บทที่ 4 เกลียด
ตอนที่4 เกลียด
ปริมระตา
“ก็ไม่ได้มากนักหรอก แค่เธอเป็นคนเดียวที่ฉันเกลียดที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้”
แล้วน้ำเสียงเข้มที่ดูเย็นชาไร้ซึ่งเยื่อใยต่อกันเหมือนสายตา ก็ตอบออกมาด้วยสีหน้าและแววตาที่ไร้ซึ่งความโกหกอย่างสิ้นเชิงเหมือนอยากตอกย้ำให้ฉันรับรู้เต็มอก ว่าทุกอย่างที่เขาพูดไม่เคยมีเรื่องไหนหลอก และนั่นก็ทำให้ได้รู้ว่าคำตอบของเขาคงจะออกมาจากใจจริงที่อยากให้ฉันรับรู้มาก
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับเบนสายตาไปทางอื่นก่อนจะกระพริบตาไล่น้ำตาที่มันจะไหลออกมาให้เขาสะใจและสมเพชเล่นไปกว่านี้ ก่อนจะหันกลับไปสบตากับเขาอีกครั้งแล้วพูดสิ่งที่ฉันต้องการที่สุดให้พี่คิมหันต์ได้ฟัง
“พี่คิมจะเกลียดปริมยังไงก็ได้ แต่ปริมอยากให้พี่ฟังปริมสักครั้งก่อนจะเกลียดปริมแบบนี้ เพราะเรื่องที่พี่รู้หรือว่า...”
ฉันเลยอยากใช้โอกาสนี้ในการบอกเรื่องราวที่ผ่านมาให้เขารับรู้ความจริงในส่วนของฉันบ้างสักครั้ง แล้วหากเขาได้ฟังแล้วยังเกลียดฉันก็ไม่เป็นไร
แต่แน่นอนว่าคนที่เกลียดกันและมีทิฐิต่อกันอย่างเขากลับไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้แม้แต่จะเข้าเรื่องเลยสักนิด ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไรจบเพียงแค่พึ่งเข้าเรื่องเท่านั้น เสียงเข้มดุดันของเขาก็เอ่ยขึ้นดักก่อนทันที
“ถ้ายังพูดเรื่องไร้สาระอีก ก็แยกห้องกันไปนอนซะ!” พี่คิมหันต์พูดออกมาอย่างเย็นชารำคาญกันเต็มทนเหมือนตัดบทสนทนาแล้วนอนตะแคงหันหลังให้ฉันทันทีอย่างคนไม่สบอารมณ์
เขาก็เป็นแบบนี้ตลอดเลย เขาเคยบอกว่าสิ่งที่ฉันทำมันทำให้เขาเจ็บปวดจนไม่อยากฟังอะไรจากปากฉันเพราะถือเป็นคำโกหกและข้อแก้ตัว หาว่าฉันคิดว่าเขาโง่ถึงได้สวมเขาให้เขา และฉันก็ยอมรับที่เขาโง่จริง ๆ
แต่ไม่ได้โง่เพราะตอนฉันสวมเขาหรอกเพียงแต่เขาโง่ที่ไม่เคยเปิดใจฟังความจริงจากฉันเลยสักครั้ง ตั้งแต่เราเริ่มมีปัญหากันจนวันที่เลิกกัน ฉันพยายามอธิบายทุกอย่างให้เขาฟัง แต่เขากลับไม่เคยฟังอย่างเปิดใจสักครั้ง นอกจากพูดว่ามันหลายครั้งแล้ว มันมากเกินไปแล้ว จนเขาพอแค่นี้แล้ว
“พี่ก็เอาแต่ปิดกั้นและหนีความจริง” ฉันว่าให้เขาเสียงเบา
“ฉันไม่ได้หนีความจริงอะไรทั้งนั้น แต่ฉันไม่อยากรับฟังเรื่องน่ารังเกียจที่รู้จนเอียนของเธอ!” เขาตอบกลับออกมาอย่างเย็นชาดุดันโดยไม่หันกลับมามองกันด้วยซ้ำ
“พี่ยังไม่ฟังเลย ทำไมถึงรู้ว่ามันน่ารังเกียจจนฟังไม่ได้”
“แล้วเกือบสองปีที่ผ่านมา เธอคิดว่าฉันยังรับรู้ไม่พอ?” เขาย้อนกลับมาในสิ่งที่มันจะเรียกว่าผิดก็ไม่ได้ “แล้วก็หุบปากเน่า ๆ ของเธอซะ หากยังคิดจะพูดเรื่องพวกนี้อีกก็กลับไปนอนกอดทะเบียนสมรสที่บ้านเธอซะ!”
แล้วเขาก็เอ่ยเตือนแกมขู่กันขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่เปิดโอกาสให้ฉันพูดเรื่องนี่อีกไม่ว่าจะตอนไหนเมื่อไหร่ก็ตาม
“.....” ฉันได้แต่มองแผ่นหลังกว้างของคนตรงหน้าอย่างทำอะไรไม่ได้และคิดว่าต้องรอเวลาอีกสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร ยังไงก็ยังมีเวลาอีกมาก จึงทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ เขาไปพร้อมกับปิดไฟหัวเตียง
แต่ไม่เป็นไร วันนี้ที่ฉันยังไม่มีโอกาสได้พูดอย่างที่ตั้งใจก็ไม่เป็นไร ยังไงฉันกับเขาก็ยังต้องอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปอีกสักพัก ยังไงมันก็ต้องมีสักวันสักโอกาสนั่นแหละที่เขาจะเปิดใจรับฟังฉันบ้างแหละ แค่ตอนนี้เขาอยู่ข้าง ๆ ฉันแบบนี้ ฉันก็ควรจะดีใจแล้วไม่ใช่เหรอ
“.....” ฉันขยับตัวไปใกล้พี่คิมหันต์ก่อนจะยื่นมือตัวเองขึ้นไปกอดเขาอย่างที่เราเคยทำกันเหมือนวันวานที่ทำประจำ พอได้อยู่ใกล้แล้วก็หักห้ามใจตัวเองไม่ไหวจนอยากใกล้ชิดอีกสักครั้งกับอ้อมกอดที่โหยหา
แต่เขาไม่ได้ต้องการมันจากฉัน
“อย่ามาโดนตัวฉัน ไม่ชอบ!” ร่างสูงใช้มือเขาปัดมือฉันทิ้งอย่างแรงไม่แยแส แล้วพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจและเย็นชาราวกับรังเกียจกันเต็มทนแม้แต่สัมผัสก็ไม่ได้
“.....” ฉันเม้มปากแน่นอย่างพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมา ก่อนจะขยับกลับที่ตัวเองเพื่อนอนห่างจากพี่คิมหันต์ไม่ให้เขารำคาญไปมากกว่านี้ และพยายามข่มตานอนให้หลับเพื่อพักผ่อน
ฉันตื่นขึ้นมาในเวลาเช้าของวันใหม่ก่อนจะเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเอง และออกมาแต่งตัว เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้พี่คิมหันต์ ก่อนจะลงไปข้างล่างเพื่อทำอาหารให้เขา
“ทำอะไรกันคะ” ฉันเดินเข้ามาถามป้าน้อยกับดาวที่ช่วยกันปรุงอาหารเช้าอยู่ในครัวอย่างเป็นกันเองเพราะรู้จักกันดีตั้งแต่ตอนที่ทุกอย่างยังดีอยู่
“อ้าวคุณปริมตื่นเช้าจังเลยนะคะ” ป้าน้อยหันมาตามเสียงก่อนจะทักทายออกมา แล้วตอบคำถามของฉันกลับมาโดยไม่ลืมถามกลับอย่างใส่ใจ “ป้ากำลังจะทำข้าวต้มหมูสับน่ะค่ะ คุณปริมอยากได้อะไรเพิ่มหรือเปล่าคะ”
“เปล่าค่ะ” ฉันบอกออกไปอย่างคนไม่มีอะไรทำและอยากหาอะไรทำฆ่าเวลา “ให้ปริมช่วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะของแค่นี้เอง คุณปริมไปนั่งดูทีวีข้างนอกดีกว่า” ป้าน้อยพูดขึ้นอย่างเกรงใจขึ้นมาทันที
“ไม่เป็นไรจ้ะ ปริมอยากทำ” แต่ฉันก็ปฏิเสธพร้อมบอกออกไปอย่างดื้อรั้น เพราะให้นั่งอยู่เฉย ๆ มันก็น่าเบื่อไง สู้หาอะไรทำยังจะดีกว่า
ส่วนเรื่องงานที่ฉันทำตอนนี้ฉันได้ลาพักร้อนไว้อาทิตย์หนึ่ง ตอนนี้ก็ผ่านมาสามวันแล้ว ก็อีกตั้งสี่วันนั่นแหละถึงจะได้กลับไปทำงานคืน
ฉันกับป้าน้อยช่วยกันทำอาหารเช้ากันจนเสร็จ ฉันก็เดินออกมารอด้านนอก ป้าน้อยกับดาวจะยกตามมาทีหลังอีกทีเมื่อถึงเวลา และไม่นานร่างสูงที่คุ้นเคยก็เดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกับชุดทำงานเต็มสูท และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ชุดที่ฉันเตรียมไว้ให้เขา เพราะไม่คิดว่าเขาจะไปทำงานวันนี้
“พี่คิมจะไปทำงานเหรอคะ” ฉันถามออกไปด้วยความอยากรู้ทันทีหลังจากเขาลงมาถึงด้านล่าง พร้อมกับเผื่อใจผิดหวังไว้แล้วด้วย
“จะให้ฉันอยู่เห็นหน้าเธอเหรอ” พี่คิมหันต์ตอบกลับมาอย่างไม่แยแสตรงไปตรงมา เป็นคนที่ไม่เคยคิดรักษาน้ำใจคนฟังเลยสักนิด และคำตอบของเขาก็เอาฉันหน้าชาไปได้ง่าย ๆ เลยเหมือนกัน
“แต่เราพึ่งแต่งงานกันนะคะ น่าจะอยู่ติดบ้านก่อนสักวันสองวันก็ได้นี่” ฉันพูดกับเขาออกไปอย่างที่ตัวเองก็ลาลากยาวมาเพื่อพักผ่อนและใช้เวลาร่วมกับสามีหลังแต่งงานนั่นแหละ
“ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะใช่ แต่พอแต่งกับเธอแล้ว แม้แต่วินาทีเดียวฉันก็ไม่อยากอยู่หายใจร่วมกับเธอเลยสักนิด แม้แต่หน้าก็ไม่อยากมอง!”
ร่างสูงตอบออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำเปรียบเทียบฉันกับคนอื่นตลอด เหมือนกับต้องการตอกย้ำฉันตลอดเวลาที่มีโอกาสให้รับรู้ว่าฉันเป็นแค่ตัวอะไรสักอย่างที่เขาไม่อยากเหลียวสายตามองหรือเสียเวลาด้วยสักนิด
พูดจบก็เดินออกไปโดยไม่แม้แต่จะกินข้าวเช้าราวกับวินาทีเดียวที่เขาพูดว่าไม่อยากเจอหน้าฉันนั้นไม่ได้โกหกเลย
“.....” ฉันได้แต่มองตามหลังเขาไปอย่างเหนื่อยล้า ไม่คิดว่าเขาจะเกลียดฉันได้มากขนาดนี้จริง ๆ แม้จะพูดกันดี ๆ เหมือนฉันเป็นคนบ้างสักนิดก็ไม่มี แล้วแบบนี้เมื่อไหร่กันนะที่เขาจะยอมฟังอะไรจากปากของฉันบ้างสักครั้ง
