บทที่ 2 บทที่ 2

"Fxck"

ถ้อยคำไม่น่าฟังดังลอดจากไรฟันหนุ่มคนนั้น เขาวิ่งโซเซออกไปกลางถนน ขณะสัญชาตญาณกลัวตายสั่งให้ลิลิตเผ่นแผล็วไปซุกซอกถังขยะ เอาถุงดำ คว้าเศษกระดาษปิดหัวพรางตัว

ผู้ชายที่มายิงปืนไล่ล่ากันกลางที่เปลี่ยวอย่างนี้ไม่ใช่คนอาชีพสุจริตแน่ ขอหลบก่อนตามกลอนสุนทรภู่ว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

ตาโตหลับปี๋หายใจให้แผ่วเบาที่สุด ซ่อนตัวจากกลุ่มเจ้าของฝีเท้าหนัก ๆ พวกนั้น

"ค้นหามันให้ทั่ว"

เสียงทุ้มต่ำชวนขนหัวลุกสั่ง กองขยะที่เธอซ่อนตัวอยู่เริ่มขยับ ถุงดำแต่ละใบถูกดึงออก แผ่นป้ายหาเสียงที่ปิดหน้าเธอกำลังจะเคลื่อนออก

"คุณคินมีคนมาครับ"

แผ่นป้ายหยุดขยับ เป็นเสี้ยววินาทีที่ลิลิตกลั้นใจรอคำตอบจากเสียงทุ้มต่ำนั้น

"พอแค่นี้ก่อน กลับ !"

เธอโล่งใจได้ไม่นานก็ต้องมาตอบคำถามพนักงานเก็บขยะรอบดึก เพราะสาเหตุที่พวกกลุ่มชายชุดดำถอยไปคือแสงไฟจากรถพนักงานเหล่านี้

ลิลิตไม่อยากตอบคำถามมาก เลยแกล้งเป็นคนเมา ทำตัวเอ๋อ พนักงานเชื่อจริง ๆ โดยเฉพาะตอนเธอแบะปากน้ำตาคลอบอกกระเป๋าสตางค์หาย พวกเขาสงสารจนให้ค่ารถเมล์มาห้าสิบบาท โดยไม่รู้เลยว่าลิลิตกระเป๋าสตางค์หายจริง ๆ

ขณะหญิงสาวกำลังปั้นเรื่องเอาตัวรอด ณ คฤหาสน์ใหญ่หลังกำแพงสูง ร่างสูงสวมสูทดำก้าวไปตามทางเดินยาว กระทั่งหยุดลงหน้าประตูไม้หนา คนเฝ้าประตูหน้าดุสองคนค้อมศีรษะแสดงความเคารพ เปิดประตูที่พวกตนเฝ้าระวังให้ชายคนนั้นเข้าไป

"คุณคินครับ"

เหลียงมือขวาคนสนิทถือแฟ้มข้อมูลสำคัญมาให้เจ้านาย ชายหนุ่มวางซิการ์ลงบนถาดรอง ควันอ้อยอิ่งกลิ่นไม้กฤษณาเจือมิ้นท์กรุ่นกำจายทั่วห้อง แต่ไม่อาจกลบกลิ่นดินปืนที่เพิ่งยิงออกจากรังเพลิงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

ด้วยเจ้าของห้องไม่ชอบแสงจ้า บนโต๊ะจึงมีเพียงโคมไฟแบบอาร์ตเคโดส่องแสงสลัว ร่างของคนนั่งบนเก้าอี้จึงเห็นรูปร่างไม่ชัด มีเพียงมือขาวที่ยื่นผ่านความมืดออกมาราวกับการปรากฏของภูติผี

"ตอนที่ยิงกันเมื่อกี้มีคนเก็บนี่...ได้ครับ"

เหลียงวางกระเป๋าสตางค์หนังวัวสีน้ำตาลเก่า ๆ มีรอยถลอกจากการใช้งานอย่างสมบุกสมบันลงบนโต๊ะ

"ในนั้นมีรูปเจ้าของกระเป๋ากับครอบครัว พวกเคยไปทำงานที่บ่อนมันบอก รู้จักพ่อเจ้าของกระเป๋าครับ"

มือที่กำลังจะเปิดแฟ้มชะงัก

"งั้นไปกัน กูอยากเห็นไอ้หมิงเฟยมันดิ้นเหมือนหมา ตอนรู้ว่ากูมีพยานเอาผิดมันได้!"

.....

ลิลิตแบกร่างอ่อนแรงของตนกลับสู่บ้านเช่าในซอยเสื่อมโทรม ระหว่างทางแม้มีทั้งเสียงหมาหอนและเห่าแว่วมาเป็นระยะ ๆ แต่ไม่อาจสร้างความกลัวให้เธอได้ เพิ่งผ่านประสบการณ์เฉียดตาย ยิงกันโป้งป้างเลือดกระฉูด พอรอดมาแล้ว ได้ยินเสียงหมานี่บอกเลย ...แค่นี้เด็ก ๆ

ทันทีที่มือเปิดประตูเหล็กดัดขึ้นสนิมบนรั้วออก เสียงคุ้นหูก็ลอยเข้ามาทันที ดวงตาโตลุกโพลง ใจร่วงลงฝ่าเท้า รีบเดินเร็วเข้าไปในตัวบ้าน

สุรีย์...แม่ของเธอยืนชิดมุมห้องรับแขก ใบหน้าขึ้นสีแดงบวมช้ำ มีรอยเลือดกรังบนมุมปาก ร่างกายมารดาสั่น ใต้ตาบวมแดง ลดาน้องสาวอายุสิบสี่ปีก็ยืนอยู่ข้างกัน มีน้ำตาชื้นเอ่อเต็มดวงตา

สำราญบิดาเธอยืนอยู่กลางห้อง สวมเสื้อชุดข้าราชการสีกาสียับๆ ผมฟูยุ่งอย่างคนไม่ดูแลตัวเอง หน้าดำคล้ำ ลำคอเกร็งจนเห็นเส้นเลือด

"พี่! ถึงตีฉันกับลูกให้ตายเราก็ไม่มีเงินให้ เงินหมดบ้านแล้ว"

แม่พนมมือไหว้พ่อด้วยเสียงสะอื้นเครือ

"อย่ามาตอแหล! ปอมันก็ทำงานมีเงิน ปุ๊กมันก็ใช้สิทธิ์ข้าราชการหาฉันไปหมอ เงินเดือนฉันก็ให้เธอทุกเดือน จะหมดได้ยังไง"

สำราญต่อว่าพร้อมหายใจฮึดฮัดเหมือนวัวกระทิงขี้โมโห

"เอามาให้ฉันพันหนึ่งก่อน พรุ่งนี้เดี๋ยวคืนให้"

ลิลิตปิดประตูเหล็กดัดดังปัง

เสียงลั่นทำให้พ่อหันมา ดวงตาเต็มด้วยเส้นเลือดฝอยแดงก่ำจ้องที่เธอ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มดังหมาป่าเจอเหยื่อชิ้นหวาน

"ปอ ลูกมาพอดีเลย ขอยืมเงินสักพัน พ่อเพิ่งไปขอบูชาพระจากเพื่อน องค์นี้ท่านศักดิ์สิทธิ์นักเรื่องให้โชคให้ลาภ พ่อจะได้รวยสักที"

"หนูไม่มีให้หรอกค่ะ"

ลิลิตปัดเสียงเแข็ง ก้าวไปบังแม่กับน้องไว้ คิ้วเรียวขมวดเมื่อเห็นเศษแจกันแก้วแตกเกลื่อนกระจายบนพื้น

"จะไม่มีได้ยังไง ที่แกออกจากบ้านมืดๆ ค่ำๆ ทุกคืนไม่ใช่ไปทำงานเรอะ"

สำราญตวาด

"อย่างก! เอาไปซื้อไอ้พวกสีพวกกระดาษไร้ประโยชน์ เตือนแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปเรียนวาดรูป ไอ้อาจารย์เฉลิมชัยอะไรนั่นที่แกบูชานักบูชานั่นน่ะ มันก็แค่พวกขี้โม้ที่บังเอิญวาดรูปได้ถูกใจเศรษฐีเท่านั้น"

หญิงสาวเม้มปาก ไม่พอใจเมื่อได้ยินบิดาลามปามถึงไอดอลที่ทำให้เธอตัดสินใจเรียนคณะจิตรกรรม แม้ถูกคัดค้าน ไม่จ่ายเงินค่าเรียนให้แต่เธอก็ฮึดสู้ ทำงานสารพัดอย่างหาเงินส่งตัวเองเรียน

"ฉันขอยืมแค่แป๊บเดียว"

หาเงินเรียนลิลิตสู้ตาย แต่ต้องเจียดเงินไปให้สำราญเอาไปลงกับบ่อนนี่เธอไม่ทนอีกแล้ว

"ครั้งที่แล้วพ่อยืมหนูสามพัน ครั้งก่อนสองพัน หนูยังไม่ได้คืนสักบาทนะ"

สุรีย์กระตุกแขนลูกสาวคนโตให้หยุด อย่ารื้อฟืนความหลัง นางกลัวลูกจะโดนสามีตีจนเจ็บตัวเหมือนตน

"เงินหนูต้องเอาไว้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอยู่ค่ากิน ปุ๊กต้องกินยารักษาตัวก็จริง แต่น้องต้องกินข้าวด้วยนะพ่อ ไม่ได้อิ่มทิพย์"

ลดาสะอื้นซบหน้าลงบนไหล่ลู่ของมารดา

"อย่าพล่ามมากนักเลย ยืมแค่พันเดียวเดียวเอง"

พ่อก้าวเข้ามาพร้อมกลิ่นเหล้ากลิ่นบุหรี่หึ่งโชยออก

ลิลิตไม่ถอย ตอนยังเด็กเธอรักพ่อมาก แต่ตอนนี้เธอขยะแขยง การพนันได้กลืนกินพ่อผู้แสนดีไปเสียแล้ว

"พ่อพอสักที เลิกเอาเงินไปละลายในบ่อนได้แล้ว พวกหนูกับแม่ไม่มีจะกินจนแทบจะแทะฝาบ้านอยู่แล้ว"

หญิงสาวตะโกนระบายความอัดอั้นตันใจ เธออยากพาแม่กับน้องหนีจากพ่อ หนีจากนรกขุมนี้เสียที แต่แม่ไม่ยอมไป กลัวไม่ได้สิทธ์รักษาพยาบาลให้ลดา ท่านจึงยอมทนเป็นกระสอบทราย

ปรกติลิลิตก็เงียบปากอดทน แต่ค่ำคืนนี้หลังผ่านเหตุการณ์เฉียดตาย ความอดทนลิลิตถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

เธอจะไม่ยอมให้แม่ให้น้องทนความเลวร้ายของบิดาอีก

"ปากดีนักนะมึง กล้าเถียงพ่อเหรอ กูเป็นคนเลี้ยงมึงมานะ!"

สำราญเงื้อฝ่ามือสูง สุรีย์รีบดึงลูกสาวให้พ้นระยะฝ่ามือ ลิลิตยืนนิ่งหลับตาปี๋แต่ไม่หลบ

แต่แล้วก็มีเสียงประตูเหล็กหน้าบ้านเปิด ตามด้วยเสียงเหล็กทั้งยวงหลุดกระทบซีเมนต์โครมคราม 

"ห่ะ! พวกมึงเป็นใคร"

สำราญชะงัก เย็นวาบไปทั่วศีรษะเมื่อเห็นกลุ่มคนสวมชุดดำเดินเข้ามาบ้าน หนึ่งในนั้นคุ้นหน้าเพราะเป็นคนคุมบ่อนที่ตนยังติดหนี้อยู่ ดวงตาผีพนันเบิกกว้างอย่างเหลือกลานดังเห็นยมทูตตามมาเอาวิญญาณ รู้ทันทีว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มาดีแน่

สำราญผงะถอยหลังเตรียมหนี กลุ่มคนชุดดำที่มาใหม่ดึงแขนไว้  เจ้าตัวยิ่งสติแตก ทั้งเตะทั้งต่อยอย่างลนลาน จนถูกหยุดการเคลื่อนไหวด้วยหมัดและเท้า กระทั่งทรุดลงไปนั่งจมกองฝุ่นบนพื้น ลดาร้องไห้โฮขณะสุรีย์หน้าซีดตัวสั่น

"พวกคุณเป็นใคร เจ้าหนี้ของพ่อเหรอ ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวฉันจะรีบหาเงินไปจ่าย"

ลิลิตรีบแก้ไขสถานการณ์สุดฉิบหายที่โผล่มากระทันหัน วันนี้ก้าวเท้าออกจากบ้านผิดข้างหรืออย่างไร โชคร้ายถึงประดังประเดเข้ามาไม่หยุด

"ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ"

เธอหนาวเยือก ขนแขนลุกทันทีเมื่อได้ยินเสียงนี้ กลุ่มหนุ่มชุดดำขยับแหวกเหมือนแยกทะเลแดง ตรงกลางนั้นคือร่างสูงใหญ่นัยน์ตาสีรัตติกาล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป