บทที่ 1 บทที่ 1.1

            ยามบ่ายแก่นิชาดากำลังตั้งหน้าตั้งตาเก็บฝักข้าวโพดอย่างขะมักเขม้นเพื่อให้คุ้มค่าแรงที่เจ้าของไร่จ้างเธอมา เพราะหากทำแบบขอไปทีแล้วคงจะไม่มีใครอยากจ้างงานเธออีกเป็นแน่

“นิ่ม!”

“นิ่ม!”

“อีนิ่ม!!!”

นิชาดาละมือจากข้าวโพดที่กำลังเก็บอยู่เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองแว่วเข้าหู เมื่อเงยหน้าเพ่งมองแล้วเห็นว่าคนที่กำลังตะโกนเรียกอยู่นั้นคือนงนุชแม่ของเธอเองจึงรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปหาก่อนที่แม่ของเธอจะตะโกนเรียกเธอหน้าดำหน้าแดงอย่างไม่เกรงใจใครไปมากกว่านี้

“มีอะไรจ๊ะแม่ นิ่มใกล้จะเสร็จแล้ว”

นิชาดายกแขนที่ใส่เสื้อแขนยาวตัวเก่าขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่เกาะอยู่ตามใบหน้าของตัวเองไปด้วยระหว่างเอ่ยถามคนเป็นแม่

“เออ ใกล้เสร็จแล้วก็ดี”

นงนุชที่ขัดใจใบหน้าอันเหน็ดเหนื่อยจนเว่อร์ของลูกสาวในสายตาของนางนักจึงรีบยื่นเงินที่กำรอไว้อยู่แล้วส่งให้ไปทันที

“อะนี่ ฝากซื้อไก่ย่างกับข้าวเหนียวให้นนท์มันหน่อย นนท์มันอยากกินเดี๋ยวแม่จะไปข้างนอก”

เมื่อเห็นว่าลูกสาวเอาแต่ก้มมองแบงค์ห้าสิบบาทในมือแต่ไม่ยอมตอบอะไรนงนุชจึงสั่งย้ำไปอีกครั้ง

“เข้าใจไหม อย่าลืมหาข้าวหาน้ำเตรียมไว้ให้พี่มึงด้วยล่ะตั้งแต่เช้ามันยังไม่ได้กินอะไรเลย”

พูดเสร็จก็สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่ขี่มาจอดเรียกลูกสาวเมื่อกี้นี้แล้วขี่ออกไปทันที จุดหมายก็คงจะเป็นบ้านใครสักหลังที่กำลังจะตั้งวงกินเหล้าพร้อมกับตั้งวงเล่นไพ่ไปในคราเดียวกัน

นิชาดาได้แต่มองตามหลังผู้เป็นแม่ไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเลิกคิดเล็กคิดน้อยเพื่อไม่ให้บั่นทอนจิตใจตัวเอง แต่บางครั้งเธอก็อดคิดไม่ได้ เช่นตอนนี้ที่เธอกำลังเหนื่อยเนื่องจากมารับจ้างเก็บข้าวโพดในไร่ตั้งแต่เช้า ข้าวกับน้ำก็แทบจะไม่ได้กินแถมยังตากแดดเกือบทั้งวันแต่แม่ก็เอาแต่ห่วงนทีพี่ชายของเธอที่วันๆ ไม่ทำอะไรก็มีคนหาเงินให้ใช้ วันๆ กินแต่เหล้าก็มีคนคอยหาข้าวหาน้ำให้กินอยู่อย่างสุขสบาย ต่างจากเธอที่นอกจากจะต้องทำงานหนักแล้วแม่ยังแทบไม่เคยสนใจใยดี

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วปัดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกจากหัวจากนั้นจึงรีบเดินกลับเข้าไปในไร่เพื่อเก็บฝักข้าวโพดต่อ ขืนเสร็จช้าแล้วไปซื้อกับข้าวให้นทีตามที่แม่สั่งไว้ไม่ทันเธอก็ต้องโดนด่าอีกเพราะกว่าจะปั่นจักรยานจากไร่ข้าวโพดแห่งนี้ไปตลาดและปั่นจากตลาดไปบ้านอีกทีก็ค่อนข้างไกล และอีกอย่างเธอก็ไม่อยากจะปั่นจักรยานไปไหนมาไหนคนเดียวตอนค่ำๆ มืดๆ ด้วย

นิชาดากลับมาถึงบ้านราวหกโมงเย็นแต่ทั้งบ้านก็ไม่มีใครอยู่ ซึ่งเธอไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะแม่แวะมาบอกแล้วว่าจะไปข้างนอกซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าคงจะไปเล่นไพ่ ส่วนพี่ชายของเธอนั้นก็เดาได้ไม่ยากอีกเช่นกันว่าคงจะตื่นนอนแล้วก็ออกไปหาเหล้ากินเหมือนกับทุกวัน

หลายชั่วโมงต่อมาขณะที่หญิงสาวกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่เพียงลำพังในบ้านนั้นก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์คุ้นหูดังเข้ามาใกล้จึงรีบลุกไปเปิดไฟตรงบันไดทางขึ้นหน้าบ้านและเปิดประตูให้กับแม่

“นนท์ยังไม่กลับมาอีกเหรอ” นางนงนุชถามหาลูกชายกับลูกสาวทันทีที่กลับมาถึงบ้านเพราะตอนนี้ก็สองทุ่มกว่าแล้วแต่กลับยังไม่เห็นรถของลูกชายจอดอยู่

“ยังจ้ะ” นิชาดาเอ่ยตอบผู้เป็นแม่ขณะกำลังลงกลอนปิดล็อกประตูบ้านพร้อมทั้งปิดไฟหน้าบ้านที่เพิ่งเปิดเพื่อให้แม่เดินขึ้นบันไดมาเมื่อกี้นี้ด้วย

“แล้วมันออกไปตั้งแต่ตอนไหน กินข้าวไปหรือเปล่า”

“ไม่รู้จ้ะ นิ่มกลับมาพี่นนท์ก็ไม่อยู่แล้ว”

“แล้วทำไมมึงไม่กลับก่อนพี่มึงจะออกไป ใช้อะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง”

คนเป็นแม่เริ่มบ่นลูกสาวที่ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องแถมยังขัดหูขัดตาไปหมดเมื่อถามถึงลูกชายแล้วไม่ได้ความ

“แต่จากไร่มาบ้านมันไกลนี่จ๊ะ แล้วอีกอย่าง…”

คนถูกบ่นยังไม่ทันพูดจบคนเป็นแม่ก็บอกปัดขึ้นมาก่อนอย่างรำคาญคำแก้ตัวซ้ำซากของลูกสาว

“เออๆ ช่างเถอะ แล้วนี่มีอะไรกินบ้างล่ะ” นางนงนุชถามพร้อมกับเดินไปนั่งลงบนพื้นที่ปูเสื่อไว้กลางบ้าน จากนั้นจึงเปิดฝาชีดูกับข้าวว่ามีอะไรกิน

“นิ่มผัดแตงใส่ไข่กับหมูสับไว้ให้แม่จ้ะ”

หญิงสาวยิ้มตอบพร้อมทั้งเอื้อมมือไปหยิบจานและตักข้าวในหม้อหุงข้าวให้กับแม่แต่ก็ไม่วายโดนบ่นอีก

“โอ๊ยยยยยยย ผัดแตงอีกละ แล้วก็นะ ทุกวันนี้ก็กินแต่ไข่ๆๆๆๆ ไม่ก็ปลากระป๋องจนหน้ากูจะเป็นไข่อยู่แล้วเนี่ย” นงนุชบ่นเพราะเมื่อเช้าก็กินไข่ทอด กลางวันก็กินน้ำพริกปลากระป๋องกับแตงกวา พอมาตอนเย็นยังต้องมากินผัดแตงใส่ไข่อีก

“แต่วันนี้นิ่มใส่หมูสับด้วยนะจ๊ะแม่”

นิชาดายังยิ้มตอบแม่พร้อมกับชี้ให้แม่ดูหมูในผัดแตงดีๆ เพราะวันนี้เธอได้ค่าแรงเพิ่มมาเป็นสามร้อยบาทจากปกติถ้าแค่ไปรับจ้างเก็บข้าวโพดแบบนี้จะได้ค่าแรงแค่วันละสองร้อยบาทเท่านั้น แต่เพราะเจ้าของไร่เอ็นดูเธอจึงแอบให้ทิปเพิ่มมาอีกหนึ่งร้อยบาท เธอจึงซื้อหมูมาหนึ่งกิโลพร้อมไข่อีกสองแผงมาไว้ติดบ้าน

“โอ๊ยพอๆ กูเบื่อไก่เบื่อไข่ของมึงจะแย่แล้ว ทำของดีๆ ให้กูกินบ้างไม่ได้ไง”

คนเป็นแม่ยังบ่นไม่เลิกแต่ก็ตักข้าวตักกับที่ลูกสาวทำไว้ให้เข้าปาก

“ก็ตอนนี้นิ่มยังไม่ค่อยมีเงินนี่จ๊ะแม่ ไว้รอให้นิ่มเรียนจบแล้วมีงานดีๆ ทำ นิ่มจะหาของอร่อยมาให้แม่กินทุกมื้อเลยจ้ะ” เธอพูดพร้อมกับรินน้ำใส่แก้วให้แม่ไปด้วยเพราะกลัวแม่จะติดคอเนื่องจากจนถึงตอนนี้แม่ยังไม่ยอมเงียบเสียงเลย

“กูเห็นมึงพูดแบบนี้มาจะสองปีละ แต่ทุกวันนี้แม้แต่แกลบก็แทบจะไม่มีให้แดก!” ได้ยินอย่างนั้นคนเป็นลูกก็พยายามไม่เก็บคำพูดที่ไม่รักษาน้ำใจกันของแม่มาคิด และก่อนที่นางนงนุชจะพาลอารมณ์เสียใส่ลูกสาวไปมากกว่านี้เพราะเพิ่งเล่นไพ่เสียมา เสียงรถมอเตอร์ไซค์ของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน นางนงนุชจึงรีบลุกขึ้นจากเสื่อที่ปูไว้นั่งกินข้าวแล้วรีบเดินออกไปหาลูกชายหน้าบ้านทันที

“โอ๊ยนนท์ ระวังลูก!”

คนรีบเปิดประตูไปรับลูกชายร้องเสียงหลงเมื่อเห็นว่าลูกชายก้าวพลาดบันไดบ้านขั้นแรกจึงหันไปด่าลูกสาว

“อีนิ่ม! มึงจะปิดไฟทำไมนักหนาฮะ!”

“ก็มันเปลืองไฟนี่แม่”

“แล้วมึงจะให้พี่มึงตกบันไดตายหรือยังไง! แค่นี้ทำเป็นขี้เหนียว กูบอกว่าให้เปิดรอไว้ๆ”

คนเป็นแม่ยังคงด่าลูกสาวไม่เลิกแต่ก็รีบเดินลงบันไดไม้เก่าๆ เพื่อไปพยุงลูกชายที่เมาแอ๋ยืนโงนเงนอยู่ด้านล่าง

“ก็ถ้าให้เปิดรอไว้แล้วแม่ให้มันจ่ายค่าไฟเองไหมล่ะ!”

ครั้งนี้นิชาดาเหลืออดเลยขึ้นเสียงกลับไปบ้าง

แม่จะอะไรกับเธอนักหนา ค่าใช้จ่ายภายในบ้านเธอก็เป็นคนหาเงินมาจ่ายอย่างยากลำบาก ค่าน้ำค่าไฟก็ไม่ใช่ถูกๆ สำหรับคนมีรายได้น้อยอย่างเธอ

ทำกับข้าวซักผ้ากวาดบ้านถูบ้านเธอก็ทำให้หมด จะไม่สนใจจะไม่ห่วงเธอเธอไม่ว่า แต่จะมาหาเรื่องด่าเธอทุกวันเพราะคนขี้เมาไม่เอาไหนแบบนี้มันเกินไป เธอผิดมากเหรอที่แค่ปิดไฟหน้าบ้านเพราะต้องการประหยัดไฟ

“เอ้าอีนี่! อย่ามาย้อนกูนะ! แล้วเดี๋ยวนี้เถียงคำไม่ตกฟาก จะไปไหนก็ไปเลยมึง” คนเป็นแม่ยกมือขึ้นมาชี้หน้าด่าลูกสาวเมื่อประคองลูกชายให้นั่งลงบนเสื่อเรียบร้อยแล้ว

“ไม่ต้องไล่หรอก เชิญแม่อยู่ป้อนข้าวป้อนน้ำให้มันไปคนเดียวเถอะ!”

นิชาดาพูดพร้อมกับเดินหนีไปยังที่นอนของตัวเองอย่างไม่อยากจะทะเลาะด้วยเมื่อเห็นภาพที่แม่ประคบประหงมนทีอย่างดีแต่กลับตะโกนด่าเธอไม่ยอมหยุด

“อีนิ่ม!!!”

เสียงด่าทอเธอสลับกับเสียงถามไถ่พูดคุยกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนและหาข้าวที่เธอเป็นคนซื้อมาให้นทีกินยังคงดังต่อเนื่องให้เธอได้ยิน แต่เธอก็เลือกที่จะไม่สนใจเพราะเธอนั้นทนอยู่สภาพแบบนี้มากว่าสองปีแล้ว

หลังจากพ่อของเธอเสียไปบ้านไม้เก่าๆ ผุๆ หลังคาสังกะสีที่จะพังแหล่ไม่พังแหล่หลังนี้ก็กลายมาเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวเธอ มีผ้าปูที่นอนผืนเก่าที่เคยใช้ในสมัยที่ยังไม่ตกอับเอามาพาดราวผ้าที่ตอกตะปูขึงด้วยเส้นลวดเพื่อกั้นเป็นห้องใครห้องมันเพื่อหาความเป็นส่วนตัวบ้างเพียงเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าแม่จะพูดอะไรกับนทีหรือด่าอะไรเธอก็ได้ยินไปทั้งบ้าน

พระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นร่างบางที่หลับไปเพราะความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักเมื่อวานก็ลุกขึ้นมาในเวลาตีห้าเหมือนเช่นทุกวัน

นิชาดารีบหุงข้าวจากนั้นจึงก่อไฟทำอาหารกินง่ายๆ เหมือนอย่างเคย โดยวันนี้เธอเลือกทำไข่เจียวเพื่อกินในตอนเช้าและทำหมูทอดเพื่อห่อไปกินตอนกลางวันเพราะวันนี้เธอจะไปรับจ้างเก็บข้าวโพดอีกหนึ่งวันและแน่นอนว่าเธอนั้นทำกับข้าวเผื่อไว้ให้แม่กับพี่ชายด้วย

เมื่อทำกับข้าวและกินข้าวเสร็จเธอจึงรีบไปอาบน้ำในห้องน้ำซึ่งสร้างจากสังกะสีเก่าๆ ข้างตัวบ้าน

ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ใช่หน้าหนาวแต่น้ำในตุ่มก็เย็นจนร่างเล็กสั่นสะท้าน หญิงสาวจึงรีบอาบน้ำจากนั้นจึงรีบปั่นจักรยานออกไปทำงานเพราะไร่ข้าวโพดแห่งนี้อยู่ไกลกว่าไร่เมื่อวานนี้มากแถมทางไปยังต้องขึ้นเนินหลายเนินอีกด้วย

บทถัดไป