บทที่ 1 ตอนที่ 1 ฟรานติโน่ เรนย์!
กริ๊กกก กริ๊กก~~
เสียงน้ำแข็งก้อนสี่เหลี่ยมเพียงก้อนเดียวกระทบเข้ากับแก้ววอดก้า ตามแรงโน้มถ่วงของมือสากขาวจนเห็นเส้นเลือดตามหลังมือ นิ้วเรียวยาวดั่งอิสตรีคลึงไปตามขอบแก้ว ปลดปล่อยอารมณ์กับวอดก้าสีทองอำพันที่พึ่งจะกระดกลงไปหยกๆ ปล่อยให้ฤทธิ์ของมันแผดเผาผ่านลำคอหนา ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง สายตาคมกริบติดจะเย็นยะเยือกทอดมองออกไปยังท้องทะเลสีคราม อารมณ์ตอนนี้ของเขานั้นสงบนิ่งราวกับพื้นท้องทะเลยามไม่มีพายุพัดผ่าน และไม่มีใครอ่านความคิดของเขาออก แม้แต่คนสนิทหรือมารดาที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเขา
พลิ้ววว~~~~
ผ้าม่านสีขาวเบาบางปลิวไสวไปตามแรงลมของท้องทะเลที่พัดผ่านเอาสายลมแผ่วเบา พร้อมกับหอบเอาความเย็นยะเยือกเข้ามาภายในห้องสีดำสนิท เพราะเจ้าของไม่ชอบสีสว่าง ชีวิตตั้งแต่เด็กจนอายุย่างเข้าสามสิบสี่ เหยียบย้ำอยู่กับสีดำสนิทเกินจะมีสีอื่นเข้ามาแต่งแต้มให้รกสายตา ผมสีดำสนิทที่ได้รับจากทางมารดาละไปตามใบหน้าหล่อเหลาระดับดารานายแบบหาตัวจับยาก เขาไม่เคยออกสือให้คนเห็นใบหน้า ไม่ประสงค์ให้ใครเข้าใกล้ตัว ถึงเขาเป็นนักธุรกิจนำเข้าสินค้ารายใหญ่ แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังคือมาเฟียค้าอาวุธ ตระกูลมาเฟียใหญ่หนึ่งในห้าของกลุ่มมาเฟียพันธมิตรที่มีอำนาจมากล้น ทุกคนพร้อมสยบอยู่ภายใต้อำนาจของพวกเขา
หลังจากบิดาชาวอเมริกันได้เสียชีวิตลงตั้งแต่เขามีอายุได้เพียงสิบขวบ เขาก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำของของตระกูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่มีมารดา และคนสนิทของบิดาที่รอดชีวิตจากถูกลอบฆ่า คอยอบรม ดูแล ฝึกฝนตัวเอง จนขึ้นเป็นผู้นำตระกูลได้สำเร็จ ท่ามกลางสายตามากมายที่มองมา และกว่าจะทำให้ทุกคนยอมสยบแก่เขาจริงๆ ได้ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย
หลังจากตระกูลเรนย์ของเขาสามารถยืนยัด และหมดข้อครหาจากกลุ่มลูกที่อยู่ภายใต้อำนาจจากตระกูลเรนย์เขาก็พาตัวเองเดินทางมาไทย ทำธุรกิจนำส่งสินค้า เพื่อรองรับการขนส่งอาวุธที่จะมีเพิ่มขึ้นภายในอนาคต ไม่นานบริษัทใหญ่ที่เปิดบังหน้าของเขาก็เป็นที่รู้จัก แต่ไม่มีใครได้เห็นโฉมหน้าของฟรานติโน่ เขาเบื่อที่ต้องปั้นหน้า อยู่ทามกลางสื่อ เบื่อที่ต้องตามเช็ดตามล้างแมลงเม่าที่คอยจ้องจะทำร้ายเขา ชีวิตดำมืดของเขาไร้สีสัน แม้แต่เสื้อผ้า ทุกอย่างล้วนแต่เป็นสีดำแทบทั้งนั้น และเขาก็ไม่ปริปากบ่น เพราะชีวิตเขาถูกสาปให้เป็นแบบนี้มานานมากแล้ว
คฤหาสน์หรูหลังใหญ่ตั้งอยู่บนเนินเขาติดกับชายทะเล เกาะที่เขาได้ซื้อไว้ตั้งแต่อยู่อเมริกา และให้คนสร้างคฤหาสน์ส่วนตัวเอาไว้ ยามที่ต้องบินมาไทย เขาจะมาพักที่นี่ แทนการไปอยู่เพ้นท์เฮ้าส์ในเมื่อง หรือคอนโดหรูของเพื่อนสนิท เขาต้องการอยู่คนเดียวอย่างเงียบๆ ปลีกวิเวกเพื่อใช้ความคิด จนได้ชายาว่าฤาษีจำศีล แต่ใครจะรู้ว่าเขานั้นก็มีมุมมืดที่แม้แต่เพื่อนยังคิดไม่ถึง
แกร๊กกก!!!
“ขออภัยครับนาย.” เปลือกตาคมเปิดขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดประตู ห้องทำงานส่วนตัวเป็นอันดับสองรองจากห้องนอนที่แทบไม่มีใครถือวิสาสะเข้าไป ยกเว้นคนสนิทและแม่บ้านที่อยู่ดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก ดวงตาสีน้ำเงินเข้มไม่ต่างจากสีของท้องทะเลนอกหน้าต่าง ปาดสายตามอง เลขาที่ยืนอยู่หลังบานประตู เอ็ดเวิร์ดถึงกับกลืนน้ำลายลงอึกใหญ่ ถ้าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนจริงเขาคงไม่กล้าเข้ามาขัดอารมณ์สุนทรีของผู้เป็นนายแน่
“…”
ฟรานติโน่ยังคงเงียบ แต่ในความนิ่งสงบของเจ้านาย เอ็ดเวิร์ดต่างรับรู้ดี ว่าเขาเกลียดสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เป็นที่สุด แล้วสิ่งที่เขาจะต้องรายงานมันก็จัดอยู่ในกลุ่มนั้นเสียด้วยสิ ‘ปัดโธ่!’
“คุณศรายุทธบ่ายเบี่ยงที่จะจ่ายหนี้เราครับนาย” คิ้วเข้มราวกับคันศรของพระรามขมวดเป็นขึ้นปม นึกย้อนไปครึ่งปีก่อนที่มีนักธุรกิจบริษัทใกล้เจ้ง เพราะการบริหารที่ไม่เป็นระบบ บริษัทที่บากหน้าเข้ามาขอหยิบยืมเศษเงิน หวังประคองบริษัทตนเข้าตลาด ไม่รู้ว่าช่วงนั้นเกิดเทวดาตนใดเข้าสิงหรืออย่างไร เขาถึงให้เลขาโยนเศษเงินใก้กับกับศรายุทธแลกเปลี่ยนกับท่าเรือสินค้าเล็กๆ นั้น
“มึงก็รู้ว่ากูเกลียดทุกอย่างที่ยุ่งยาก” เสียงทุ้มราบเรียบเอ่ยขึ้นดั่งพญามัจจุราช พลันทำให้ขนศรีษะของเอ็ดเวิร์ดลุกชัน เสียวสันหลังวาบๆ
“ในเมื่อมันผิดคำพูด อะไรที่เป็นของมัน มึงก็เอามาให้กูซะ!!”
“ดะ..ได้ครับนาย ผมจะรีบจัดการเรื่องยุ่งยากให้เร็วที่สุด” เอ็ดเวิร์ดรับคำ ค้อมศีรษะลงให้กับผู้เป็นนายที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่เด็ก เขาถูกเลี้ยงดูมาเพื่อปกป้องดูแลรับใช้นายใหญ่ของตระกูลเรนย์ แต่ก็ไม่เคยคุ้นชินกับความโหดของนาย
“ไอ้พวกนั้นมาถึงรึยัง” ฟรานติโน่เอ่ยถามไปถึงกลุ่มเพื่อนสนิทอีกสี่ตระกูลมาเฟียพันธมิตร ที่คืนนี้มีนัดประชุมลับที่ผับใหญ่กลางเมือง ไม่พ้นเป็นเรื่องสินค้าตัวใหม่ และ กลุ่มคนที่คิดงัดข้อกับพวกเขา
“เครื่องบินของแต่ละตระกูลบินเข้าน่านฟ้าไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับนาย อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง พวกเขาจะส่งข้อมูลมาบอกครับ” ฟรานติโน่พยักหน้าก่อนจะหันมากลับไปสนใจน้ำสีอำพันที่กำลังรินลงกับแก้ว
“อีกครึ่งชั่วโมงเตรียมรถ” เสียงทุ้มราบเรียบแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ก่อนจะจรดวอดก้าดีกรีแรงลงคออีกครั้ง หันหน้ากลับไปยังท้องทะเลเหมือนเช่นดังเดิม
“รับทราบครับนาย” เอ็ดเวิร์ดค้อมศีรษะลง มองด้านหลังของผู้เป็นนายที่ต้องแบกรับภาระในตระกูลมากมาย เขานับถือฟรานติโน่ ที่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็พิสูจน์ให้กลุ่มลูกบริวารใต้ร่มไทรของตระกูลเรนย์ค้อมศีรษะให้อย่างไร้ข้อกังขาในความสามารถของเขาเอง
แกร๊กกก!!!
บานประตูใหญ่ถูกปิดลงอีกครั้ง ความเงียบสงบเข้ามาปกคลุมภายในห้องและรอบกายของฟรานติโน่ มันกลายเป็นความชินและชา ความมืดกลายเป็นเพื่อนเขามาตั้งแต่เด็ก เขาถูกฝึกให้อยู่บนเส้นแห่งความเป็นและความตาย ชีวิตวัยเด็กต้องได้รับการฝึก ไม่มีเสียงร้องไห้แม้จะต้องเผชิญหน้ากับภัยอันตราย ศัตรูกลุ่มอื่น ดีที่อย่างน้อยในความมืด เขายังมีกลุ่มเพื่อนจากกลุ่มมาเฟียพันธมิตร ที่ได้รับการฝึกเสกเช่นเดียวกัน
“ฟู่~~~ นายจะโหดไหววะ”
เอ็ดเวิร์ดถึงกับถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก หลังจากปิดประตูออกจากห้องทำงานของฟรานติโน่ ถึงจะอยู่กับนายมานานแต่สายตาคมกริบราวกับมีดนั้น เขาก็ยังไม่ชินสักที ไม่รู้ว่าจะมีสักวันไหมที่เขาจะเห็นผู้เป็นนายยิ้มได้บาง หรือทอดสายตามองใครด้วยความอ่อนโยน
“นายว่ายังไงบ้างครับพี่เอ็ดเวิร์ด” บอดี้การ์ดคนสนิทที่ได้รับหน้าที่ไปตามเรื่องความยุ่งยากเช่นศรายุทธเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เอ็ดเวิร์ดหรือหัวหน้าของพวกเขาเดินลงมาจากชั้นสองของตัวคฤหาสน์ เรนย์
“เกือบได้ลูกปืนนะสิวะ!! พวกมึงนี้ยังไง งานแค่นี้ทำไมพลาดได้ ก็รู้อยู่ว่านายไม่ชอบคนผิดคำพูด!!” เสียงเข้มมาดหัวหน้าบอดี้การ์ดควบสองตำแหน่งคือเลขาของฟรานติโน่ บ่นไอ้พวกลูกน้องสามสี่คนตรงหน้าทันที ไม่รู้รึไงว่าเวลาต้องรายงานผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอย่างที่ฟรานติโน่ต้องการ เท้าของเขาก็เหมือนยื่นออกไปจากหน้าผาแล้วแล้วข้างหนึ่ง ดีที่นายไม่ถีบส่งลงไปจริงๆ ไม่งั้นคงไม่ได้มีชีวิตรอดมาเท้าเอวด่าไอ้พวกนี้หรอก
“นายให้โอกาสอีครั้ง ถ้าไอ้ศรายุทธไม่คืนเงินก็ยึดทุกอย่างที่เป็นของมันมา”
“ผมไปตรวจสอบทรัพย์สินของมันแล้วนะครับพี่” บอดี้การ์ดคนแรกพูดขึ้นด้วยสายตาเป็นกังวล
“ตรวจแล้วทำไมไม่เอามาก่อนละวะ!!” เขาถามกลับ ถ้ามีทรัพย์สินของไอ้ศรายุทธมาส่วนหนึ่ง เขาคงไม่โดนสายตาตำหนิจากนาย
“แต่ทรัพย์สินมันแทบไม่มีเลยนี่สิครับ “ลูกน้องอีกคำสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นไม่ต่างกัน
“อะไรนะ!! แล้วมันอยู่กันยังไงว่ะ” เอ็ดเวิร์ดถึงกับหัวเสียทันที
“แต่มันมีลูกสาวด้วยนะพี่ ให้จับมาให้นายก่อนไหม เป็นตัวต่อรองให้มันหาเงินมาจ่าย หรือยังไงดีครับพี่” ลูกน้องอีกคนเสนอความคิดเมื่อรู้ว่าศรายุทธมีลูกสาว เผื่อจะได้เป็นตัวประกัน หรือขัดดอกให้ผู้เป็นนายก่อน
“ไอ้สัส!! มึงคิดว่านายจะสนใจลูกสาวลูกหนี้รึไงวะ!!”
“แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรมาให้นายนะครับพี่เอ็ดเวิร์ด ผมยังไม่อยากชะตาขาดตอนนี้ ลูกเมียยังรออยู่นะพี่”
“จริงพี่/ใช่พี่” คนที่เหลือรีบประสานเสียง เอ็ดเวิร์ดขมวดคิ้วเข้มมองเรียงแต่ละคน เมื่อเห็นสีหน้าหวาดหวั่น เขาก็ถอนหาใจออกมา ในเมื่อไอ้ศรายุทธมาคิดตุกติก ก็จับลูกมันมาเป็นตัวประกันก่อนแล้วกัน ไหนๆ เรื่องนี้นายก็ให้เขาเป็นคนจัดการแล้ว ‘ดีกว่าจับปลามือเปล่าละว่ะ!’
“เออๆ เอาตามนี้อีกสามวันถ้ามันยังพลิกลิ้นก็เอาลูกสาวมันมา!!”
“ได้ครับพี่!!”
