บทที่ 7 ยัดเยียด
ตอนที่7 ยัดเยียด
หลายอาทิตย์ต่อมา
นี่ก็ผ่านมาร่วมเดือนแล้วที่ฉันกับพี่คิมหันต์แต่งงานกัน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรดีขึ้นนั่นคือเขายังไม่ญาติดีกับฉันเลย ฉันพยายามจะพูดเรื่องในอดีตกับเขาทุกครั้งที่คิดว่ามีโอกาส แต่สุดท้ายเขาก็ไม่เคยคิดจะฟังและเดินหนีฉันตลอดราวกับว่าไม่อยากฟังและต่อให้ฟังไปมันก็ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว แล้วยิ่งช่วงนี้ฉันก็กลับไปทำงานเหมือนเดิมแล้วมันยิ่งทำให้เราสองคนไม่ค่อยได้มีเวลาเห็นหน้ากันเท่าไหร่
และที่ยังคงเหมือนเดิมมากที่สุดก็คงจะเป็นคำพูดร้ายกาจจากปากของพี่คิมหันต์ ที่ยังคงสาดใส่ฉันไม่เลิก และเหมือนว่าบางครั้งมันจะแรงมากเกินไปด้วยซ้ำ ราวกับสนุกและสะใจทุกครั้งที่ได้ทำให้ฉันเจ็บปวดและไปต่อไม่เป็น
“หึ! ที่กลับดึกนี่ทำงานพิเศษเหรอ” พอฉันเข้ามาในห้องนอนในเวลาเกือบสองทุ่มเพราะว่าวันนี้งานที่บริษัทมีปัญหา ทำให้พนักงานหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องอยู่ช่วยกันแก้ไขเพราะมันเป็นงานเร่ง เพราะไม่อยากไปทำต่อกันวันหยุด
แต่ก็ไม่วายพ่นคำร้ายกาจที่คอยถากถางจากปากของผู้ที่ได้ชื่อว่าสามีของฉันเหมือนเดิมดังขึ้นอย่างดูถูกกันตลอด
“ค่ะ” ฉันตอบกลับไปอย่างไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเขา เพราะพูดอะไรไปก็เหมือนคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นและเขาก็ไม่ได้อยากฟังด้วยจึงไม่อยากเสียเวลาจะพูดอธิบายอะไร ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกายให้สบายตัวขึ้นจากความเหนื่อยล้า
แล้วมันก็เหมือนเดิมทุก ๆ คืน ที่ฉันจะต้องได้ยินคำพูดหวานหูน้ำเสียงอ่อนโยนจากปากร้ายของพี่คิมหันต์ทุกวันก่อนนอนพูดคุยกับคนรักของเขา ต่างจากเวลาพูดกับฉันราวกับคนละคน พูดมันต่อหน้าฉันอย่างไม่เคยสนใจความรู้สึกเหมือนกับอยากให้ฉันได้ยินด้วยซ้ำ
“นอนได้แล้วนะ ดึกแล้วพี่เป็นห่วง” ร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานฟังลื่นหู ต่างจากเวลาพูดกับฉันอย่างสิ้นเชิง
“.....” ฉันทำเป็นไม่สนใจเหมือนทุกครั้งเดินเลี่ยงมาแต่งตัวของตัวเองแทนการต่อปากต่อคำกับเขา ทั้งที่ในหัวใจฉันตอนนี้มันกำลังปวดหนึบทุกครั้งกับความต่างของการปฏิบัติจากผู้ชายคนเดียวกัน
“พี่ก็รักมุกนะ ฝันดีครับ” แต่เขาก็ยังคงพูดทุกอย่างที่คิดออกมาได้ง่าย ๆ เสมอเหมือนกับคนร่วมห้องอย่างฉันไร้ความหมาย
หึ! บอกรักผู้หญิงอีกคนต่อหน้าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเมียตัวเอง เขานี่หนักแน่นกับความรักดีจริง ๆ
และฉันก็เข้าใจดีเลยว่าทำไมเขาชอบมาคุยโทรศัพท์กันหวาน ๆ ต่อหน้าฉันประจำ ทั้งที่บอกว่าเกลียดฉันและควรไปหาความเป็นส่วนตัวคุยกัน แต่นั่นเพราะเขาอยากให้ฉันได้ยินและรับรู้ และหากฉันทนไม่ไหวเผลอไปแทรกแซงเขาไประหว่างเขาคุยกับอีนั่นอยู่ด้วยนะ เขาจะต่อว่าฉันออกมาให้ปลายสายได้ยินอย่างไม่ไว้หน้ากันเลยแหละ แล้วเขาก็จะยิ่งเพิ่มความหวานและความรักใส่กันจนฉันแทบอยากจะอ้วกออกมาให้ได้ ทำให้ทุกวันนี้ฉันเลยเลือกทำเป็นไม่สนใจเขาเวลาคุยโทรศัพท์ ไม่ว่าจะพูดอะไรหรือนานแค่ไหน ฉันก็แสร้งทำเป็นไม่ได้สนใจและปล่อยผ่านไปเท่านัน
“คุยเสร็จแล้วเหรอคะ” พอฉันแต่งตัวเสร็จบวกกับเขาวางสายไปแล้ว ฉันก็เลยถามขึ้นเหมือนประโยคทั่วไป แต่ไม่ได้ประชดประชันอะไรหรอกนะ แค่ถ้าเขาอยากคุยกันต่อทั้งคืนเดี๋ยวฉันจะหลีกทางให้
“แล้วมันเรื่องอะไรของเธอล่ะ” เขาไม่ได้ตอบคำถามของฉันแต่ย้อนถามฉันออกมาเสียงห้วนเหมือนไม่ได้อยากคุยกันและสื่อให้รู้ว่าอย่างยุ่งกับเรื่องของเขาเหมือนเคย น้ำเสียงที่เหมือนกับคนละคนที่ฉันได้ยินเมื่อกี้
“คุยเสร็จก็ดีแล้วค่ะ เพราะต่อไปปริมจะได้คุยเรื่องของปริมบ้าง” ฉันก็ไม่ได้อยากยุ่งอะไรกับเรื่องของเขาหรอก เพราะรู้ว่าถามอะไรไปด้วยความหวังดีแค่ไหนก็จะถูกมองเป็นคนแส่ไม่เข้าเรื่องอยู่ดี เลยตัดสินใจพูดออกไปอย่างจริงจังและเป็นเหตุผลที่ฉันตั้งใจถามเขานั่นแหละ
นี่แต่งงานกันมาเดือนกว่าแล้วนอนด้วยกันทุกวัน ฉันยังไม่สามารถทำในสิ่งที่ฉันต้องการได้สำเร็จเลย ฉันไม่อยากปล่อยเวลาไปนานกว่านี้แล้วและอยากคุยกันให้รู้เรื่องเหมือนกัน ส่วนผลสรุปจะเป็นยังไงก็อีกเรื่อง ดีกว่าปล่อยเวลาไว้แบบนี้แล้วต้องมาทนกับอะไรที่บั่นทอนความรู้สึกทุก ๆ วัน
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับเธอ” และพอพี่คิมหันต์ได้ยินแบบนั้น เขาก็พูดออกมาอย่างไม่แยแสเหมือนทุกครั้งราวกับอะไรก็ตามที่ฉันเพียงแค่จะอ้าปากพูดก็ไม่มีสิทธิ์และเขาไม่อยากฟัง ก่อนจะเก็บโทรศัพท์แล้วทิ้งตัวลงนอนตะแคงหันหลังให้ฉันอย่างไม่อยากฟังกันเสมอ
“พี่คิมไม่มีอะไรคุยก็ไม่ต้องคุยค่ะ แค่ฟังอย่างเดียวก็พอ” แต่ฉันอยากคุยให้รู้เรื่องจึงไม่ยอมง่าย ๆ ฉันพูดออกไปอย่างที่ไม่คิดให้เขาพูดอะไรด้วยเหมือนกันเพราะแต่ละอย่างที่เขาพูดมันไม่ได้น่าฟังสำหรับฉัน ขอแค่เขาฟังสิ่งที่ฉันอยากจะพูดก็พอ
“ฉันจะนอน ไม่อยากฟัง!” แต่พี่คิมหันต์ก็ยังตอบกลับมาอย่างเย็นชาใส่กันโดยที่ยังหันหลังให้ฉันอยู่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองกัน
“พรุ่งนี้วันหยุด เสียเวลาพี่สักสิบนาทีฟังหน่อยนะคะ” ฉันก็ยังคงไม่ยอมเหมือนกัน วันนี้ยังไงก็จะต้องพูดให้ได้ อีกทั้งพรุ่งนี้เป็นวันหยุดเขาไม่จำเป็นต้องรีบนอนรีบตื่นไปไหน
“วันหยุดแล้วยังไง ฉันมีนัดกับคนรัก” แล้วครั้งนี้พี่คิมหันต์ก็พลิกตัวนอนหงายหันมามองฉันแล้วตอบฉันออกมาพร้อมกับจ้องหน้าฉันด้วยสายตาเรียบนิ่ง เพื่อตอกย้ำว่าเขากับผู้หญิงคนนั้นรักกัน และเขาก็ไม่มีเวลาสำหรับฉันด้วย
“ค่ะ งั้นแค่ห้านาทีก็ได้” เมื่อฉันได้ยินแบบนั้นก็พยายามเก็บความรู้สึกน้อยใจจุกแน่นของตัวเองไว้ ก่อนจะต่อรองเวลาอันมีค่าของเขาลดลงมาอีกนิดอย่างไม่คิดยอมแพ้ง่าย ๆ
ก่อนจะเริ่มเข้าเรื่องที่ผ่านมาเป็นปีแล้วที่ฉันอยากจะเคลียร์กับเขาให้รู้เรื่องเสียที
“เรื่องที่พี่คิมเข้าใจวะ...” และก็เหมือนทุกครั้งที่พอฉันเริ่มพูดมันถึงอดีตทีไร ร่างสูงก็มักแทรกขึ้นด้วยเสียงดังทันทีอย่างกับไปแตะต้องมันไม่ได้ ราวกับเกลียดที่จะรื้อฟื้นและพูดมัน
“ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่อยากฟัง!” พี่คิมหันต์ตะคอกกลับมาด้วยน้ำเสียงและสายตาดุดันกว่าเดิม เหมือนกับว่าหากฉันดึงดันจะพูดมันออกไปอีก เขาอาจจะทำอะไรรุนแรงที่คาดไม่ถึงก็ได้
“แล้วถ้าไม่ฟังเมื่อไหร่จะได้รู้เรื่องสักทีล่ะคะ!” ฉันเองก็เถียงกลับไปด้วยเสียงแข็งเหมือนกันอย่างไม่ยอมและหงุดหงิดไม่น้อยที่สุดท้ายก็เป็นฉันที่ต้องกลายเป็นคนผิดอย่างไม่มีโอกาสได้เรียกร้องความยุติธรรมคืนให้ตัวเองสักที
“เธอคิดว่าตัวเองเก่งมากเหรอ ที่เคยหลอกสวมเขาให้ฉันได้!” แล้วน้ำเสียงเข้มดุดันก็พูดรอดไรฟันออกมาอย่างไม่พอใจและโกรธแค้นกับเรื่องเก่า ๆ เป็นเหมือนกับปมในใจของเขาที่หากไปแตะต้องเมื่อไหร่ก็พร้อมจะเป็นอีกคนทันที
“ปริมไม่ได้หลอกพี่คิม และไม่เคยคิดว่าตัวเองฉลาด” ฉันแย้งกลับไปอย่างจริงจังในสิ่งที่ไม่เคยคิดแบบนั้นสักครั้ง อีกทั้งตัวฉันมันโง่ด้วยซ้ำที่ไว้ใจคนผิดมานานจนทำให้ต้องสูญเสียอะไรไป
“แล้วจะฟื้นฝอยหาพระแสงอะไร!” ร่างสูงลุกขึ้นแล้วตะคอกกลับมาใส่ฉันอย่างไม่พอใจเหมือนไม่เคยคิดอยากพูดเรื่องราวพวกนี้อีกเลย
“พี่ก็ฟังปริมบ้างสิ ฟังความจริงจากปากปริมบ้าง!” ฉันตะคอกกลับไปอย่างไม่ยอมและโมโหเหมือนกัน ตั้งแต่วันนั้นที่เขาบอกเลิกฉันเขาก็ไม่ฟังอะไรจากปากฉันบ้างเลย ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าเขาไปฟังเรื่องทั้งหมดมาจากใครบ้าง แต่ก็มีคนหนึ่งที่ฉันสงสัย
“คำโกหกตอแหลจากปากเธอนะเหรอ!” พี่คิมหันต์ถามขึ้นเสียงเข้มเย้ยหยันพร้อมกับมองฉันด้วยสายตาที่เกรี้ยวกราดมากกว่าเดิมอย่างตีตราฉันไปแล้วว่าเป็นคนขี้โกหก
“ใช่ ต่อให้สิ่งที่ปริมจะพูดพี่จะคิดว่ามันเป็นเรื่องโกหกก็ได้ แต่ช่วยฟังปริมหน่อย!” ฉันพูดออกไปอย่างไม่คิดแก้ตัวอะไรอีกแล้ว ก็ในเมื่อเขาอยากให้มันเป็นเพียงคำโกหกก็แล้วแต่เลย ฉันจะไม่ปฏิเสธให้เสียเวลา ขอแค่เขาได้ฟังทั้งหมดจากมุมของฉันบ้างสักครั้งสักนิด
“ฉันไม่ฟัง แล้วเธอก็ไม่ต้องพูดถึงมันอีก! เพราะยังไงมันก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้!” แต่พี่คิมหันต์ก็ยังคงดึงดันไม่คิดจะฟังเหมือนเดิม ตอบปัดออกมาพร้อมกับทำท่าจะลุกหนีฉันไปอย่างไม่อยากมองหน้ากัน แต่ครั้งนี้ฉันเลือกจะรั้งแขนเขาไว้แน่นไม่ให้หนีกันไปง่าย ๆ อีก
“ยังไงพี่ก็ต้องฟัง ปริมจะพูดมันจนกว่าจะได้พูดออกไปทั้งหมด!” ฉันพูดออกไปอย่างดื้อรั้นไม่แพ้กันและดึงดันจะพูดออกมาให้ได้ ตอนนี้ยอมรับว่าทั้งฉันและเขาต่างก็อารมณ์ร้อนไม่ต่างกัน ไม่มีใครยอมใครเลยสักนิด
“ได้! งั้นฉันจะทำให้เธอพูดไม่ออกเอง!” พี่คิมหันต์จ้องมองฉันอย่างดุดันก่อนจะพูดออกมาอย่างคนเลือดร้อน พูดจบก็ผลักฉันนอนราบลงไปกับเตียง ก่อนจะขึ้นมาคร่อมฉันแล้วกดไหล่ฉันไว้ทั้งสองข้างจมไปกับเตียง
“พี่คิม! โอ้ย!!!”
