บทที่ 10 บทที่ 4.1
นิชาดานั่งรถกระบะตอนเดียวที่มีลุงคนขับท่าทางใจดีขับมารับเธอตามคำสั่งของอัคคี และเพราะระยะทางที่ค่อนข้างไกลลุงคนขับรถจึงชวนคุยเธอจึงได้รู้ว่าลุงนั้นชื่อว่าลุงบุญมีเป็นคนขับรถในไร่และเป็นสามีของป้าผ่องซึ่งเป็นแม่บ้านของติณณภพที่เธอนั้นต้องไปทำงานแทน
หลังจากนั่งรถอยู่นานในที่สุดลุงบุญมีก็ขับรถมาถึงบ้านของติณณภพ
หญิงสาวมองไปยังบ้านสีขาวสองชั้นสไตล์มินิมอลขนาดพอเหมาะที่ล้อมรอบด้วยสวนที่ตกแต่งอย่างลงตัวเพื่อให้เข้ากับตัวบ้านอย่างสนใจขณะที่ลุงบุญมีค่อยๆ เลี้ยวรถเข้าไปจอด แม้แต่ตอนเดินเข้าไปในตัวบ้านคนที่เพิ่งเคยเห็นบ้านแห่งนี้เป็นครั้งแรกอย่างนิชาดาก็ยังไม่เลิกกวาดสายตามองการตกแต่งด้วยไม้สีอ่อนอย่างลงตัวให้ความรู้สึกดูอบอุ่นซึ่งตรงกับสไตล์บ้านในฝันที่เธอเคยวาดฝันไว้ว่าอยากจะปลูกบ้านใหม่สักหลังให้พ่อกับแม่อยู่กันอย่างสุขสบายเมื่อเธอมีงานดีๆ ทำ แม้ว่าตอนนี้ความฝันของเธอจะเลือนรางห่างออกไปเต็มทีแล้วก็ตาม
คนกำลังคิดถึงความฝันของตัวเองในอดีตหลุดจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
“พาใครมาน่ะพ่อมึง” ป้าผ่องเดินกะโผลกกะเผลกออกมาจากหลังบ้านรีบเอ่ยถามสามีตัวเองเมื่อเห็นว่ามีเด็กผู้หญิงแปลกหน้ามาด้วย จะว่าเป็นผู้หญิงของนายก็ไม่น่าใช่เพราะยังดูเด็กอยู่เลยและอีกอย่างนายก็ไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนหอบหิ้วกระเป๋ามาอยู่ด้วยกันถึงที่นี่แบบนี้มาก่อนเลยสักราย
“นี่หนูนิ่ม ไอ้ไฟมันบอกว่านายเขาจะให้มาทำงานบ้านแทนเอ็งไปก่อนน่ะช่วงนี้” ลุงบุญมีแนะนำเด็กสาวให้ภรรยารู้จัก นิดาชาจึงรีบยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะป้า”
ป้าผ่องรับไหว้ตอบเด็กสาวท่าทางใสซื่อตรงหน้าพร้อมกับเริ่มถามไถ่เพื่อทำความรู้จักคนที่อยู่ๆ นายก็จะให้มาทำงานบ้านแทนตน
“นายเขาให้มาอยู่ที่นี่เลยเหรอลูก แล้วจะไปจะมาโรงเรียนยังไงล่ะทีนี้”
“หนู เอ่อ” เธอสะดุดกับคำเรียกแทนตัวเองเมื่อนึกถึงคำพูดเจ้าหนี้ของแม่ที่พูดกับเธอที่ห้องทำงานของเขา
'โตจนมีผัวอยู่ละยังแทนตัวเองว่าหนูอีก'
ปกติเวลาพูดกับผู้ใหญ่ที่ไม่สนิทหรือไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเธอก็มักจะแทนตัวเองว่า 'หนู' แทนชื่อเล่น แต่เมื่อไม่ถูกใจเจ้าของบ้านที่เธอจะมาอาศัยอยู่เธอจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเพราะไม่อยากขัดใจเขา
“นิ่มเรียนจบม.ปลายแล้วค่ะป้า”
สุดท้ายเธอก็ปัดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกแล้วยิ้มตอบออกไปอย่างไม่แปลกใจกับคำถามของป้าผ่องเพราะคนส่วนมากที่ไม่รู้จักกันมาก่อนก็มักจะคิดว่าเธอนั้นยังเป็นเด็กนักเรียนอยู่
“ดีๆ ป้าก็นึกว่านายเขาไปหลอกเด็กที่ไหนมาทำงานให้ซะอีก” ป้าผ่องพูดติดตลกอย่างรู้สึกเอ็นดูเด็กสาวตรงหน้าตามประสาคนอยากมีหลานสาวน่ารักๆ สักคนสองคนแต่ติดตรงที่ว่านางกับสามีนั้นไม่มีลูกด้วยกัน
เนื่องจากคนเป็นนายให้คนเข้ามาอยู่กะทันหันโดยที่ไม่ได้บอกอะไรไว้เลยแถมพอถามกับเจ้าตัวและสามีก็ไม่ค่อยได้ความเท่าไหร่นางจึงโทรไปถามอัคคีจึงได้ความว่าให้บอกให้สอนงานทุกอย่างที่นางทำอยู่ให้กับหญิงสาวให้หมด ซึ่งแม้จะแปลกใจที่อยู่ๆ ก็จะให้สอนงานให้คนใหม่ฉุกละหุกแบบนี้แต่นางก็ต้องรีบทำตามเพราะอัคคีก็ไม่ได้บอกรายระเอียดอะไรเพิ่มเติมมากมายนัก แค่บอกว่านายเป็นคนให้มาทำงานด้วยเพียงแค่นั้น
ตอนนี้เริ่มเย็นแล้วลุงบุญมีกับป้าผ่องจึงกลับไปบ้านพักของตัวเองที่อยู่ท้ายไร่ฝั่งของคนงานซึ่งอยู่คนละระแวกกับบ้านหลังนี้
นิชาดานั่งอยู่ที่โซฟาภายในบ้านอย่างไม่รู้จะทำอะไรจนเวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งทุ่มก็ได้ยินเสียงรถยนต์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดหน้าบ้านนิชาดาจึงรีบเปิดประตูไปดู
ติณณภพก้าวเท้าลงมาจากรถยนต์สัญชาติยุโรปคันหรูก็เจอกับคนที่เขาเกือบลืมไปแล้วว่าตกปากรับคำว่าจะลองให้มาอยู่ที่นี่ด้วยเมื่อช่วงบ่ายนี้เอง
แต่จะว่าคนความจำดีอย่างเขาลืมก็ไม่ถูกนัก เรียกว่าไม่ได้ใส่ใจที่จะจำอะไรที่ไม่สำคัญจะถูกกว่า
เมื่อเห็นสายตาอ่านยากของเจ้าของบ้านที่มองจ้องมาคล้ายกับประเมินเธออยู่ตลอดเวลาทำให้ผู้มาอาศัยใหม่อย่างเธอนั้นอดรู้สึกอึดอัดขึ้นมาไม่ได้แต่ก็ไม่รู้จะพูดหรือทำอะไรจึงได้แต่ยกมือขึ้นมาสวัสดีคนตรงหน้าแทน
“เอ่อ สวัสดีค่ะ”
ติณณภพมองคนที่ยกมือขึ้นมาไหว้อย่างนึกขำกับท่าทางเก้กังที่หญิงสาวแสดงออกมาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพราะก็อยากจะรู้ว่าหน้าตาซื่อๆ แบบนี้จะทำยังไงต่อ
นิชาดาเดินตามชายหนุ่มที่ยังคงมีท่าทางเรียบเฉยเข้าไปในตัวบ้านอย่างเกร็งๆ เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองควรจะทำอะไรหรืออยู่ส่วนไหนของบ้านจึงเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อรินน้ำเย็นๆ ใส่แก้วมาให้เขาดื่มเพื่อดูท่าทีว่าเขาจะให้เธอทำอะไรต่อหรือเปล่า
“ดื่มน้ำไหมคะ”
คนหน้านิ่งรับแก้วน้ำมาดื่มจนหมดพร้อมกับคิดในใจว่าสกิลการเอาใจผู้ชายของยัยจืดนี่คงติดลบจนน่าเบื่อ ก็ดูแต่ละอย่างแต่ละคำที่พูดมาสิโคตรจะเด็ก
เปลี่ยนใจส่งกลับบ้านตอนนี้ยังทันเปล่าวะ
คนอยากเปลี่ยนใจขึ้นมากะทันหันคิดในใจได้ไม่เท่าไหร่เสียงของหญิงสาวก็ดังขัดขึ้นมาให้รำคาญอีกครั้ง
“คือว่าป้าผ่องทำกับข้าวไว้แล้วคุณติณณ์จะกินเลยไหมคะเดี๋ยวนิ่มจะได้จัดโต๊ะให้ค่ะ”
“อืม รีบจัดเลยฉันหิวแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาอุ่นกับข้าวให้วุ่นวาย” เพราะหมดอารมณ์จะรอดูคนไม่ได้เรื่องมัวแต่พิรี้พิไรไม่รู้ว่าต้องเอาใจเจ้าหนี้อย่างเขายังไงจึงตัดบทตามนั้น จากนั้นจึงเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ อย่างต้องการความสดชื่นเพราะช่วงนี้เขาต้องใช้สมองอย่างหนักจนเครียดไปหมด ไหนจะกินข้าวไม่ตรงเวลาอีกตอนนี้เลยทั้งเหนื่อยทั้งหิว
เมื่อน้ำเย็นๆ ทำให้สดชื่นขึ้นมาบ้างแล้วติณณภพจึงเดินไปยังโต๊ะกินข้าวที่มีอาหารจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วพร้อมกับของแถมที่ดูแล้วขัดตาเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือผู้หญิงจืดชืดที่กำลังยืนทำหน้าเอ๋ออยู่ใกล้ๆ โต๊ะกินข้าวอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี
