บทที่ 5 ยังไหว
ตอนที่ 5 ยังไหว
ผมเปิดประตูเข้ามาภายในห้องเช่าอย่างเบามือที่สุดเพราะรู้ว่านี่ดึกมากแล้ว น้องๆ คงกำลังหลับสนิท ขาสั่นๆ พาผมเดินมาหยุดอยู่ตรงปลายที่นอน มุ้งเก่าเปลี่ยนจากสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาลหม่น มีร่องรอยเย็บปะชุนอยู่หลายแห่ง ผมควักเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงหยิบแบงก์ยี่สิบสองใบวางไว้ใกล้ๆ กระเป๋านักเรียนของน้องคนรอง สำหรับให้เป็นค่าข้าวและขนมในวันพรุ่งนี้
“พี่เนยกลับมาแล้วเหรอ” น้องชายตัวเล็กคลานออกมาจากมุ้งแล้วเดินมากอดเอวผมด้วยท่าทางงัวเงีย
“พี่กลับมาแล้ว นุตื่นมาทำไม จะไปฉี่เหรอ”
“อือ”
ผมเดินจูงมือเจ้าตัวเล็กมายังห้องส้วมที่อยู่นอกระเบียงด้านหลัง ฝากระดานไม้บางแผ่นผุพังเปื่อยยุ่ยไปตามกาลเวลา ดังนั้นเวลากลางค่ำกลางคืน ต้องใช้ความคุ้นชินและระมัดระวังในการเดินเป็นอย่างมาก ไม่อย่างนั้นอาจเหยียบพลาดร่วงตกน้ำคลำข้างล่างได้ง่ายๆ
ภายในมุ้งเก่าน้องชายคนรองนอนอยู่ริมข้างซ้าย ส่วนที่ประจำของผมนั้นคือนอนตรงกลาง กั้นเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้น้องสองคนดิ้นมาทับกันกลางดึก ความเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย กะปลกกะเปลี้ยปวดร้าวเจ็บระบม ทั่วทุกรูขุมขนเหมือนมันจะบางเบาทุเลาลง เมื่อมีปากเล็กๆ จมูกน้อยๆ ของน้องชายตัวจ้อยยื่นเข้ามาแอบจุ๊บผมในความมืด
"จุ๊บ"
“หืม”
“นุรักพี่เนยที่สุดในโลกเลย” แขนสั้นโอบกอดพาดทับลงมาบนตัว
“พี่ก็รักนุกับนัทมากที่สุดในโลกเหมือนกัน นอนได้แล้ว” ผมดึงเอาเจ้าตัวเล็กเข้ามาสวมกอดหอมฟอดแก้มยุ้ยนั้นอย่างรักใคร่ ก่อนจะผล็อยหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว
เสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ดังอยู่ใกล้ เหมือนมีใครมาแอบทำอะไรอยู่ข้างหู ดึงผมออกมาจากการหลับใหล อาการปวดร้าวตามร่างกายเหมือนมันมีมากขึ้นจากเมื่อคืน ห้องเช่ากลางสลัมที่เคยร้อนเหมือนนอนอยู่ในนรก วันนี้หนาวยะเยือกเย็นจนเจ็บไปถึงกระดูก
“นุ ทำอะไรครับ” ผมหันไปเห็นน้องคนเล็กนั่งยองทำอะไรอยู่ใกล้ๆ
“นุเช็ดตัวให้พี่เนย” ขันน้ำพลาสติกเก่าๆ กับเสื้อยืดเด็กชุบแช่อยู่ในนั้น มือเล็กขยำมันแล้วทำท่าบิดด้วยความลำบาก
“เช็ดตัวเหรอ” ผมยกมือขึ้นมาจับหน้าผากตัวเอง ใช้หลังมืออังไอร้อนตรงซอกคอแล้วรีบขยับลุกขึ้นมานั่ง รู้ถึงสาเหตุอาการหนาวสั่นเพราะจับไข้ขึ้นมา
“พี่เนยไปหาหมอหรือเปล่า”
“พี่ไม่เป็นไร นุกินข้าวหรือยัง” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองนาฬิกาแขวนที่ติดอยู่ข้างผนังห้องด้านหนึ่ง เห็นว่ามันเกือบถึงเวลาเที่ยงวันแล้ว
“พี่นัททำข้าวให้แล้ว” นิ้วสั้นป้อมชี้ไปยังมุมห้องที่มีชามข้าวคลุกไข่เจียว
“งั้นเหรอ...อยากกินก๋วยเตี๋ยวมั้ย” ผมลุกขึ้นมานั่งหันมองไปรอบๆ ตัว เห็นของเล่นสามสี่ชิ้นวางเกลื่อนเต็มที่นอน รอยน้ำหยดหกอยู่ใกล้ๆ ทำให้รู้ว่าน้องชายคงไม่ยอมห่างผมไปไหนตั้งแต่เช้า
“กินเตี๋ยวเหรอ” ปากเล็กๆ ยิ้มจนเห็นฟันขาว
“อืม กินมั้ย...กินก๋วยเตี๋ยวใส่ลูกชิ้นเยอะๆ”
“ซื้อให้พี่นัทด้วยได้มั้ย”
“ของพี่นัท เดี๋ยวเราพากันไปกินไก่ทอดตอนเย็นที่ตลาด ตอนนี้เรากินกันแค่สองคนก่อน”
“ตอนเย็นกินไก่ทอดเหรอ” กำปั้นน้อยๆ ชูขึ้นมาทำท่าถือไก่เหมือนในทีวี
“ใช่ ไปกินไก่ทอดกัน แล้วก็ไปเล่นบ้านบอลเป่าลมที่ตลาดอีกดีมั้ย”
"อืม...ดี" ยิ้มร่าเริงขยายริมฝีปากบางให้กว้างออก ฟันกระต่ายซี่น้อยโผล่ออกมาอวดผมเต็มสองตา
ผมฝืนตัวเองลุกขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพาน้องมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่เปิดขายอยู่ในสลัม แถมด้วยซื้อขนมให้เป็นรางวัลเด็กดีที่อุตส่าห์อยู่ดูแลพี่ในวันที่ป่วยไข้ จากนั้นกลับไปนอนยาวจนถึงช่วงเย็น รอจนนัทเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านจึงพากันไปเดินตลาดนัดเหมือนเคย
บนถนนที่มีความกว้างเพียงประมาณหนึ่งช่วงแขน สองฟากเป็นบ้านเรือนหรืออาจเรียกว่าเป็นเพิงพักที่คนหัวไวมาจับจองไว้แล้วปลูกสร้างทำมันเป็นห้องแบ่งให้เช่า หมา แมว ทั้งที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ ขับถ่ายทิ้งไว้เรี่ยราดรายทาง เวลาเดินต้องระวังและคอยมองให้ดี วัยรุ่นกลุ่มเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง จับกลุ่มนั่งกินเหล้า สูบบุหรี่ บางทีก็แซวสาวๆ เสียงผัวเมียจากบ้านหลังไหนกำลังส่งเสียงด่าทอทุบตีข้าวของดังโครมคราม ผสมผสานบางบ้านที่พ่อแม่ลุกขึ้นมายืนด่าประชดประชันลูกหลานตัวเอง นี่คือสังคมที่ผมเติบโตมา ใบหน้ากลมแก้มยุ้ยกับดวงตาสดใสของน้องชายทั้งสองแหงนมองมายังผม ไม่มีคำพูดใดตัดพ้อถึงสิ่งแวดล้อมที่เราจำเป็นต้องทนอยู่ที่นี่ตั้งแต่พวกเราจำความได้
ติ้ด ติ้ด เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นในช่วงค่ำ หลังจากเราสามคนพี่น้องนั่งเล่น นั่งคุยกันอยู่ครู่ใหญ่จนได้เวลาเข้านอนในตอนสามทุ่ม ผมถือโทรศัพท์ออกมายืนคุยอยู่ตรงระเบียงหลังห้อง สายตาทอดมองขยะที่เป็นถุงพลาสติกกับขวดน้ำ ลังกระดาษ แผ่นโฟมลอยเอื่อยๆ มาตามผิวน้ำ
เนย : ครับคุณเฮนรี่
เฮนรี่ : เธอเป็นยังไงบ้าง โอเคใช่มั้ย
เนย : ครับ...ผมโอเค
เฮนรี่ : ถ้าอย่างนั้นก็ดี ฉันจะโทรมาบอกว่า...ฉันโอนเงินส่วนที่เหลือใส่บัญชีเธอเรียบร้อยแล้ว ลองไปเช็กดู
เนย : ขอบคุณครับ
เฮนรี่ : คลิปของเธอเมื่อคืน...มันดีมาก มีคนชมเธอไม่หยุด
เนย : ผมทำดีอย่างนั้นเหรอครับ
เฮนรี่ : ใช่...ตอนนี้ฉันให้เธอพักก่อนอีกสักสองสามวัน ฉันจะโทรหาอีกครั้ง อ้อ...เงินที่ได้ไป วางแผนใช้ให้ดีเข้าใจมั้ย
เนย : เข้าใจครับ
ลมหายใจยาวถูกผ่อนทิ้งออกมาจากอก มือลูบไปบนราวระเบียงไม้ผุๆ ง่อนแง่นที่ไม่รู้ว่ามันจะพังลงไปเมื่อไหร่ เปลือกตาค่อยๆ ขยับปิดลงอย่างช้าๆ แล้วพาตัวเองจมดิ่งลงไปในห้วงของความคิด ประสาทหูรับฟังสรรพเสียงต่างๆ ลอยดังมาจากทุกทิศ จมูกสูดกลิ่นคาวน้ำคลำกับฝ่ามือที่บีบกำไม้เก่าที่ออกแรงบีบนิดหน่อยมันก็กร่อนล่อนหลุดติดมือ
เช้าตรู่ของวันใหม่ผมพาน้องๆ เดินออกมานั่งกินก๋วยจั๊บแล้วตัดสินใจทำในสิ่งที่ผมนอนคิดมาตลอดทั้งคืน
“เรามาทำอะไรที่นี่เหรอพี่เนย” นัทกระตุกชายเสื้อของผมขณะที่เรามายืนอยู่ใต้อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสลัมที่เราพักมากนัก
“พี่ว่าจะย้ายบ้าน มาอยู่ที่นี่” มือข้างหนึ่งดึงหัวไหล่บางของน้องชายมากอด
“ย้ายบ้านเหรอ เราไม่อยู่บ้านนั้นแล้วเหรอพี่เนย” เจ้าตัวเล็กทำหน้าตาตกใจทันที
“อืม เราจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ขึ้นไปดูห้องใหม่ของเรากัน”
“แต่ว่า...มันแพงหรือเปล่าพี่เนย”
“ไม่เป็นไร ตอนนี้พี่มีงานทำแล้ว เจ้านายฝรั่งใจดี อีกอย่าง..ตรงนี้ใกล้โรงเรียนนัทจะได้ไม่ต้องเดินไกล ใกล้ตลาดหาของกินง่าย ใต้หอมีร้านขายขนมให้น้อง มีศูนย์เด็กเล็กตรงนี้มันก็ดีกว่าในสลัม พี่ไม่อยากให้ใครมาแกล้ง หรือมาตีน้องเวลาที่เราไม่อยู่”
หลังจากผมเอาบัตรเอทีเอ็มไปเช็กตรวจดูจำนวนเงินที่คุณเฮนรี่โอนมาให้ผมยอมรับว่าตกใจจนต้องยืนตั้งสติอยู่นานหลายนาทีเพราะจำนวนเงินนั้นมากเท่าเงินที่ผมเคยหามาทั้งชีวิตรวมกันเสียอีก เงินจำนวนเกือบหนึ่งแสนบาทในบัญชีทำเอาผมมือไม้แขนขาสั่น แต่มันก็ช่วยให้ผมตัดสินใจทำอะไรได้ง่ายขึ้น
ห้องเช่าขนาดความกว้างใหญ่กว่าเดิมพอประมาณตรงกลางมีเตียงพร้อมฟูกหนา ตู้เสื้อผ้าเป็นไม้หลังใหญ่มีโต๊ะเครื่องแป้งแถมมาให้ นอกจากนั้นยังมีชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับเขียนหนังสือที่ผมและนัทชอบมาก ชั้นวางทีวีมีลิ้นชักให้เก็บของ ห้องน้ำแม้มันจะต้องเดินออกไปตรงส่วนระเบียงแต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าน้องจะเดินพลัดตกร่องลงไปในน้ำครำ เมื่อตกลงเรื่องค่าเช่าได้ เวลาครึ่งวันที่เหลือผมจึงชวนน้องๆ ไปเดินเลือกซื้อของใช้มาใส่ห้องใหม่ของเรา แล้วกลับไปทยอยขนของจากห้องเก่าใส่รถสามล้อรับจ้างมายังที่อยู่ใหม่
“มีตู้เย็นด้วย”
“ชอบหรือเปล่า ต่อไปนุจะได้กินน้ำเย็น ไม่ต้องไปซื้อน้ำแข็งใส่กระติกแล้วนะ”
“นุชอบมากเลย” เด็กน้อยวัยห้าขวบยืนตบมืออย่างชอบใจ พร้อมช่วยหยิบจับน้ำอัดลม ขนม นมเนยที่พวกเราเลือกซื้อมาใส่ในช่องต่างๆ เวลานี้ภายในตู้เย็นมีทั้งน้ำเปล่า นม ขนมและผลไม้ใส่ไว้เต็มทุกช่อง เหมือนในจินตนาการเพ้อฝันของตัวเองตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก
“พี่เนย ที่นอนนุ่มจังเลย” เจ้าตัวเล็กของผมนอนกลิ้ง สลับกระโดดเหยงๆ อยู่บนเตียงขนาดหกฟุต ผ้าปูที่นอนใหม่หอมๆ หมอนหนุนนุ่มๆ แถมด้วยพัดลมเพดานอันใหญ่พัดอยู่เหนือเตียงสูงขึ้นไป แต่ถึงอย่างนั้นนุกับนัทก็ยังไม่ยอมให้ผมทิ้งพัดลมตัวเก่าคอหักที่เราสู้ใช้มันมาหลายปีบอกว่าสงสารมัน ผมจึงต้องหอบมันใส่รถสามล้อเอามาวางหลบไว้ตรงมุมห้องด้วย ส่วนเครื่องปรับอากาศในห้องเราสามคนนั่งทำข้อตกลงกันว่าจะเปิดเมื่ออากาศนั้นอบอ้าวจริงๆ และจะเปิดเมื่อเราสามคนอยู่กันพร้อมหน้าเพื่อเป็นการประหยัดไฟไปในตัว
คืนแรกของการย้ายเข้ามานอนในห้องใหม่ เราสามคนนอนกอดกันใต้ผ้าห่มผืนเดียว หลังจากน้องๆ หลับไปแล้ว ผมนอนสะอื้นร้องไห้ภูมิใจกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ นี้ ถึงแม้มันจะถูกแลกมาด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นคน ที่คนอย่างผมคงไม่จำเป็นต้องมีหรือแลกมากับการถูกเหยียบ ถูกย่ำ ถูกบดขยี้ความรู้สึกแค่ไหน สิ่งเหล่านั้นก็หาได้มีค่ามากไปกว่าความสุขสบายของน้องชายทั้งสองคน
เนย : สวัสดีครับ คุณเฮนรี่
เฮนรี่ : พักผ่อนโอเคแล้วใช่หรือเปล่า พร้อมสำหรับการทำคลิปใหม่หรือยัง
เนย : ครับ...พร้อมครับ
วันนี้คุณเฮนรี่พาผมมาที่โรงแรมใหม่แต่ยังคงอยู่ใจกลางเมืองเหมือนเคย ผมตื่นเต้นมากเพราะวันนี้ห้องน้ำที่คุณเฮนรี่เอากล้องมาตั้งไว้มันสวยมาก มีบ่อน้ำร้อนอยู่ตรงกลางห้องกับต้นไม้ปลอมที่มีดอกสีชมพูบานเต็มต้น เทียนหอมหลายอันจุดกระจายวางเอาไว้ตามมุม ตามซอก ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล เช่นเคยคุณเฮนรี่ถ่ายรูปให้ผมอีกหลายรูป ซึ่งแต่ละมุมภาพนั้นผมชอบมาก แม้มันจะไม่เคยถ่ายออกมาเห็นหน้าผมเลยก็ตามที
“ชอบหรือเปล่า” ฝรั่งตัวสูงขยับมายืนด้านข้างพร้อมกับยื่นแก้วไวน์มาให้ ผมถือมันไว้แล้วรอให้อีกคนรินเครื่องดื่มสีแดงมีกลิ่นหอมเติมลงมา
“ชอบครับ ที่นี่สวยจังเลย”
“รางวัลสำหรับเด็กดี...จุ๊บ” ริมฝีปากนุ่มประทับจูบลงมาโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว
“เด็กดีอย่างนั้นหรือครับ”
“ใช่ ถ้าเป็นเด็กดีฉันจะมีรางวัลให้...ดื่มสิ”
ยาเม็ดเล็กยังคงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้การทำงานของผมผ่านพ้นไปได้ดี เพียงแต่ครั้งนี้ความทรมานจากการสอดใส่ลดน้อยถอยลงไปมาก หากแต่ถูกความเสียวซ่านเข้ามาแทนที่ ไวน์แดงรสชาติดีถูกคุณเฮนรี่ป้อนใส่เข้ามาในปากผ่านการดูดกลืนหยิบยื่นให้จากปากหนึ่งมายังปากหนึ่งโดยไม่ต้องพึ่งแก้วไวน์ดีไซน์สวยอีกต่อไป
ผมรู้สึกถึงแก้มและใบหน้าอันร้อนวูบวาบตามปริมาณของเหลวจากปากที่คุณเฮนรี่ป้อนให้ รสชาติเปรี้ยวนิดๆ ฝาดหน่อยๆ ถูกรสชาติกร่อยติดหวานของท่อนเนื้อแท่งใหญ่ที่ผมนั่งก้มหน้าดูดกลืนกินมันเข้าไป
“ทำไมวันนี้มันหวานกว่าคราวก่อน” ผมลากปลายลิ้นลงไปชิมน้ำรักสีขาวที่ยังเหลือติดส่วนปลายแล้วนึกเปรียบเทียบรสชาติของมันบอกให้เจ้าของรู้
“หวานกว่าอย่างนั้นเหรอ”
“อืม หวานกว่า...จุ๊บ” ผมจูบลงไปบนปลายแท่งเอ็นที่มันยังไม่หดตัว จากนั้นย้ายตัวเองขึ้นจากบ่อน้ำขึ้นไปนั่งตักกว้างของเจ้านายฝรั่งที่นั่งอยู่บนขอบด้านบน ทิ้งช่วงเวลาพักสักเล็กน้อยก่อนเริ่มต้นภารกิจถัดไป
“แล้วชอบมั้ย อยากกินอีกมั้ย”
“ครับ..แต่ขอพักเดี๋ยวได้หรือเปล่า...ผมเมื่อยปาก”
“ฮึ...เมื่อยปากอย่างนั้นเหรอ ไหนมานี่สิ ฉันจูบให้จะได้หายเมื่อยเร็วๆ”
คุณเฮนรี่จับเอวผมพลิกกลับแล้วประกบปากลงมาดูดแลกลิ้นใส่กัน แล้วใช้ต้นซากุระด้านหลังนั้นเป็นหลักค้ำยันให้กับความมั่นคงของเราสองคน แรงสั่นสะเทือนจากการกระแทกของคุณเฮนรี่คืนนี้ ทำผมขนหัวลุกไปหลายรอบเพราะท่อนเนื้อนั้นสอดดันเข้าไปลึกเหลือเกิน ร่างหนานอนแผ่หราอยู่บนแผ่นหิน ท่อนเนื้อยาวถูกกระทุ้งสวนขึ้นมาหาผมที่นอนหงายแหงนหน้าเหม่อมองขึ้นไปด้านบน ชื่นชมความงามของสีชมพูหวานจากกลีบดอกไม้เมืองนอก เมื่อคนที่นอนอยู่ด้านล่างเร่งจังหวะมากจนผมเริ่มทนไม่ไหว สิ่งที่พอช่วยตัวเองได้คือใช้มือข้างหนึ่งเหนี่ยวลำต้นแข็งที่ทำขึ้นมาจากพลาสติก เหนือหัวขึ้นไปผมเห็นกิ่ง ก้าน ใบ ของมันสั่นกราวไปตามแรงกระแทกและแรงเหนี่ยวรั้งจากอุ้งมือผม
“อ๊า..คุณเฮนรี่” ปลายเท้าถ่างกว้างยื่นไปจิกไว้กับโขดหินแข็งข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกางแยกเตะสะเปะสะปะไปในอากาศคลับคล้ายคลับคลาเหมือนผมจะเผลอเตะขวดไวน์ของคุณเฮนรี่กระเด็นตกลงไปในบ่อน้ำแช่ตัว
“อย่า!” มือหนาคว้าข้อมือที่ผมกำลังเอื้อมลงไปรูดแท่งเนื้อเพื่อช่วยตัวเอง แล้วยึดมันเอาไว้แน่น
“อ๊า เสียว...ผมเสียว”
“เสียวมากใช่หรือเปล่า หืม”
ผมหูอื้อตาลายความรู้สึกล่องลอยปลิวหายไปไกล เกือบจำไม่ได้ว่าตัวเองตอบอะไร หรือไม่ได้ตอบอะไรกลับไป รู้แค่หลังจากนั้นหูผมไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย นอกจากเสียงกล้ามเนื้อกระแทกใส่กันดังตับๆ กับเสียงของผมเองที่ทั้งร้อง ทั้งเร่ง ออกคำสั่งให้คุณเฮนรี่ออกแรงให้มากกว่าเดิม
“อ๊า ซี้ด....อ๊า” ผมนอนตัวเกร็งจนเหมือนร่างกายกำลังจะเป็นตะคริว น้ำรักอุ่นๆ พุ่งจากหว่างขากระเด็นขึ้นมาจนถึงหน้า ถึงหัวตัวเอง กลีบดอกไม้ปลอมสีชมพูร่วงลงมากองเกลื่อนเต็มพื้น เต็มตัว บางส่วนปลิวลงไปลอยฟ่องอยู่กลางบ่อน้ำอุ่น
“เนย เธอโอเคมั้ย”
“ครับ...ผมโอเค...แล้ว...คุณโอเคมั้ย”
ผมขยับลุกขึ้นมานั่งพยายามใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำรักเหนียวเป็นเมือกออกไปจากหน้าตัวเอง ผมสังเกตว่าทุกครั้ง คุณเฮนรี่จะถามผมเสมอว่าผม “โอเคหรือเปล่า” ครั้งนี้ผมเลยอยากลองถามคุณเฮนรี่บ้าง เห็นเจ้าของร่างหนากำลังถอดปลอกถุงยางออกมาแล้วจัดการม้วนผูกมัดมันเป็นปมโยนทิ้งไปแถวๆ ขาตั้งกล้อง
“ฉันเหรอ...โอเคอยู่แล้ว” ผมเงยหน้าขึ้นไปทันเห็นรอยยิ้มนิดๆ ติดอยู่ตรงมุมปากก่อนที่มันจะหายวับไปอย่างรวดเร็ว
“คุณเฮนรี่ครับ”
“หืม”
“ผมว่า...ผมเตะขวดไวน์ของคุณเฮนรี่ตกลงไปข้างในนั้น ทำยังไงดี”
ผมหย่อนตัวลงไปควานมือ งมหาขวดไวน์ด้วยความตั้งใจ ก่อนจะได้มันกลับขึ้นมาตั้งเอาไว้ แต่คงกินไม่ได้แล้วเพราะไวน์แดงถูกแทนที่ด้วยน้ำอุ่นจนเต็มขวด นอกจากงมขวดไวน์กลับขึ้นมาคืนที่เดิม ผมยังต้องตามเก็บกลีบดอกไม้ที่มันปลิวร่วงมากองรวมกันไว้ แล้วแหงนคอขึ้นไปมองผลงานที่ทำเอาต้นซากุระโกร๋นจนเกือบหมด
“คุณเฮนรี่ครับ อันนี้เขาจะคิดเงินเราเพิ่มมั้ยครับ” ผมหยิบดอกซากุระปลอมดอกหนึ่งขึ้นมาแล้วกดจมูกลงไปดมเพราะอยากรู้ว่ามันจะมีกลิ่นหรือเปล่า เมื่อพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นแค่ดอกไม้พลาสติกธรรมดามีเพียงสีแต่ไร้กลิ่น จึงลุกขึ้นยืนแล้วพยายามเอามันไปเสียบคืนกับกิ่งไม้แห้งๆ ด้านบน
“เรื่องนั้นเดี๋ยวฉันจัดการเอง” คุณเฮนรี่เดินเข้าไปขยับกล้องตัวใหญ่จากนั้น ผมเห็นคุณเฮนรี่ยืนยิ้มให้กับหน้าจอโทรศัพท์อยู่นาน
“คุณเฮนรี่ครับ แล้วคืนนี้เราต้องเอากันอีกหรือเปล่าครับ”
“เธอไหวหรือเปล่าล่ะ”
“ครับ...ผมยังไหว”
