บทที่ 6 ปกป้อง
ตอนที่6 ปกป้อง
ปริมระตา
“ถ้าพี่ไม่ปกป้องผู้หญิงที่พี่รัก แล้วจะให้พี่ปกป้องใครล่ะ”
ฉันที่เดินตามมาจนได้มองเห็นและได้ยินคำพูดจากปากของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีตัวเอง และอดีตเพื่อนสนิทของตัวเองกำลังพลอดรักกันตรงหน้าอย่างไม่เกรงใจโดยที่ฉันกลับทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยืนมองเหมือนส่วนเกิน
สุดท้ายก็เป็นฉันที่ต้องเป็นฝ่ายเดินออกจากภาพตรงหน้ามาอย่างยอมแพ้
“วันนี้ปริมไม่ทานข้าวนะคะ” ก่อนจะเดินเข้าไปบอกป้าน้อยให้รับรู้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และพาตัวเองกลับขึ้นห้องนอนไปอย่างต้องการเวลาส่วนตัวและหลีกเลี่ยงจากเรื่องของพวกเขาสองคนให้ได้มากที่สุด
แต่จะให้ฉันไปนั่งดูพวกเขาสองคนแสดงความรักที่มีต่อกันโดยที่ไม่ทำอะไรหรือว่านั่งเฉย ๆ อย่างไม่แยแสอย่างนั้นเหรอ ฉันรู้ว่าตัวเองคงทำแบบนั้นไม่ได้หรอกและอาจจะเกิดเรื่องรุนแรงขึ้นอย่างห้ามใจไม่อยู่ ยิ่งได้เห็นหน้าอีเพื่อรักหักเหลี่ยมโหดจอมเสแสร้งนั่นยิ่งยากจะควบคุมตัวเอง
ที่สำคัญฉันกลัวว่าจะอดใจให้ลุกไปตบหน้าคนตอแหลตรงหน้าตัวเองไม่ไหว และแน่นอนว่าหากฉันทำอะไรลงไปแม้แต่เล็กน้อย ก็ไม่วายโดนพี่คิมหันต์ดุด่าว่าอีกตามเคย หากไปแตะต้องคนของเขาแม้แต่ปลายเล็บ ฉันเองคงถูกทำกลับคืนมากกว่านั้นอย่างไม่ต้องเดา ฉันเลยตัดปัญหาหนีขึ้นมาแบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ฉันนั่งเล่นโทรศัพท์เพื่อหวังปรับอารมณ์และเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองอยู่ในห้องได้สักพักใหญ่ เสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้น ฉันเลยวางโทรศัพท์ลุกขึ้นไปเปิดให้เพราะถ้าเป็นเจ้าของบ้านเขาไม่เคาะแน่นอน
“มีอะไรเหรอคะ” พอเปิดมาเห็นป้าน้อยที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ตรงหน้าฉันก็เลยถามออกมาด้วยความสงสัย
“คือว่า คุณคิมหันต์ให้ป้ามาตามหนูปริมไปทานข้าวน่ะค่ะ แล้วบอกว่ายังไงก็ต้องลงไปด้วย”
ป้าน้อยบอกฉันออกมาตามคำสั่งที่ได้รับมาด้วยสีหน้าที่ดูลำบากใจไม่น้อยเพราะคงเห็นแล้วว่าในบ้านมีใครอยู่ด้วย ส่วนที่เรียกว่าหนูปริมฉันบอกว่าไม่ต้องเรียกคุณเอง
“ค่ะ เดี๋ยวปริมลงไป” ฉันรู้ว่าถ้าฉันไม่ลงไปเดี๋ยวเขาก็ใช้ป้าน้อยขึ้นมาอีกอย่างไม่คิดปล่อยผ่าน นั่นเลยทำให้ฉันบอกป้าน้อยออกไปอย่างไม่ได้เกรงกลัวเท่าไหร่
ก็ในเมื่อเขาอยากจะให้ฉันลงไปเองฉันก็จะลงไป ส่วนถ้าจะเกิดอะไรก็อย่ามาโทษฉันแล้วกันเพราะเขาเป็นคนหาเรื่องเอง
“แขกมาบ้านอย่าเสียมารยาท!” พอฉันเดินลงมาถึงโต๊ะอาหารที่พี่คิมหันต์กับไข่มุกนั่งรออยู่ เสียงเข้มเย็นชาก็เอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจประชดประชันกันเป็นการตำหนิต่อหน้าคนอื่นทันที
“ปริมแค่ผู้อาศัย จำเป็นต้องรับแขกที่ไม่ต้อนรับด้วยเหรอคะ” ฉันสวนย้อนกลับไปทันทีอย่างไม่แยแสด้วยสีหน้าเรียบเฉยกับคำพูดของเขา ก่อนจะนั่งลงที่ตัวเองอย่างไม่อยากมองหน้าใคร
“.....” พี่คิมหันต์ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับานอกจากหันมามองฉันอย่างไม่พอใจด้วยสายตาของศัตรูมองกัน
“.....” ส่วนอีไข่มุกก็แสร้งทำเป็นนั่งก้มหน้ากลัวฉันราวกับคนบอบบางน่าทะนุถนอม ราวกับฉันจะฆ่ามันได้ง่าย ๆ
เหอะ! ตอแหลสิ้นดี
แล้วบนโต๊ะก็เริ่มลงมือกินข้าวกันโดยตลอดเวลาบนโต๊ะก็มีเพียงเสียงพูดคุยกันของพี่คิมหันต์กับอีไข่มุกสองคนที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ และตักอาหารให้กันไปมาอย่างใส่ใจ โดยเหมือนฉันเป็นเพียงส่วนเกินของเขาเท่านั้น และนี่คงจะเป็นเหตุผลที่พี่คิมหันต์เรียกฉันลงมา
ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วงกลัวฉันจะอดข้าวอะไรหรอก แต่เขาคงแค่อยากประกาศให้ฉันได้รู้และได้ยินกับหูได้เห็นกับตาตัวเองว่าเขารักอีไข่มุกมากแค่ไหน และฉันเป็นแค่อะไร
“ปริมลองทานนี่ดูสิ มุกจำได้ว่าปริมชอบ” แล้วอีไขมุกก็พูดขึ้นอย่างเป็นมิตรและทำตัวเป็นเพื่อนที่แสนดี พร้อมกับตักบล็อกเคอรี่ผัดกุ้งมาเพื่อใส่จานของฉันอย่างเสนอหน้า
“ไม่จำเป็น!” ฉันพูดเสียงเรียบเย็นชาพร้อมกับดึงจานตัวเองเลี่ยงออกมาอย่างรังเกียจ ไม่ให้คนทรยศตอแหลมันมายุ่งกับจานข้าวของฉันได้
“อย่าเสียมารยาทให้มากนะปริมระตา!” แล้วแน่นอนว่าผู้พิทักษ์อีไข่มุกอย่างพี่คิมหันต์ก็คงทนมองภาพนี้ไม่ไหวราวกับมันไม่ได้รับความยุติธรรม ตะคอกขึ้นเสียงเข้มเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจทันทีราวกับฉันเป็นคนผิด
ฉันเลยหันไปมองหน้าเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยทั้งที่เขากำลังจ้องหน้าฉันอยู่ด้วยสายตาดุดัน
“ปริมอิ่มแล้วขอตัว” ฉันบอกผ่าน ๆ พร้อมกับรวบช้อนลงอย่างไม่เบานักให้รู้ว่าไม่มีอารมณ์กินต่อและได้เห็นภาพความรักของเขากับคนรักอย่างที่ต้องการแล้ว มันหมดหน้าที่ของฉันแล้ว จึงลุกขึ้นอย่างไม่คิดอยากอยู่ต่อก่อนจะทนไม่ไหว
“นั่งลงเดี๋ยวนี้ปริมระตา คนอื่นยังกินไม่เสร็จ!” แต่พี่คิมหันต์กลับไม่ยอมปล่อยฉันไปง่าย ๆ เหมือนยังไม่พอใจทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้อยากเห็นหน้าฉันสักนิด พูดขึ้นอย่างออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบและไม่มองหน้าฉันอย่างเด็ดขาด
“ก็กินกันต่อสิคะ เกี่ยวอะไรกับปริม” ฉันถามเขาออกไปอย่างไม่พอใจและไม่เข้าใจกับการหาเรื่องไม่หยุดทั้งที่เขาไม่ได้ต้องการเห็นหน้าฉันอยู่แล้วด้วยซ้ำ และน่าจะได้สิ่งที่พอใจแล้วด้วยซ้ำ
แต่ฉันไม่อยากอยู่ตรงนี้นาน ๆ เพราะฉันกลัวจะเผลอทำอะไรผู้หญิงตรงหน้าออกไป นั่นมันจะยิ่งทำให้พี่คิมหันต์มองฉันในแง่ร้ายมากกว่าเดิมและเข้าทางอีไข่มุกมากกว่าเก่ายังไงล่ะ
“ฉันรู้ว่าคนอย่างเธอไม่รู้จักมารยาท แต่จะอยู่ที่นี่ต้องหัดมีมันซะ!”
แล้วคำพูดร้ายกาจที่ด่ากันอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าคนรักของเขาก็ดังออกจากปากหยักของร่างสูงที่ได้ชื่อว่าสามีของฉัน เล่นทำให้ฉันไม่พอใจกับสิ่งที่เขาพูดขึ้นมาอย่างง่ายดาย
“ใครจะไปมีมารยาทเหมือนพี่คิมกับคนรักของพี่ละคะ” ฉันย้อนกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนกับยอมรับคำพูดของเขา และยกยอความดีความชอบของพวกเขาสองคนอย่างสู้ไม่ได้
“ถ้ารู้ตัวดีก็หัดเรียนรู้จากไข่มุกบ้างก็ได้นะ เผื่อจะน่าคบกว่านี้” แต่คนตรงหน้าที่รู้ว่าฉันกำลังประชดประชันกลับไม่สะทกสะท้านอะไร ยอกย้อนกลับมาพร้อมกับอวยแฟนตัวเองอย่างดิบดีให้ฉันเอาเป็นตัวอย่าง
“หึ! ไม่กล้าเรียนรู้จากแฟนพี่หรอกค่ะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นปริมกลัวจะตั้งใจไปแย่งผัวคนอื่นเข้าให้”
ฉันแค่นขำให้พี่คิมหันต์ก่อนจะบอกให้เขาเข้าใจถึงความใจเซาะของตัวเองในเรื่องนี้ พร้อมกับเหตุผลที่ไม่กล้า
“ปริม” น้ำเสียงแผ่วเบาที่เหมือนกับไม่ได้รับความเป็นธรรมของอีไข่มุกดังขึ้นอย่างน่าหมั่นไส้
“ปริมระตา!” เสียงดุดันเหมือนสายตาจะฉีกกันของพี่คิมหันต์จ้องมองมา ก่อนจะพูดต่อ “แต่คนอย่างเธอไม่น่าจะต้องกลัวอะไรแบบนี้เลยนะ เพราะที่ผ่านมาเธอก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“เหรอคะ งั้นอยากฟังสิ่งที่ปริมเป็นไหมล่ะ” ในเมื่อเขาพูดเข้าประเด็นนี้เธอก็ย้อนถามออกไปอย่างท้าทายและพร้อมเล่าทันที
“หึ! เก็บความไร้ยางอายของเธอไว้ภาคภูมิใจคนเดียวเถอะ อย่ามาพูดให้คนอื่นเขารู้สึกรังเกียจจนกลืนข้าวไม่ลงด้วยเลย”
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ยอมฟังเหมือนเดิม ตอกย้ำความคิดความรู้สึกของตัวเองออกมาอย่างหลีกเลี่ยงปัญหานี้ตลอด
“.....” ฉันมองหน้าพี่คิมหันต์อย่างเหนื่อยใจที่เขาไม่เปิดใจรับฟังเรื่องนี้สักที
แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้ฉันไม่อยากมาทะเลาะกับเขาให้อีงูพิษอย่างไข่มุกได้เห็นและได้ใจ ถึงแม้ว่ามันจะรู้เรื่องของฉันกับพี่คิมหันต์อย่างดี แต่ก็ไม่อยากตอกย้ำว่าสิ่งที่มันคิด เป็นความจริงทุกอย่าง
ฉันจึงเลือกจะไม่ตอบอะไรกลับไปอีก พร้อมกับเลือกที่จะเดินออกจากเก้าอี้และขึ้นห้องไปทันทีอย่างไม่คิดฟังคำสั่งของพี่คิมหันต์สักนิด
ในเมื่อเขาจะทำอะไรไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของฉันเลยสักนิด ไม่สนใจหรือรู้ความเสียใจของฉันเลย ฉันก็จะไม่ฟังเขาเหมือนกัน
