บทที่ 10 รู้นะคิดอะไรอยู่
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน...
ขณะที่ดาด้ากำลังเดินถือถาดอุปกรณ์ตรวจร่างกายผ่านโถงทางเดิน เสียงทักทายร่าเริงจากด้านหลังก็ดังขึ้น
"น้องดาด้า!"
เธอหันไปพบชายหนุ่มร่างสูงในชุดกาวน์สั้นของแพทย์ประจำบ้านกำลังส่งยิ้มกว้างเดินตรงเข้ามา นพ.ทิวากร หรือ 'หมอทิว' แพทย์ประจำบ้านปีหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องความขี้เล่นและเป็นกันเองที่สุดในวอร์ด
"มีอะไรหรือเปล่าคะพี่หมอทิว"
"เปล่าครับ แค่จะบอกว่าเมื่อกี้เห็นตอบคำถามหมอเกลได้ดีมากเลยนะ เก่งขึ้นทุกวันเลยนะเรา" เขายิ้มกว้างจนตาหยี "งานหนักขนาดนี้ กินข้าวเที่ยงหรือยังครับ"
"ยังเลยค่ะ กะว่าจะรอเคลียร์เคสให้เสร็จก่อน"
"งั้นเดี๋ยวเที่ยงนี้ไปกินด้วยกันไหม โรงอาหารตึกใหม่มีก๋วยเตี๋ยวเรือเปิดใหม่ อร่อยเด็ดมาก เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง ถือว่าฉลองที่ผ่านเวรแรกมาได้สวย ๆ" น้ำเสียงร่าเริงของเขาฟังดูจริงใจและไม่มีพิษภัย
ดาด้าอึกอักเล็กน้อยก่อนจะยิ้มตอบ "ขอบคุณค่ะพี่หมอ แต่หนูขอรอไปพร้อมเพื่อน ๆ ได้ไหมคะ"
"ได้สิ ยิ่งเยอะยิ่งสนุก!" ทิวากรหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
ทว่าบทสนทนาร่าเริงนั้นกลับดังเข้าหูของใครบางคนที่กำลังเดินผ่านโถงทางเดินมาพอดี...
รามณรงค์ชะงักฝีเท้าลงเพียงเสี้ยววินาที สายตาคมกริบปัดมองภาพทั้งสองคนตรงหน้า ก่อนจะออกเดินต่อและก้าวผ่านไปอย่างไม่แยแส ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยราวกับไม่ได้ยินอะไรเลยสักนิด
แต่ทว่า... ปากกาเคมีในมือหนา กลับถูกกดน้ำหนักบีบแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
มื้อเที่ยงวันนั้นดำเนินไปอย่างสนุกสนาน...
มินตรา ทิวากร และเพื่อนนักศึกษาแพทย์อีกสองคนนั่งล้อมโต๊ะพูดคุยกันเสียงดังลั่นโรงอาหารตึกใหม่ ดาด้าหัวเราะไปกับมุกตลกของทิวากรที่เล่าเรื่องราวสมัยตัวเองเป็นนักศึกษาแพทย์แบบไม่กั๊ก
"ตอนนั้นพี่ยังไม่รู้ประสีประสาอะไรเลยนะ โดนอาจารย์ดุจนน้ำตาแทบร่วงกลางวอร์ด" ทิวากรทำหน้าตลกจนทุกคนหัวเราะครืน
"แล้วทำไมพี่ทิวถึงเลือกเรียนต่ออายุรกรรมล่ะคะ" ดาด้าถามด้วยความสนใจจริง
ทิวากรอมยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ "เพราะพี่ชอบความท้าทายที่ต้องคิดวิเคราะห์เยอะ ๆ ไง เหมือนเล่นเกมปริศนา ต้องคอยต่อจิ๊กซอว์อาการคนไข้ให้ครบ ถึงจะเจอคำตอบที่ถูกต้อง"
"เท่จังเลยค่ะ" ดาด้ารู้สึกชื่นชมจากใจ
"เท่ที่ไหนกัน บางทีก็โดนอาจารย์รามเบรกหัวขมำซะไม่มีชิ้นดี" เขาทำหน้าทะเล้น "แต่อาจารย์รามนี่แหละตัวจริงของวงการ ทั้งเก่งทั้งเป๊ะ จำได้ทุกเคสที่เคยรักษา ไม่เคยพลาดสักครั้ง"
มินตราเอนตัวเข้ามากระซิบข้างหูดาด้า "งั้นแปลว่าพี่ทิวก็นับถืออาจารย์รามสุด ๆ เลยสิเนี่ย"
"ก็นับถือแหละ แต่ก็กลัวสติหลุดเหมือนกันนะ" ทิวากรหัวเราะพลางส่ายหน้า
ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส สายตาของทิวากรกลับแอบเหลือบมองใบหน้าหวานของดาด้าบ่อยครั้งกว่าปกติ แววตาที่ฉายความเอ็นดูและสนใจนั้นไม่ได้ซ่อนเร้นจนมินตราสังเกตเห็นและอดยิ้มมุมปากไม่ได้
...
บ่ายวันเดียวกัน...
รามณรงค์นั่งอยู่ในห้องประชุมเล็กพร้อมกับ ศ.นพ.พิชิต หัวหน้าภาควิชา ทั้งคู่กำลังนั่งตรวจตารางเวรและภาระงานของนักศึกษาแพทย์
"เดี๋ยวนี้หมอทิวเข้ากับพวกเด็กปีสี่ได้ดีนะ" ศ.นพ.พิชิตพูดขึ้นอย่างไม่มีพิษภัยพลางยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ "โดยเฉพาะเด็กคนที่ชื่อศศิดา ดูจะสนิทสนมกันเป็นพิเศษเลย"
รามณรงค์ไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขายังคงก้มหน้าก้มตาเซ็นเอกสารในมือต่อไปอย่างเงียบเชียบ
"หมอทิวเป็นเด็กดี ขยัน อารมณ์ดี..." อาจารย์อาวุโสยังคงพูดต่อโดยไม่ทันสังเกตบรรยากาศเงียบสงัดที่เปลี่ยนไป "ถ้าจับคู่กับเด็กตั้งใจเรียนแบบศศิดาก็น่าจะสนับสนุนกันได้ดีนะ ว่าไหมราม"
ปากกาในมือหนาของรามณรงค์ชะงักกึกไปเพียงเสี้ยววินาที
"ราม?"
"ผมว่าเรื่องส่วนตัวของนักศึกษา ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราควรเข้าไปยุ่งครับ" น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่ากลับแฝงความหนักแน่นและเย็นชาอย่างที่ไม่คุ้นเคย
ศ.นพ.พิชิตเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความแปลกใจ ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย "อ้าว... ก็แค่คุยเล่นกันเฉย ๆ ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นล่ะ"
รามณรงค์เงยหน้าขึ้นสบตากับอาจารย์อาวุโสเพียงครู่เดียว ก่อนจะรีบเบือนสายตาหนี "ไม่มีอะไรครับ แค่คิดว่าเราควรโฟกัสเรื่องงานมากกว่า"
ทว่าคำปฏิเสธนั้นกลับขัดแย้งกับแววตาปั่นป่วนที่ฉายออกมาวูบหนึ่งอย่างชัดเจน จนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังตระหนกในความรู้สึกนั้น ศ.นพ.พิชิตอมยิ้มอย่างคนผ่านโลกมาก่อน ก่อนจะยอมเปลี่ยนเรื่องคุยต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ในใจกลับอดนึกสนุกไม่ได้... บางทีกำแพงน้ำแข็งที่ปกคลุมหัวใจของลูกศิษย์คนโปรดมานานนับสามปี อาจกำลังเริ่มหลอมละลายลงแล้วจริง ๆ
