บทที่ 1 เด็กขาย
ตอนที่ 1
สัญญาณไฟจราจรสีแดงตรงห้าแยกเป็นสัญญาณบอกให้รถทุกคันบนถนนต้องหยุดลง แต่มันคือสัญญาณไฟเขียวในการออกไปหาเงินของผม นมเปรี้ยวขวดเล็กซึ่งถูกเรียงใส่ไว้ในถุงพลาสติกแช่ถังน้ำแข็งเย็นๆ ถูกผมหิ้วเดินฝ่าเปลวแดดของยามบ่าย ออกไปเร่ขายมันให้กับผู้คนที่นั่งตากแอร์เย็นๆ อยู่ภายในรถทั้งคันเล็ก คันใหญ่
“พี่เอานมเปรี้ยวมั้ยครับ” ประโยคคำถามแบบเดิมซ้ำๆ ที่วันหนึ่งๆ ผมต้องพูดมันเป็นพัน เป็นหมื่นรอบ แขนสองข้างยกขึ้น ยกลงอวดนมเปรี้ยวในมือจนปวดร้าวล้าระบม เปลวแดดแผดเผาทะลุผ้าคลุมแบบไอ้โม่งที่ผมใช้มันโพกหัวเพื่อบดบังเปลวแดดที่รุนแรงไม่ต่างกับเปลวไฟ
“ขายเท่าไหร่?” กระจกข้างของรถยนต์คันหนึ่งถูกเลื่อนลงไป แทนที่ด้วยใบหน้าหล่อคมคายที่หากใครเห็นคงต้องยืนตะลึงตาค้างหรืออาจเผลอมองจนเหลียวหลังเพื่ออยากเห็นใบหน้านั้นซ้ำอีกหน
“ถุงเล็กหนึ่งโหล ร้อยสี่สิบบาทครับ ถุงใหญ่สองโหลสองร้อยหกสิบบาท พี่เอาถุงเล็กหรือถุงใหญ่ดีครับ”
“เอาถุงเล็กหรือว่าถุงใหญ่ดีครับทุกคน” ผู้ชายคนนั้นทำท่าเหมือนหันไปปรึกษากับใครสักคน หากแต่เมื่อผมชะเง้อคอมองผ่านเข้าไปกลับไม่เห็นใครนอกจากโทรศัพท์มือถือที่มันห้อยอยู่กับก้านยึดสีดำบนหลังคารถ
“เอ่อ...พี่ถามผมเหรอ”
“เปล่า...ถามคนอื่นน่ะ อยากขายถุงเล็กหรือว่าถุงใหญ่” เสียงทุ้มต่ำหวานเต็มไปด้วยเสน่ห์ตอบผมกลับมา บนหน้าจอโทรศัพท์ที่มันสว่างๆ ด้านหลังแสดงภาพผู้ชายคนนี้มีจุดสีแดงเล็กๆ ลอยขึ้นมาจนเต็มหน้าจอ ใบหน้าหล่อจนเกินพอดียื่นดันสันจมูกโด่งพ้นขอบกระจกรถออกมาด้านนอก
"ว่ายังไง...อยากขายถุงเล็กหรือว่าถุงใหญ่"
“อยากขายหมดนี่เลย” ผมตอบตามความเป็นจริง แล้วยกหัวไหล่ขึ้นมาถูเช็ดเม็ดเหงื่อที่กำลังไหลลงมาตามกรอบหน้า อากาศช่วงบ่ายร้อนระอุจนเสื้อผ้าเปียกแฉะไปทั้งตัว
“ฮึ โลภมากเหมือนกันนะเรา”
“พี่จะซื้อมั้ย ไฟจะเขียวแล้ว ผมจะเดินไปขายให้คันอื่น” ผมแหงนคอขึ้นไปมองไฟแดงบนเสาสัญญาณสูงเริ่มนับถอยหลังไปเรื่อยๆ กระวนกระวายใจเพราะรอบนี้ยังขายไม่ได้สักถุงเดียว
“ได้ฉันซื้อหมดนั่นก็ได้” คิ้วเข้มกระตุกสูง ใบหน้าหล่ออย่างเทพเจ้าพยักลงมายังถุงในมือ
“ซื้อหมดนี่จริงนะ”
“จริงสิฉันไม่โกหกเธอหรอก...นี่เงิน...ไม่ต้องทอน” ธนบัตรใบละพันสองใบถูกยื่นมาให้ แต่เพราะมือสองข้างของผมพะรุงพะรังไปด้วยถุงหิ้วหกเจ็ดชุด หัวไหล่ปวดจนแทบยกไม่ขึ้น ผมจึงยื่นปากออกไปคาบธนบัตรสองใบนั้นไว้แล้วรีบส่งนมเปรี้ยวให้ผู้ชายนิสัยรวย ทันเวลากับสัญญาณไฟเขียวพอดิบพอดี
“ขายได้หมดเลยเหรอพี่เนย” น้องชายตัวเล็กที่กำลังนั่งไถรถของเล่นพลาสติกเก่าๆ ซึ่งเมื่อวานก่อนผมเก็บมาจากถังขยะกระตุกลุกขึ้นมานั่งตัวตรงทันที เมื่อเห็นผมเดินกลับเข้าไปยังใต้สะพานใหญ่ข้ามแยกด้วยมือเปล่า
“อืม ขายหมดเลย นี่ไงเงิน” ผมชูธนบัตรมีค่าสองใบอวดให้น้องชายคนเล็กเห็น
“ไชโย” นุ น้องชายวัยห้าขวบลุกขึ้นมากระโดดจนกางเกงขาสั้นยางยืดจนย้วย หลุดลงไปกองอยู่ตรงหัวเข่า เจ้านุน้อยห้อยโผล่ลงมาอยู่กลางห้าแยก เราสองคนพี่น้องนั่งหัวเราะกันอย่างมีความสุข ก่อนจะช่วยกันเอานมเปรี้ยวในถังน้ำแข็ง ขึ้นมาเรียงใส่ถุงพลาสติกใหม่เพื่อรอขายในรอบไฟแดงถัดไป
“ทำไมวันนี้พี่เนยกลับเร็วล่ะ” นัท น้องชายวัยสิบขวบยังอยู่ในชุดนักเรียนประถมเก่าจนเหลืองเงยหน้าขึ้นมาถาม
“วันนี้ขายหมดเร็วน่ะ พี่ซื้อกับข้าวมาให้นัทด้วย ฝากนัทหาข้าวให้น้องกินด้วยนะ เดี๋ยวพี่จะรีบไปร้านเฮียโก้ต่อวันนี้ที่ร้านเขามีงาน ต้องไปช่วยเขาหลายอย่าง” ผมรีบเดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวเก่าๆ มาจากไม้แขวน แล้วเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ ที่ผมใส่มันซ้ำไปซ้ำมานานหลายปี สีเดิมจากดำซีดจางจนเกือบกลายเป็นสีเทา
“พี่เนยไม่กินข้าวก่อนเหรอ” น้องชายคนรองนั่งขัดสมาธิแกะหนังยางแกงถุงที่ผมซื้อกลับมาเทใส่ชามอยู่กลางห้องเช่าเล็ก
“วันนี้ไม่กินหรอก เดี๋ยวพี่ไปกินที่ร้านเฮียโก้ แล้วก็...อันนี้ค่าเทอมของนัท พรุ่งนี้เอาไปให้ครูนะ พี่ไปทำงานล่ะ”
ธนบัตรหลายสี ต่างมูลค่าที่ผมรวบรวมเก็บมาตลอดทั้งเดือน หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ถูกหนังยาวสีแดงมัดรวมกัน แยกเป็นธนบัตรสีแดง สีเขียว นับครบจบตามจำนวนเป็นค่าเทอมของน้องชายผมต้องจ่ายก่อนถึงวันสอบปลายภาคเรียน ห่อไว้ด้วยถุงพลาสติกถูกยื่นให้น้องชาย
“พี่เนย...” ดวงตาเล็กเรียวรีไร้เดียงสาช้อนขึ้นมาพร้อมกับม่านน้ำใสสะท้อนแสงไฟเป็นประกาย
“พี่ไปทำงานก่อนนะ อย่าพาน้องนอนดึกล่ะ” ผมหันไปหอมหัวน้องชายสองคนก่อนจะวิ่งออกมาตามตรอกเล็กๆ ของสลัมใหญ่ที่พวกเราสามพี่น้องใช้มันอาศัยโดยปราศจากผู้ใหญ่ที่ใครๆ เรียกกันว่าพ่อแม่
ร้านเฮียโก้ เป็นร้านคาราโอเกะกึ่งผับ เปิดให้บริการตั้งแต่หนึ่งทุ่มไปจนถึงตีสองหรือบางทีก็ลากยาวจนถึงตีห้าหรือหกโมงเช้าหากลูกค้าเยอะ เมื่อเก็บร้านเสร็จผมถึงจะได้กลับไปนอนพักสักสองหรือสามชั่วโมง แล้วจึงออกไปรับนมเปรี้ยวเพื่อนำไปขายต่อ
“ดาราเหรอพี่” ผมเขย่งปลายเท้าพยายามยืดคอมองไปยังเวทีกลางเมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดของคนในร้าน
“เน็ตไอดอลมั้ง หล่อฉิบหาย”
“ทีแรกผมนึกว่าเขามาถ่ายหนังกัน มีแต่คนสวยๆ หล่อๆ ทั้งนั้นเลย” ผมรำพึงออกไปเพราะมองจากระยะไกลเห็นกล้องจำนวนมากทั้งกล้องเล็ก กล้องใหญ่ กล้องมือถือหันไปทางผู้ชายที่ยืนเด่นอยู่กลางเวที
"เขาเรียกอะไรวะ...แอคคง แอคเค่ออะไรไม่รู้ เห็นเฮียโก้บอก"
"อ่อ" ผมพยักหน้าทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจความหมาย
ผมไม่มีเวลาสนใจคนพวกนั้นเท่าไหร่นักเพราะมัวแต่ออกไปยกลังเหล้า ลังเบียร์ ตักน้ำแข็ง อีกทั้งยังต้องเข้าไปเตรียมอาหารออเดิร์ฟต่าง ๆ ข้างในครัว แค่หน้าที่เหล่านี้มันก็ยุ่งจนผมแทบไม่มีเวลาหายใจแล้ว
“เอ้า...ไอ้เนย” พี่พนักงานคนหนึ่งยื่นจานอาหารของลูกค้าที่เก็บใส่ถาดมาจากข้างนอกวางลงบนโต๊ะ
“ขอบคุณครับ”
เข็มนาฬิกาตีบอกเวลาล่วงเข้าตีสาม นักเที่ยวกลางคืนเกินครึ่งทยอยออกไปจากร้าน พวกเราจึงมีโอกาสรีบไปเก็บเคลียร์แก้ว เคลียร์จานมาเตรียมล้างเพื่อจะได้กลับบ้านไวขึ้นไก่ทอด ไส้กรอก ของเหลือเดนที่ยังอยู่ในสภาพดี ถูกผมแยกใส่กล่องพลาสติกเก็บไว้ต่างหากเพื่อนำมันกลับไปเป็นอาหารสำหรับตัวเองและให้น้องชายทั้งสองได้กิน
รถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ในมุมมืดระหว่างทางเดินกลับบ้าน ผมชะงักฝีเท้า ตกใจจนเกือบขว้างถุงกับข้าวในมือทิ้ง เมื่อได้ยินเสียงร้องเหมือนมีใครกำลังได้รับความเจ็บปวดทรมาน ดังลอดออกมาจากรถคันใหญ่ แรงสั่นสะเทือนเคลื่อนขยับ โยกขึ้น โยกลงของรถกับเสียงที่ได้ยินนั้นทำให้ผมพอเดาออกว่าด้านในนั้นกำลังเกิดอะไรขึ้น
“อ๊า...ซี้ด”
ตึง ฝ่าเท้าสีขาวขนาดใหญ่พาดทาบติดบานกระจก มองเห็นเงารางๆ เป็นท่อนขาสองข้างกางชี้ชูสูงจนติดหลังคา เสียงคำรามฮึ่มฮัมสะใจในลำคอ รับกับเสียงกระแทกหนักๆ เหมือนมีคนชกต่อยกัน แต่ผมว่ามันไม่ใช่เพราะภายในรถแคบนั้นคงมีคนทำอย่างอื่นกันมากกว่า
“อ๊า....” ใบหน้าผู้ชายคนหนึ่งทะลึ่งพรวดโผล่ขึ้นมาชิดบานกระจก ดวงตาโตเบิกกว้างมองมายังผมก่อนจะร้องห้ามใครอีกคนด้านใน
“เดี๋ยวครับเฮนรี่ มีคนแอบดูเรา”
“เปล่าแอบดูสักหน่อย” ผมเถียงออกไปเบาๆ แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวตรงไปตามทางเพื่อกลับบ้าน ไล่หลังมานั้นผมได้ยินเสียงปิดประตูรถดังโครมใหญ่
“เดี๋ยว..” มือหนาแต่ทว่านุ่มมาก กระชากผมจนเกือบล้มลงนอนกองบนถนน
“เอ๋...คุณที่ซื้อนมผม เมื่อกลางวันนี่...” ผมจำหน้าหล่อๆ นั้นได้ในทันที
“ซื้อนม...หรือว่าเธอคือเด็กขายนมเปรี้ยวเมื่อกลางวันอย่างนั้นเหรอ” ดวงตาคมหรี่ลงมามองผม ก่อนจะยิ้มแปลกๆ
“อืม...แต่ผมไม่ได้แอบดูคุณนะ” ผมก้มหน้าเบนสายตาไปทางอื่น เพราะไม่อยากมองคนหล่อมากแบบตรงๆ มองนานๆ แล้วผมรู้สึกใจคอไม่ดียิ่ง เจ้าของรถยนต์วิ่งลงมาทั้งที่ตัวเองมีเพียงเสื้อเชิ้ตผ่าอกไม่ติดกระดุม กับกางเกงในที่มันแหวกเป้าตรงกลางจนท่อนเนื้ออันใหญ่โผล่ยาวยื่นชี้ออกมาด้านนอก ส่วนหัวรูปทรงเหมือนดอกเห็ดเป็นสีแดงยังมีคราบน้ำขาวๆ เป็นเมือกเคลือบอยู่เต็มลำ
“กลางวันขายนม...กลางคืนมาขายอะไร”
