บทที่ 11 ไม่แนใจ

เนตรนภาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เจ้าของร้านฟัง พร้อมน้ำเสียงอันสั่นเครือ สองมือบีบกันแน่น แต่ไม่ได้เล่าเรื่องที่เพื่อนเจ้าของร้าน ได้กระทำย่ำยีเธอ

ภายในใจรู้สึกเจ็บแต่ไม่อยากเอาเรื่องพวกนี้ออกมาเปิดเผย ให้ใครต่อใครรับรู้

“พี่จะไปถามให้แน่ใจ ว่ามันไม่ได้เก็บไว้ที่อื่น”

“ไปถามให้ชัวร์เลย ไม่ใช่มากล่าวหาคนอื่นแบบนี้ เขาเสียหาย” ปริมของขึ้น

“กลัวแต่เพื่อนกันมันจะเหมือนกันนี่แหละ” เนตรนภาสะกิดแขนเพื่อน เพื่อไม่ให้ล่วงเกินเจ้าของร้าน

“อย่าเหมารวม เพื่อนกันก็จริง”

“เชอะ ใครมันจะรู้ อ้างว่าตัวเองรวย อยากจะทำอะไรใครก็ได้ นิสัยแย่มาก” ปริมพูดกระทบก่อนเดินไปหลังร้าน

“เอ่อ คุณพัฒน์คะ เนตรขอโทษแทนปริมด้วยนะคะ เธอคงโกรธแทนเนตรค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้

“ไม่เป็นไรหรอกเนตร ส่วนเรื่องเราเดี๋ยวพี่ไปจัดการถามให้ ไม่ต้องห่วงทำงานให้สบายใจ”

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวพลางโล่งใจที่ได้เล่าเรื่องราวให้ชายหนุ่มฟัง ไม่ต้องคอยวิตกกังวล

หากเขามารู้ทีหลังแล้วกล่าวหาเหมือนอีกคน ที่กล่าวโทษและยัดเยียดข้อหาเธอเป็นหัวขโมยไปก่อนหน้านี้

เวลาห้าโมงเย็น…

พิพัฒน์ออกมายืนสูบบุหรี่นอกร้าน ชายหนุ่มคิดเรื่องของเนตรนภา ปกติเหนือตะวันไม่ค่อยมีพฤติกรรมก้าวร้าวเช่นนี้ เขาเป็นคนสุขุม มีเหตุผล

ทว่าคราวนี้ทำไมถึงต้องไปหาเรื่องลูกน้องเขาถึงห้องพัก

“โอ๊ย มันเหม็นยังจะสูบอีก” เสียงที่มาก่อนตัว ปริมซึ่งกลับมาจากส่งของให้ลูกค้าขาประจำ

“อะไรของเธอหนักหนา ฮึ”

พิพัฒน์รีบทิ้งบี้บุหรี่ให้ดับทิ้งลงที่ทิ้งขยะ

“กลัวปอดไม่หายหรือไง” ปริมาภรณ์บ่นเป็นหมีกินผึ้ง ต่างคนต่างเดินหนี แต่ดันไปชนกันที่ประตูร้าน

พิพัฒน์หัวเราะ เขาผายมือให้หญิงสาวเดินเข้าไปก่อน

“เกะกะจริง” เดินหน้าบึ้งเข้าห้องน้ำ

“มีอะไรเหรอคุณพัฒน์” เนตรนภาเห็นปริมบ่นงึมงำ เหมือนอารมณ์ไม่ดี

“ไม่รู้สิ” พิพัฒน์โยกศีรษะเบา ๆ

ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนแรงในช่วงกลางวัน

หญิงสาวร่างเล็กในชุดผ้ากันเปื้อนยืนบนทางเท้า เธอมองซ้ายขวาเพื่อเตรียมข้ามถนน กลับรู้สึกเหมือนจะเป็นลมขึ้นมาเฉย ๆ จนต้องย่อตัวนั่งลงท่ามกลางรถราที่วิ่งขวักไขว่

ภายในห้างสรรพสินค้า

เนตรนภาเดินเข้ามาด้านใน เพื่อมาธนาคารส่งเงินให้ยาย ด้วยความที่เธอเดินฝ่าแสงแดดที่ร้อนแรง

พรึบ… เสียงผู้คนในธนาคารร้องโหวกเหวกโวยวาย

“มีคนเป็นลม” จากนั้นได้มีคนเข้ามาช่วยเหลือ เหนือตะวันที่กำลังทำธุระคุยกับเจ้าหน้าที่หันมองตามเสียงโวยวาย

เห็นเพียงหญิงสาวที่คาดว่าเป็นลม ถูกประคองจากผู้หญิงคนหนึ่ง ในมือคอยยื่นยาดมให้เธอสูดดม

จังหวะที่เหนือตะวันทำธุระเสร็จ กำลังเดินจะพ้นจากธนาคารเขาเหลือบมอง แต่เลือกเดินออกไป เนตรนภาถูกช่วยเหลือจนเธอฟื้นดีขึ้น

ใบหน้าที่ซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดฝาด หญิงสาวกล่าวขอบคุณคนที่ช่วยเหลือ เธอยกมือคลึงขมับเบา ๆ เมื่ออาการดีขึ้นจึงนำเงินเข้าบัญชีให้ยาย และรีบกลับไปยังที่ทำงาน

“ไปนานจังเนตร” ปริมเห็นเพื่อนไปนานผิดปกติ

“โทษทีปริม เราเป็นลม”

“ฮะ เป็นลมดีขึ้นหรือยัง ไปหาหมอไหม” ปริมถามยาวเหยียดด้วยความเป็นห่วง

พักหลัง ๆ มานี้ปริมสังเกตเห็นเนตรนภาดูผิดแปลกไป เธอมักจะเวียนหัวบ่อยและผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

“ดีเป็นในธนาคารเลยมีคนช่วย”

“พักผ่อนไหม”

“ดีขึ้นแล้ว สงสัยตากแดดข้างนอกมันร้อน”

“อื้อ ใช่แดดแรง ไม่ไหวไปพักก่อนเลยนะ”

“จ้ะ ปริม” ก่อนกดมือถือหายาย เนตรนภาเดินไปหลังร้านเพื่อคุยโทรศัพท์กับยาย

“ยายหนูส่งเงินให้แล้วนะจ๊ะ”

(“เนตรหรือลูก”) ยายเอ่ยชื่อหลาน

“จ้ะ ยายเป็นยังไงบ้าง”

(“ยายไม่ค่อยสบายปวดเมื่อยตามประสาโรคคนแก่นั่นแหละลูก”)

“ยายกินยาบ้างไหม” เนตรนภาจะไหว้วานคนที่รู้จัก เข้าไปซื้อยาในตัวเมืองออกมาให้ยาย เธอรู้ว่ายายต้องกินยาประจำ

(“กินจ้ะ หนูกินข้าวหรือยัง”)

คนเป็นยายนั้นห่วงหลานที่สุด

(“เนตรเอ๊ย เมื่อไหร่หนูจะกลับมาอยู่บ้าน กลับมาอยู่บ้านเราเถอะ”)

ยายมักจะขอให้หญิงสาวกลับไปอยู่บ้านเป็นประจำ คนแก่อยากมีลูกหลานอยู่เป็นเพื่อน ยิ่งอยู่คนเดียวมันยิ่งเหงาว้าเหว่โดดเดี่ยวเดียวดาย มองไปไหนก็ไม่มีใคร

“หนูขอคิดดูอีกทีนะจ๊ะยาย”

ใช่ว่าเธอไม่ห่วงยาย แต่ให้กลับไปอยู่บ้านนอกมันก็คือบ้านนอก งานทำมีแต่ต้องเข้าไปทำในเมือง หากให้ทำงานในหมู่บ้านคงมีแต่งานเกษตรกร ปลูกอ้อยปลูกมันรายได้มันไม่มากเหมือนงานในกรุงเทพฯ

(“ยายเหงา เนตร”) คำพูดที่เจือจางพร้อมเสียงสั่นระริก

“ยายรอหนูหน่อยนะ หนูจะรีบกลับไป”

เนตรนภาไม่รับปากว่าจะกลับช่วงไหน แค่ได้ยินสิ่งที่ยายพูด น้ำตาก็ไหลพรากโดยอัตโนมัติ คำพูดของยายยังดังก้องในหัว เธอสูดน้ำมูกจนจมูกแดง

ลำบากใจที่สุด แต่ยายมีแค่คนเดียว ในชีวิตประจำวันเงินก็สำคัญ แต่ที่สำคัญสุดคือยาย

(“ยายจะรอจนกว่าหนูจะกลับมาบ้านเรานะลูก”)

“จ้ะยาย ดูแลตัวเองดี ๆ นะ ไว้หนูโทรศัพท์หาใหม่จ้ะ”

พอวางสายโทรศัพท์ เนตรนภาร้องไห้เงียบ ๆ เธอคิดถึงยายที่สุด

ยิ่งยายพูดแบบนี้ หญิงสาวรู้สึกหดหู่เสียใจที่สุด ก่อนยกมือขึ้นปาดน้ำตา เดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา และออกมาช่วยปริมดูแลลูกค้า

เวลาหกโมงเย็น ที่สนุกเกอร์คลับ

“คุณเหนือจะรับอะไรดีคะ” พนักงานที่ดูแลแผนกคลับบาร์ เดินเข้ามาถาม

“อื้อ เหมือนเดิมขอเป็นสองชุด” ขณะที่เขาเดินสำรวจบริเวณภายในร้าน

“คุณเหนือครับ เมื่อคืนเห็นว่ามีพวกนักเลงหัวไม้เข้ามาก่อกวนในร้านครับ” เมฆาคอยสังเกตและคอยติดตาม

“กลุ่มไหนเหรอ” น้ำเสียงทุ้มต่ำ

“ไม่แน่ใจครับ เหมือนจะหน้าใหม่”

“คอยดูให้ดี” เหนือตะวันล้วงกระเป๋ากางเกง สายตาจับจ้องทั่วบริเวณ

“ครับคุณเหนือ” เหนือตะวันให้เมฆาไปสั่งลูกน้องคนอื่น ๆ ให้ตรวจสอบความเรียบร้อยเข้มขึ้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป