บทที่ 2 ความจนบัดซบ
ตอนที่ 2 ความจนบัดซบ
“กลางวันขายนม...กลางคืนมาขายอะไร” แววตาหยามเหยียดดูแคลนอย่างตรงไปตรงมามองผมตั้งแต่หัวจรดตีน
“ผมไม่ได้มาขายอะไรทั้งนั้น ผมแค่กำลังจะกลับบ้าน”
“เอ๊ะ...เมื่อกลางวันเธอใส่หมวกเอาผ้าคลุมหน้า ฉันไม่ทันสังเกต พอมองดีๆ เธอนี่หน้าตาดีเหมือนกันนะ” มือนุ่มจับปลายคางของผมหมุนกลับไปหา ริมฝีปากหนายกมุมโค้งขึ้นเล็กน้อย ตั้งแต่เกิดมาอายุยี่สิบปี ผมไม่เคยเห็นใครหล่อดูดีมีเสน่ห์ขนาดนี้มาก่อนเลย แต่ก็แน่ล่ะผมจะไปเอาเวลาว่าที่ไหน ในเมื่อตั้งแต่เช้าจรดค่ำผมก็ยุ่งอยู่แต่กับการทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและน้อง
“จิ๊....ซี้ดดดด เธอนี่ไม่น่ามาเดินขายนมเปรี้ยวอยู่กลางสี่แยกเลยนะ”
“ไม่เห็นจะเกี่ยวกัน”
“เกี่ยวสิ เพราะหน้าตาที่ดี มันจะทำให้เธอหาเงินได้ง่ายกว่า เยอะกว่า โดยใช้เวลาที่สั้นกว่าการไปยืนขายนมเปรี้ยวอยู่กลางสี่แยกทั้งวัน”
“ได้เงินมากกว่าอย่างนั้นเหรอ” สายตาผมจ้องหน้าผู้ชายที่กลิ่นตัวกลิ่นกายหอมฟุ้งจนกลบกลิ่นคาวจากน้ำรักขาวๆ ตรงเป้ากางเกง ที่เวลานี้มันคงเริ่มแห้งลงแล้ว
“ใช่ ถ้าเธอสนใจ...ฉันช่วยเธอได้นะ”
“คุณจะหางานให้ผมทำเหรอ ผมเรียนไม่จบปอหกเลยนะ” ความจริงอันแสนรันทดของคนที่ไม่ได้เกิดมาบนความพร้อม กดสายตาผมให้หลุบต่ำลง เป็นความเคยชินที่ผมแสดงออกสื่อผ่านทางภาษากาย ทุกครั้งเวลาที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าเหลือเกิน
“ทำงานกับฉัน ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษา ใช้แค่หน้าตากับร่างกายของเธอเท่านั้น”
“คุณเฮนรี่ครับ เรากลับกันเถอะ...” เสียงของใครอีกคนเอ่ยดังแทรกขึ้นมา นั่นคงเป็นผู้ชายหน้าตาดีที่โผล่หน้าแนบกระจกเมื่อครู่
“ถ้าเธอสนใจอยากมาทำงานกับฉัน หรือเบื่อขายนมเมื่อไหร่ ก็โทรหาฉันแล้วกันนะ” กระดาษแข็งใบเล็กๆ สีดำ มีตัวหนังสือภาษาอังกฤษสีทองที่ผมอ่านไม่ออกสักตัวเขียนติดอยู่บนนั้น มีเพียงตัวเลขที่ผมรู้ว่ามันคือเบอร์โทรศัพท์มือถือเขียนอยู่ตรงบรรทัดเกือบสุดท้ายเท่านั้นที่พอให้ผมเดาได้ว่านี่คงเป็นนามบัตรเอาไว้ติดต่อกับผู้ชายชื่อแบบฝรั่งคนนี้
ผมกลับมาถึงห้องเช่ากลางสลัมเมื่อเวลาเกือบตีสี่ น่าแปลกที่คืนนี้น้องชายคนรองของผมยังคงนั่งอยู่ภายในมุ้ง ด้านข้างขันน้ำพลาสติกมีเสื้อยืดแช่ชุบอยู่ภายใน
“พี่เนย กลับมาแล้วเหรอ นุไม่สบายไข้ขึ้นสูงเลย”
“อะไรนะ” ผมวางกล่องอาหารไว้ตรงมุมห้อง แล้วรีบตลบชายมุ้งเข้าไปดูน้องคนเล็ก
“ผมเช็ดตัวให้สองสามครั้ง แล้วก็ป้อนยาแก้ไข้ที่เหลือจากคราวก่อนให้น้องแล้ว แต่ไข้ยังไม่ลดเลยทำยังไงดี" น้องชายวัยสิบขวบนั่งทำท่าเหมือนจะร้องไห้
“โธ่เอ๊ย..นุ” ผมกดมือลงไปบนหน้าผากเล็กๆ มือลูบไปตามแขนขาบอบบางแล้วได้แต่ก่นด่าตัดพ้อในโชคชะตาความจนอันน่าอึดอัด เพราะนี่ถือเป็นความผิดผมที่หอบพาน้องไปนั่งขายของด้วยติดๆ กันหลายวัน เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายให้กับสถานรับเลี้ยงเด็กของสลัมนั่นเอง
“อึก อึก”
“นุ!” ผมสะดุ้งตกใจเมื่ออยู่ๆ น้องชายคนเล็กมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกออกอาการชัก จึงจับน้องตัวเล็กหันข้างนอนตะแคงอย่างที่คุณหมอเคยบอกเอาไว้ เนื่องจากทุกครั้งเวลาน้องคนเล็กป่วย มักมีอาการชักอย่างนี้เสมอ นานหลายนาทีกว่าอาการกระตุกเกร็งนั้นจะค่อยๆ หายไปได้เอง
“พี่เนย พาน้องไปหาหมอกันเถอะ” นัทเลื่อนมือมาเขย่าขาผมขณะที่เราสองคนช่วยกันใช้เสื้อยืดเก่าๆ ชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อช่วยลดไข้ให้น้องตัวเล็ก
“เดี๋ยวพี่...” ผมจมตัวเองลงไปอยู่ในความคิด ภาพในหัวกำลังพยายามนับคำนวณเงินในกระเป๋าด้วยความอึดอัด
“พี่เนย...เอาเงินอันนี้ไปก่อนเถอะ พาน้องไปหาหมอกัน...” ถุงพลาสติกเก่ายับๆ ที่ผมพับเงินค่าเทอมให้นัทถูกยื่นมาใสไว้ในมือ
“ไม่ได้...” ผมผลักถุงพลาสติกมัดนั้นคืนให้น้องคนรอง มันเจ็บ มันแน่น มันคับแค้นในอกอย่างสุดประมาณ
“ไม่เป็นไรหรอก...นัทไม่เรียนก็ได้นะ นัทอยากออกมาทำงานช่วยพี่เนยมากกว่า เราสองคนช่วยกันทำงานหาเงินส่งให้นุเรียนคนเดียวก็พอ”
“ไม่ได้หรอก พี่อยากให้นัทเรียนสูงๆ มีความรู้ มีวุฒิการศึกษา พอเรียนจบมาจะได้ทำงานดีๆ นั่งอยู่ในห้องแอร์สบายๆ”
“แต่นัทไม่อยากเรียนแล้ว...นัทไม่อยากเห็นพี่เนยลำบาก” น้องชายวัยสิบขวบบีบมือกำค่าเทอมในห่อพลาสติกจากนั้นโผตัวลงมากอดเอวผมแน่น
“ไม่ต้องห่วงพี่หรอก พี่ไม่ได้ลำบากอะไร...น้องสองคน พี่เลี้ยงได้”
ผมเดินหลบมายืนอยู่หลังห้องเช่าอันเป็นพื้นที่แคบๆ มันมีไว้สำหรับตากผ้าและนั่งล้างถ้วยล้างชาม ด้านล่างเป็นบ่อน้ำคลำดำๆ บางครั้งหากวันไหนฝนตกหนักๆ มันจะส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งขึ้นมาเกาะติดเสื้อผ้าแม้แต่กลิ่นตัวเราก็อาจเหม็นคาวน้ำคลำไปด้วย ยิ่งบางทีถ้ามีคนมักง่ายโยนหมาตาย แมวตายลงไปแล้วบังเอิญมันลอยมาติดอยู่กับเสาไม้ใต้ถุนนั่นล่ะยิ่งเหมือนสวรรค์สาป นรกเกลียดพวกเราเหลือเกิน
“เฮด...อี...เอ็น...อาร์...วาย...เอ...อี...จี....เฮ้อ ทำไมกูโง่จังวะ อ่านแค่นี้ก็อ่านไม่ออก”
ผมนั่งเพ่งตัวหนังสือภาษาอังกฤษสีทองเล็กๆ นั้นแล้วพยายามสะกดมัน อ่านรู้แค่ชื่อเจ้าของบัตร ประกอบกับได้ยินผู้ชายในรถเอ่ยเรียกชื่อ “เฮนรี่” นั่นแหละผมถึงพอเดาออกว่าวรรคแรกของชื่อบนนามบัตรนี้มันอ่านว่าอะไร ส่วนนามสกุลยาวๆ นั้นผมหมดปัญญาที่จะสะกดมันเพราะโรงเรียนวัดกลางสลัมระดับชั้นปอ.สี่ ชั้นเรียนปีสุดท้ายที่ผมเรียน ยังไม่ได้สอนให้อ่านภาษาอังกฤษนอกจากการท่องพยัญชนะจากเอไปถึงแซดเท่านั้น
“มันจะได้เงินจริงหรือเปล่าวะ?” ผมดึงโทรศัพท์มือถือรุ่นโบราณที่หน้าจอมันมีแค่สีเทากับสีดำ ที่ซื้อต่อมาจากร้านขายของมือสองในราคาไม่กี่ร้อยบาท เผื่อพกเอาไว้ใช้ติดต่อกับน้องๆ ยามฉุกเฉิน จากนั้นตัดสินใจกดหมายเลขตามที่มันเขียนเอาไว้บนการ์ดสีดำในมือ
เฮนรี่ : ฮัลโหล / เสียงทุ้มต่ำกดรับสายหลังจากผมเงี่ยหูฟังเสียงสัญญาณดังอยู่เพียงสองสามครั้งเท่านั้น
เนย : เอ่อ คือผมคนที่ขายนม....
ตื้ด ตื้ด ตื้ด สัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาดหายไปโดยที่ผมยังไม่ได้อ้าปากพูดอะไรเลยสักประโยค
“จำนวนเงินของคุณไม่เพียงพอ...”
“เหี้ยเอ๊ย...” ความจนบัดซบตบหน้าผมอย่างจัง ทั้งที่มีโอกาสอยู่ตรงหน้าเงินในโทรศัพท์ดันมาหมดเอาเวลานี้ ผมนั่งใช้มือขยุ้มหัวดึงผมตัวเองอย่างอึดอัด เจ็บใจในความจน
ติ้ด ติ้ด เสียงโทรศัพท์เป็นสัญญาณว่ามีคนกำลังโทรเข้าสะบัดสายตาผมมองลงไปยังหน้าจอสว่างเล็กๆ นั้นทันที
เฮนรี่ : โทรมาแล้วทำไมไม่คุย / เสียงเข้มฟังดูขรึมดุนิดๆ
เนย : เอ่อ เงินในโทรศัพท์หมด / ผมจนจนชิน ความจนที่ใครหลายคนอาจจะอาย แต่ผมใช้ชีวิตอยู่กับมันจนหัวใจดวงนี้ด้านชาเสียแล้ว
เฮนรี่ : อ่อ มีอะไรหรือเปล่า
เนย : คุณ...มีงานให้ผมทำจริงๆ มั้ย แล้วงานนั้นได้เงินเท่าไหร่ / ผมกระซิบเสียงเบาลงเอี้ยวมองย้อนกลับเข้าไปในห้องเช่า ภายในมุ้งเก่าๆ น้องชายสองคนกำลังนอนกอดกันอยู่ ปลายที่นอนมีพัดลมแบบตั้งโต๊ะที่ใช้งานมานานพอๆ กับอายุน้องชายเปิดส่ายหันไปด้านข้างเพราะกลัวว่าลมเย็นจะยิ่งทำให้คนป่วยอาการทรุดหนัก
เฮนรี่ : มีสิ ส่วนรายได้มันขึ้นอยู่กับเธอ
เนย : หมายความว่ายังไง ขึ้นอยู่กับผม
เฮนรี่ : ถ้าเธอสามารถทำให้คนกดไลก์คลิปฉันได้ถึงหนึ่งแสน ฉันจะจ่ายให้เธอ หนึ่งหมื่นบาท
เนย : หนึ่งหมื่นเชียวเหรอ คุณพูดเล่นหรือเปล่า แล้วกดไลก์คลิปอะไร...ผมไม่เข้าใจ
เฮนรี่ : ฉันไม่ใช่คนที่ชอบพูดอะไรเล่นๆ เอาเป็นว่าถ้าเธอสนใจ ฉันจะให้เธอเริ่มจากงานง่ายๆ หมื่นไลก์ต่อเงินหนึ่งพันบาท...สนใจมั้ย
เนย : หมื่นไลก์ได้หนึ่งพันบาทเลยเหรอ แล้วนานมั้ยว่าคุณจะได้หมื่นไลก์อะไรนั้น ต้องทำกี่วันเหรอ
เฮนรี่ : ฮึ...ก็คงสัก ห้านาทีล่ะมั้ง
เนย : ฮะ ห้านาที
เฮนรี่ : ตกลงจะเอาไง .... ทำ หรือ ไม่ทำ
เนย : ผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณจะจ่ายเงินผมจริงๆ
เฮนรี่ : ส่งเลขบัญชีธนาคารมาให้ฉัน ฉันจะโอนเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้ อย่างนี้ดีหรือเปล่า
เนย : เอ่อ...เอางั้นเหรอ
เฮนรี่ : บอกเลขที่บัญชีมา.... / ผมวิ่งกลับเข้าไปในห้องแล้วย่องไปหยิบสมุดบัญชีธนาคารแล้วกลับมานั่งอยู่ตรงหลังบ้านอย่างเดิมเพราะไม่อยากเปิดไฟ กลัวน้องๆ จะตื่น
เนย : คุณโอนมากี่บาท / ผมขมวดคิ้วแล้วถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ เนื่องจากผมไม่ได้ใช้บริการของทางธนาคารที่ให้มันแจ้งข้อความเข้าเวลามีคนโอนเงินมา เนื่องจากเสียดายค่าบริการรายเดือน แม้จะเพียงแค่หลักไม่กี่สิบบาทก็ตามที
เฮนรี่ : สามพัน พรุ่งนี้สักประมาณสิบเอ็ดโมงไปรอฉันที่เดิม ที่เราเจอกันเมื่อกี้...ฉันจะไปรับ
ตอนแรกผมเตรียมใจเอาไว้ครึ่งหนึ่งว่าบางทีอาจถูกหลอก แต่พอเอาบัตรเอทีเอ็มไปกดดูจึงรู้ว่ามันมีเงินโอนเข้ามาจริงๆ นั่นเองผมจึงมีเงินพาน้องชายคนเล็กไปหาหมอที่ศูนย์อนามัยในสลัม เพราะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการออกไปหาหมอตามคลินิกข้างนอก ถึงแม้หน่วยงานของรัฐจะป่าวประกาศว่ามีบริการตรวจรักษาฟรีในโรงพยาบาล แต่ไม่ได้หมายความว่าคนชนชั้นล่างอย่างพวกเราจะได้รับการปฏิบัติกลับมาอย่างเท่าเทียม ผมจึงเลือกที่จะจ่ายเงินเพิ่มเล็กน้อยหลักหลายร้อยบาท เพื่อแลกกับการได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นและรวดเร็วกว่าสำหรับน้องชาย
ถึงแม้ว่าใจจะเป็นห่วงน้องมากแค่ไหน แต่ความจำเป็นทำให้ผมต้องเดินจูงมือน้องที่ยังไม่หายไข้ ไปฝากไว้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลางสลัม โดยจ่ายเงินค่ารับฝากเลี้ยงแบบรายวัน จากนั้นจึงรีบวิ่งออกไปยืนรอผู้ชายหล่อที่ชื่อเฮนรี่
“รอนานมั้ย” รถคันใหญ่แล่นมาจอดเทียบริมฟุตบาท หลังจากผมมายืนรอได้สักสิบนาที
“ไม่ครับ”
“ขึ้นรถสิ”
ผมก้าวขาขึ้นไปหย่อนตัวนั่งลงบนเบาะรถนุ่มๆ ความหรูหราที่มองเพียงตาเปล่าก็รู้ถึงความแตกต่างทางชนชั้น ทำให้ผมไม่กล้าขยับตัวไม่ว่าจะเอียงซ้าย หรือเอียงขวา เพราะกลัวว่ามือไม้จะไปโดนอะไรในรถพัง บนหลังเพดานรถด้านบนเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย มีก้านพลาสติกห้อยลงมากับกล้องที่มีจอภาพเล็กๆ ติดอยู่ข้างกัน และผมกำลังเห็นตัวเองอยู่ในนั้นผ่านจอภาพอีกอันที่ใหญ่กว่าซึ่งมันติดอยู่ด้านหน้ารถ
“แล้ววันนี้ผมต้องทำอะไรบ้างครับ”
“วันนี้...ฉันจะให้เธอทดลองงานวันแรก เป็นงานง่ายๆ ถ้าทำได้ดี ฉันจะมีค่าตอบแทนให้เธออีก ว่าแต่เธอชื่ออะไร อายุเท่าไหร่”
“ผมชื่อเนย อายุยี่สิบแล้ว”
“เรียกฉันว่าเฮนรี่ วันนี้เธอมีหน้าที่ทำตามทุกอย่างที่ฉันสั่ง ห้ามมีคำถาม ห้ามขัดขืน ห้ามเบี้ยว ห้ามทำให้ฉันโมโห คิดว่าทำได้มั้ย”
“อืม ครับ...ทำได้”
ผมเดินตามหลังคุณเฮนรี่เข้ามาภายในคอนโดสูงย่านของคนมีเงิน ภายในห้องใหญ่ข้าวของเครื่องใช้แต่ละชิ้นถูกจัด ถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนเวลาเราเปิดนิตยสารออกแบบบ้านและสวนไม่มีผิด ต่างกันนิดตรงที่ห้องนี่มันเต็มไปด้วยกล้อง
“มายืนตรงนี้ แล้วหมุนตัวช้าๆ” คุณเฮนรี่กระดิกนิ้วเรียก พร้อมชี้ไปยังพื้นที่ว่างตรงหน้าโซฟาใหญ่ ห่างไปประมาณหนึ่งช่วงแขนมีกล้องตัวหนึ่งติดไว้บนกับหลอดไฟกลมๆ ดวงใหญ่ เจ้าของห้องขยับไปยืนอยู่ด้านข้างขาตั้งกล้องตามองเข้าไปในจอเล็กๆ
“หมุนตัวช้าๆ แล้วมองมาตรงนี้” คุณเฮนรี่ชี้นิ้วลงไปยังรูกลมๆ สีดำที่ผมรู้ว่ามันคงเป็นเลนส์กล้อง
"อย่างนี้เหรอ" ผมขยับขาหมุนตัวเป็นวงกลมช้าๆ อย่างว่าง่ายเพราะกลัวว่าถ้าขัดใจเจ้านายฝรั่งแล้วเขาจะไม่จ่ายเงินค่าจ้าง
“ดีมากอย่างนั้นแหละ...ทีนี้ก็...ถอดเสื้อผ้าออก”
“? ..? ...? ..?”
