแย่งเด็กกูเหรอ ไอ้สัส! ใครหน้าไหนก็มาแย่งกูไม่ได้”

ปัง!

หัวหน้าของมันยิงปืนใส่คนหน้าหล่อที่กำลังจูงมือเด็กเสิร์ฟมาที่รถยนต์ พยัคฆ์ถูกกระสุนยิงใส่โดยไม่ทันตั้งตัว เขาหันไปมองก็เห็นนักเลงเกือบสิบคนพร้อมอาวุธครบมือ ไม่ว่าจะเป็นไม้ เหล็ก มีด แม้กระทั่งปืนราวสามกระบอก จึงรีบพาตัวเองไปหลบอยู่หลังเสาต้นหนึ่ง ส่วนพนักงานหน้าหวานก็กรีดร้องตกใจวิ่งเข้าไปแอบตรงซอกรถยนต์แล้วยกมือขึ้นมาปิดหูด้วยความหวาดกลัว

“เหี้ย! แน่จริงอย่าหมาหมู่ดิวะ” เขาสบถออกมา โชคดีที่กระสุนมันไม่ได้โดนจุดสำคัญ แต่ก็ทำให้เสียเลือดเยอะพอสมควร

คนถูกยิงประเมินเบื้องต้น ตอนนี้เขาไม่มีอะไรต่อกรพวกมันได้ ปืนที่พกมาด้วยก็อยู่ในรถซึ่งพวกมันกำลังยิงสกัดเอาไว้ คงไม่สามารถฝ่าดงกระสุนเข้าไปเอาได้ เพราะฉะนั้นทางเดียวที่จะรอดในตอนนี้ก็คือหนี

“รีบตามมันไป ยังไงมันก็หนีไม่พ้นหรอก”

ชายฉกรรจ์เกือบสิบคนวิ่งไล่พยัคฆ์มาตามทางไม่ไกลจากผับนัก มือข้างหนึ่งกอบกุมปิดปากแผลเอาไว้ ถึงจะช่วยไม่ได้มากก็ตาม จากที่มีพละกำลังก็เริ่มหมดเรี่ยวแรง ริมฝีปากหยักซีดลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะเสียเลือดมาก

“อึก!” ร่างสูงใหญ่เซเข้ามาหลบอยู่หลังถังน้ำสีดำใบใหญ่ รอยเลือดที่ไหลเป็นทางทำให้พวกนักเลงกระตุกยิ้มร้ายข้างมุมปาก พวกมันหันมาหัวเราะใส่กันอย่างอารมณ์ดี กระทั่งเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้มากขึ้น พยัคฆ์แทบเดินไม่ไหวแล้ว เสียงลมหายใจเหนื่อยหอบถี่กระชั้น ดวงตามองเงาคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

หมับ!

“อุ๊บ!” อยู่ ๆ ก็มีมือปริศนาเอื้อมมาอุดปากเขาจากทางด้านหลัง แล้วลากเขาไปอีกทางก่อนพวกมันจะพากันวิ่งเลยไป เมื่อหนึ่งในลูกน้องตะโกนว่าเจอตัวพยัคฆ์แล้ว

ร่างสูงใหญ่ออกแรงดิ้นขลุกขลัก ขนาดโดนยิงเลือดอาบยังมีแรงมาสู้อีก

“เงียบ ๆ ดิวะ เดี๋ยวพวกแม่งก็แห่มากันหรอก”

คนโดนยิงถูกดุจึงชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคย

“ปล่อยกู!” โทนเสียงหนาทุ้มเอ่ยแสดงความไม่พอใจ เกี๊ยวปล่อยมือจากคนอวดเก่งแล้วถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย

“กูเพิ่งช่วยชีวิตมึงไว้นะไอ้ยักษ์”

“แล้วใครขอ”

“อย่าปากดีให้มันมากนัก โดนยิงมาเลือดอาบขนาดนี้ หัดรู้จักบุญคุณกูบ้าง”

“แล้วมึงต้องการอะไร เงินเหรอ เอากี่บาทเดี๋ยวกูจะโอนให้”

“ไม่เอาเงิน”

“แล้วมึงจะเอาอะไร”

“เป็นแฟนกับกู”

“ไม่!” คนเจ็บตอบแทบจะไม่ต้องคิด

“งั้นกูจะตะโกนให้พวกแม่งมาทางนี้แหละ มึงจะเอาอย่างไร”

สองสายตาสบกัน เกี๊ยวเลิกคิ้วเจ้าเล่ห์ ณ เวลานี้เขาเป็นต่ออยู่แล้ว จะต่อรองอะไรก็ได้ ส่วนพยัคฆ์ขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความหงุดหงิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เลือดที่ไหลออกมาตอนนี้ค่อนข้างเยอะ เขาปวดร้าวจนไม่สามารถหยัดกายลุกขึ้นได้

“เออ!”

“อะไรนะ มึงช่วยพูดช้า ๆ ชัด ๆ อีกที”

“กูจะเป็นแฟนมึง”

“ก็เท่านั้น กูให้ลูกน้องเฮียเบิ้มล่อพวกแม่งไปทางนู้นแล้ว ส่วนมึงตามกูมานี่”

เกี๊ยวดึงร่างของพยัคฆ์ที่ใหญ่กว่าเขาอยู่มากขึ้นมา แต่อยู่ ๆ มันก็สลบไปจนเกี๊ยวต้องจับไอ้เวรนี่แบกขึ้นหลังแล้วกัดฟันเดินออกมาจากตรงนั้นอย่างทุลักทุเล นาทีนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวกว่าการตายโหงเพราะดวงตกอีกแล้ว

“มึงแดกเหี้ยอะไรมาวะเนี่ย ตัวหนักฉิบหาย” คนตัวขาวบ่นกระปอดกระแปดตลอดทาง ร่างกายใหญ่โตไร้สติห้อยต่องแต่งอยู่บนหลังเรียกก็ไม่หือไม่อือ แถมยังหนักเหมือนแบกกระสอบปุ๋ยสามลูกพร้อมกันอีก

โชคดีนะที่เกิดเป็นลูกชาวไร่ชาวนา ออกกำลังกายบ่อยเพราะต้องแบกข้าว แบกปุ๋ย

“มึงอย่าเพิ่งตายนะเว้ย ตื่นมาเป็นแฟนกับกูก่อน กูก็ไม่อยากตายโหงนะไอ้ยักษ์”

“...”

“แม่งเอ๊ย! กูได้มึงเป็นแฟนไม่รู้ว่าดวงจะดีขึ้นหรือซวยลงเลย ฉิบหาย!”

Take : สวัสดีนักอ่านทุกท่านค่ะ เดินทางมาถึงตอนที่สามกันแล้ว บอกเลยว่าความซวยและความปั่นป่วนของน้องเกี๊ยวและพยัคฆ์คือทวีคูณแบบสุด ๆ จากแค่ตามตื๊อขอเป็นแฟนแก้เคล็ดธรรมดา ๆ กลายเป็นว่าคืนนี้ต้องมาผจญภัยกับเหตุการณ์ระทึกขวัญ โดนตามล่า ยิงกันสนั่นผับ แถมพยัคฆ์ตัวดีของเรายังโดนลูกหลงจนเลือดโชกนอนสลบคาหลังน้องเกี๊ยวอีกต่างหาก!

แต่สถานการณ์เฉียดตายแบบนี้แหละที่เป็นใจ งานนี้น้องเกี๊ยวของเราเลยใช้จังหวะนี้แหละบีบบังคับต่อรองจนพยัคฆ์ปากแข็งต้องเอ่ยปากยอมตกลงเป็นแฟนแบบจำใจสุด ๆ

ภารกิจขอแฟนเพื่อแก้เคล็ดดวงตกจะรอดปลอดภัยหรือไม่ แล้วบาดแผลของพยัคฆ์จะเป็นอย่างไรต่อไป เตรียมลุ้นและเอาใจช่วยทั้งคู่ในตอนหน้ากันได้เลยนะคะ!

ฝากกดหัวใจ เพิ่มเข้าชั้นหนังสือ และคอมเมนต์พูดคุยติชมเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป